ผมยืนอยู่ใต้ซุ้มประตูหินแห่งหนึ่งบนถนน 牌坊街 (ผ่ายฟางเจี่ย) พร้อมจูงมือคุณแม่วัย 91 ปี ในค่ำคืนหนึ่งของเดือนกุมภาพันธ์ และรู้สึกได้ทันทีว่านี่ไม่ใช่การเดินเที่ยวธรรมดา แต่คือการเดินย้อนเข้าไปในสายเลือดของตัวเอง เพราะเฉาโจวไม่ได้เป็นเพียงเมืองหนึ่งในมณฑลกวางตุ้ง แต่คือรากเหง้าที่บรรพบุรุษของคนไทยเชื้อสายแต้จิ๋วจำนวนมากจากไป และถนนสายนี้เองที่ยังคงเก็บรักษาความทรงจำร่วมของภูมิภาคแต้จิ๋วเอาไว้อย่างครบถ้วนที่สุดแห่งหนึ่งในโลก
คำตอบสั้น ๆ: ถนนผ่ายฟางเจี่ย (牌坊街) ในเมืองเฉาโจว มณฑลกวางตุ้ง คือถนนสายประวัติศาสตร์ยาวประมาณ 1.5 กิโลเมตร ที่มีซุ้มประตูหินโบราณ 22–23 แห่งเรียงรายตลอดแนว สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยราชวงศ์หมิงถึงราชวงศ์ชิง (ค.ศ. 1517–1785) เพื่อประกาศเกียรติคุณบุคคลสำคัญของเมือง เปิดให้เข้าชมฟรีตลอด 24 ชั่วโมง และเป็นถนนสายเดียวในประเทศจีนที่ได้รับคัดเลือกให้เป็นย่านท่องเที่ยวและพักผ่อนระดับชาติที่ผสานตึกแถวโบราณกับซุ้มประตูหินไว้ด้วยกันอย่างสมบูรณ์
ประเด็นสำคัญ
- ถนนคนเดินแต้จิ๋วสายนี้ฟื้นฟูอย่างเป็นระบบตั้งแต่ปี ค.ศ. 2004 และเปิดอย่างเป็นทางการในปี 2009 โดยใช้ชิ้นส่วนสถาปัตยกรรมดั้งเดิมมากถึง 87%
- ซุ้มประตูทั้ง 22 แห่งไม่มีแห่งใดซ้ำกันเลย ชาวบ้านเรียกความจริงข้อนี้ด้วยสำนวน “廿二座牌坊廿二样” (ยี่สิบสองซุ้ม ยี่สิบสองสไตล์)
- เมืองเฉาโจวเคยมีซุ้มประตูมากกว่า 90 แห่งในอดีต จนได้ฉายา “เมืองแห่งผ่ายฟาง” ก่อนจะถูกทำลายไปมากในศตวรรษที่ 20
- พิธีกรรมเปิดไฟส่องสว่างที่ถนนซุ้มประตูแต้จิ๋วเริ่ม 18:00 น. และปิดไฟ 22:30 น. เป็นช่วงเวลาที่ควรไปเช็กอินมากที่สุด
- CGTN และวารสารประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมจีนต่างยกให้ที่นี่เป็น “ถนนซุ้มประตูอนุสรณ์สถานหนึ่งเดียวของจีน”
ถนน 牌坊街 คืออะไร ทำไมสายเลือดแต้จิ๋วควรมาสักครั้ง
ในทางวิชาการ ถนนผ่ายฟางเจี่ยถูกจัดอยู่ในหมวด “ถนนกลุ่มสถาปัตยกรรมอนุสรณ์สถาน” หรือ Memorial Archway Street ซึ่งเป็นรูปแบบสถาปัตยกรรมเฉพาะของจีนที่ใช้ซุ้มประตูหินทำหน้าที่ประกาศเกียรติคุณ แสดงสัญลักษณ์ทางสังคม และชี้นำพื้นที่เมืองไปพร้อมกัน ถนนสายนี้เชื่อมต่อถนนไท่ผิงลู่กับถนนตงเหมินเจียใจกลางเขตเมืองเก่าเฉาโจว และเคยเป็นศูนย์กลางการค้าและสังคมของภูมิภาคแต้จิ๋ว (潮汕地区) มานานหลายศตวรรษ นี่คือเหตุผลที่ทำให้เมืองนี้กลายเป็นแหล่งกำเนิดของชาวจีนโพ้นทะเลจำนวนมากในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงในประเทศไทยด้วย
สิ่งที่ทำให้ผมตื่นเต้นเป็นพิเศษก่อนออกเดินทางคือการค้นพบว่า แม้จีนจะมีกลุ่มซุ้มประตูโบราณหลงเหลืออยู่หลายแห่ง แต่ถนนคนเดินแต้จิ๋วสายนี้มีสถานะพิเศษจริง ๆ กลุ่มซุ้มประตูถังเยวี่ย อำเภอเส่อ มณฑลอันฮุยมีเพียง 7 แห่ง เรียงตามคุณธรรมขงจื๊อ “จงรักภักดี กตัญญู รักนวลสงวนตัว คุณธรรม” กลุ่มซุ้มประตูเจ่าอันในฝูเจี้ยนมี 8 แห่ง และโยเฉพาะกลุ่มซุ้มประตูผิงเหยาในซานซีก็มีเพียง 3 แห่งเท่านั้น เมื่อเทียบกันแล้ว จำนวน 22–23 ซุ้มบนถนนคนเดินแต้จิ๋วจึงถือเป็นความหนาแน่นที่ไม่มีที่ใดในจีนเทียบได้ และที่สำคัญยิ่งกว่าตัวเลขคือ “ความไม่ซ้ำกัน” ของแต่ละซุ้ม ชาวเฉาโจวมีสำนวนที่ผมได้ยินจากปากไกด์ท้องถิ่นคืนนั้นว่า “廿二座牌坊廿二样” หรือ ยี่สิบสองซุ้ม ยี่สิบสองสไตล์ ซึ่งไม่ใช่คำโฆษณาเกินจริงแต่อย่างใด เพราะเมื่อเดินไล่ดูทีละซุ้มจริง ๆ ผมพบว่าไม่มีลวดลาย ไม่มีตัวอักษร และไม่มีสัดส่วนโครงสร้างซ้ำกันเลยแม้แต่คู่เดียว นี่คือสิ่งที่ทำให้ถนนสายนี้ได้รับการยกให้เป็น “ถนนซุ้มประตูอนุสรณ์สถานหนึ่งเดียวของจีน” จากสำนักข่าว CGTN และถูกบันทึกโดยวารสารประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมจีน (Journal of Chinese Architectural History) ว่าเป็น “คลังบันทึกภูมิศาสตร์เชิงจริยธรรมแบบมีชีวิต” ของยุคหมิง-ชิง
ย้อนรอยประวัติศาสตร์ซุ้มประตูแต้จิ๋ว จากเมืองแห่งผ่ายฟาง สู่ซากปรักหักพัง
ก่อนจะมาเป็นถนนคนเดินแต้จิ๋วอย่างที่เห็นในวันนี้ เมืองเฉาโจวเคยรุ่งเรืองถึงขั้นมีซุ้มประตูมากกว่า 90 แห่งกระจายอยู่ทั่วเมือง จนได้รับฉายาว่า “เมืองแห่งผ่ายฟาง” การมีซุ้มประตูจำนวนมากขนาดนั้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่สะท้อนความรุ่งเรืองด้านการศึกษาและระบบราชการของภูมิภาคแต้จิ๋วในสมัยราชวงศ์หมิงถึงราชวงศ์ชิง (ค.ศ. 1517–1785) เพราะซุ้มประตูแต่ละแห่งถูกสร้างขึ้นเพื่อประกาศเกียรติคุณแก่บุคคลที่สอบผ่านจอหงวน ขุนนางที่รับใช้แผ่นดินอย่างซื่อสัตย์ หรือสตรีที่ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ ยกตัวอย่างที่ผมชอบเล่าให้ลูก ๆ ฟังคือ “ซุ้มประตูสี่บัณฑิต” (四进士坊) ที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่บุคคลจริงสี่คนที่สอบได้บัณฑิตพร้อมกันในปี ค.ศ. 1517 ได้แก่ เซียวอวี่เฉิง ซูซิ่น เฉินต้าฉี่ และเซวียข่าน ซึ่งมีชื่อปรากฏอยู่ในบันทึกประวัติศาสตร์เมืองแต้จิ๋ว (潮州府志) จริง ไม่ใช่ตำนานที่แต่งขึ้นภายหลัง
น่าเสียดายที่ในช่วงศตวรรษที่ 20 โดยเฉพาะปี ค.ศ. 1951 ซุ้มประตูส่วนใหญ่ถูกรื้อถอนลงตามนโยบายปรับปรุงเมืองในยุคนั้น สิ่งที่ทำให้ผมทึ่งเมื่อได้อ่านบันทึกการบูรณะคือ ก่อนรื้อถอน เจ้าหน้าที่ได้ทำเครื่องหมายระบุหมายเลขชิ้นส่วนหินทุกชิ้นอย่างละเอียด แล้วนำไปจัดเก็บไว้ในห้องใต้ดินของพิพิธภัณฑ์เมืองแต้จิ๋ว ราวกับรู้ล่วงหน้าว่าสักวันหนึ่งลูกหลานจะต้องนำกลับมาประกอบใหม่
มหากาพย์การบูรณะ 3 ปี ต่อจิ๊กซอว์หิน 12,000 ชิ้น
การบูรณะซุ้มประตูจีนครั้งใหญ่ที่สุดของถนนสายนี้เริ่มขึ้นอย่างเป็นระบบในปี ค.ศ. 2004 และแล้วเสร็จเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในปี 2009 สิ่งที่ทำให้โครงการนี้แตกต่างจากการบูรณะโบราณสถานทั่วไปคือความพิถีพิถันในการรักษาของแท้ดั้งเดิม ทีมช่างฝีมือยอดหัตถศิลป์ 37 คน ใช้ทั้งเทคโนโลยีสแกนสามมิติควบคู่กับการตรวจสอบด้วยมือแบบโบราณ เพื่อนำชิ้นส่วนโครงสร้างหินกว่า 12,000 ชิ้นที่เก็บรักษาไว้ตั้งแต่ปี 1951 กลับมาประกอบเข้าด้วยกันใหม่ ผลลัพธ์คือชิ้นส่วนสถาปัตยกรรมถึง 87% ที่เห็นอยู่ทุกวันนี้เป็นของดั้งเดิมจริง ไม่ใช่ของทำเลียนแบบ
ความท้าทายที่สุดของโครงการนี้คือ “ซุ้มประตูเซิ่งเฉาฉื่อเซียง” (圣朝使相坊) ซึ่งมีชิ้นส่วนดั้งเดิมสูญหายไปถึง 17 ชิ้น ทีมงานต้องอาศัยภาพถ่ายเก่าจากทศวรรษ 1930 ผนวกกับภาพประกอบในบันทึกประวัติศาสตร์เมืองสมัยราชวงศ์ชิง แล้วให้ผู้สืบทอดมรดกด้านการแกะสลักหินแต้จิ๋วลงมือแกะสลักทดแทนด้วยมือทั้งหมด โดยไม่พึ่งพาเครื่องจักรสมัยใหม่แม้แต่ชิ้นเดียว เมื่อผมยืนมองซุ้มนี้ในค่ำคืนนั้นพร้อมคุณแม่ ผมอดคิดไม่ได้ว่า สิ่งที่เรากำลังมองอยู่ไม่ใช่แค่หินแกะสลัก แต่คือความตั้งใจของคนทั้งเมืองที่ไม่ยอมให้ประวัติศาสตร์จีนชิ้นนี้เลือนหายไปตามกาลเวลา
สถาปัตยกรรมที่ไม่ซ้ำกันแม้แต่ซุ้มเดียว เทียบกับกลุ่มซุ้มประตูโบราณอื่นในจีน
เพื่อให้เห็นภาพชัดว่าซุ้มประตูโบราณในจีนแต่ละกลุ่มมีเอกลักษณ์ต่างกันอย่างไร ผมขอสรุปเป็นตารางเปรียบเทียบสั้น ๆ จากข้อมูลที่ผมค้นคว้าก่อนเดินทาง
| มิติเปรียบเทียบ | ผ่ายฟางเจี่ย เฉาโจว | กลุ่มถังเยวี่ย อันฮุย | กลุ่มเจ่าอัน ฝูเจี้ยน |
|---|---|---|---|
| จำนวนซุ้ม | 22–23 แห่ง | 7 แห่ง | 8 แห่ง |
| วัสดุหลัก | หินแกรนิตเขียวแต้จิ๋ว | หินชาเยี่ยสือ | หินแกรนิตท้องถิ่น |
| โครงสร้าง | 1 ช่อง 3 ชั้น ไม่มีคานรับน้ำหนัก | 4 เสา 3 ช่อง มีคานรับน้ำหนักบางส่วน | 3 ช่อง 4 เสา ไม่มีหลังคา |
| ธีมแกะสลัก | นกกระเรียนคู่ ลายมงคล มังกรคู่ | กิเลน หงส์ แปดเซียน นิทานกตัญญู | เทพกวนอู อายุวัฒนะ พระบรมราชโองการ |
| ร่องรอยพิเศษ | บูรณะคืนของแท้ 87% | ยังใช้ปูนซีเมนต์เสริมฐาน (ที่ถกเถียงกัน) | เก็บรอยระเบิดสงครามปี 1939 ไว้จงใจ |
จะเห็นได้ว่าแต่ละกลุ่มซุ้มประตูโบราณในจีนล้วนมีปรัชญาการอนุรักษ์ต่างกัน แต่สิ่งที่ทำให้ถนนคนเดินแต้จิ๋วโดดเด่นเป็นพิเศษคือการผสานตึกแถวโบราณแบบฉีโหลว (骑楼) เข้ากับซุ้มประตูหินไว้ในพื้นที่เดียวกันอย่างกลมกลืน อาคารฉีโหลวสองฝั่งถนนซึ่งสร้างขึ้นช่วงปลายราชวงศ์ชิงต่อต้นสาธารณรัฐจีน ได้รับอิทธิพลจากดินแดนหนานหยาง (南洋) สะท้อนให้เห็นว่าชาวเฉาโจวรุ่นบรรพบุรุษได้เดินทางออกไปค้าขายและตั้งรกรากในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย แล้วนำรูปแบบสถาปัตยกรรมนั้นกลับมาสร้างบ้านเรือนที่บ้านเกิด นี่จึงเป็นเหตุผลที่ผมบอกลูกชายทั้งสองคน คือ Ryu ผู้สำเร็จปริญญาโทสองใบ โดยปริญญาโทด้านวิศวกรรมการบินและอวกาศได้รับทุนรัฐบาลจีน และ Rain แพทย์แผนจีนที่ได้รับใบอนุญาตและกำลังศึกษาปริญญาโทด้วยทุนรัฐบาลจีน ว่าอาคารที่พวกเขาเห็นอยู่ตรงหน้านี้ไม่ใช่แค่งานสถาปัตยกรรมสวยงาม แต่คือหลักฐานทางประวัติศาสตร์จีนที่เชื่อมโยงตรงมาถึงตระกูลของเราเอง
พิธีกรรมเปิดไฟยามค่ำคืน ช่วงเวลาทองของถนนคนเดินแต้จิ๋ว
ถ้าถามผมว่าซุ้มประตูแต้จิ๋วเปิดเวลาอะไร คำตอบคือถนนนี้เปิดให้เข้าชมฟรีตลอด 24 ชั่วโมงโดยไม่มีรั้วกั้นและไม่มีการเก็บค่าเข้าชมใด ๆ แต่ช่วงเวลาที่ผมแนะนำที่สุดสำหรับผู้ที่อยากเช็กอินถนนซุ้มประตูแต้จิ๋วให้ได้บรรยากาศที่สุดคือช่วงหลังพระอาทิตย์ตกดิน เพราะทุกเย็นเวลา 18:00 น. ตรง จะมีการเปิดไฟส่องสว่างทั่วทั้งถนน ทีมออกแบบเลือกใช้แสงสีขาวโทนอุ่นขับเน้นโครงร่างของซุ้มประตูหิน พร้อมสปอตไลท์เฉพาะจุดส่องไปยังแผ่นป้ายจารึกตัวอักษร โดยไม่ใช้การสาดไฟฟลัดไลท์ฉูดฉาดทั่วถนนเพื่อหลีกเลี่ยงมลภาวะทางแสง ผลลัพธ์คือซุ้มประตูจะดูราวกับ “ลอยอยู่บนอากาศ” ตัดกับแสงไฟสีเหลืองอุ่นจากร้านค้าตึกแถวโบราณสองข้างทาง เป็นฉากที่ช่างภาพจากทั่วโลกต่างค้นหาด้วยคำว่า “วิวกลางคืนถนนผ่ายฟางเจี่ยแต้จิ๋ว”
ไฟจะปิดลงเวลา 22:30 น. ตามปกติ และขยายไปถึง 23:00 น. ในช่วงฤดูร้อน ระหว่างนั้นจะมีเจ้าหน้าที่จากสำนักงานบริหารเมืองโบราณร่วมกับอาสาสมัครเดินตรวจตราทุก 30 นาที แต่จะไม่มีป้อมยามถาวรตั้งขวางอยู่ เพื่อไม่ให้บดบังทัศนียภาพของถนน และตลอดแนวถนนก็ห้ามยานพาหนะติดเครื่องยนต์ทุกชนิดเข้าโดยเด็ดขาด อนุญาตเฉพาะการเดินเท้าและรถกอล์ฟไฟฟ้าของอุทยานเท่านั้น ทำให้การเดินเที่ยวถนนซุ้มประตูแต้จิ๋วในยามค่ำคืนเป็นไปอย่างปลอดภัยและเงียบสงบ เหมาะกับผู้สูงอายุอย่างคุณแม่ของผมเป็นอย่างยิ่ง
มรดกภูมิปัญญาที่ยังมีลมหายใจ ไม่ใช่พิพิธภัณฑ์ที่หยุดนิ่ง
สิ่งที่ทำให้ถนนสายนี้ต่างจากโบราณสถานทั่วไปคือ วัฒนธรรมจีนที่นี่ไม่ได้ถูกแช่แข็งไว้ในตู้กระจก แต่ยังคงดำเนินไปในชีวิตประจำวันจริง ๆ ครูช่างผู้สืบทอดมรดกภูมิปัญญาจะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนออกมาสาธิตงานฝีมือแบบสุ่มจุดตลอดวัน ไม่มีบูธถาวร นักท่องเที่ยวต้องเดินตามหาเอง ซึ่งผมมองว่านี่คือเสน่ห์อย่างหนึ่งของประเพณีจีนแบบเฉาโจวที่ไม่ยอมให้ตัวเองกลายเป็นการแสดงโชว์แบบตายตัว
| ช่วงเวลา | บริเวณ | กิจกรรม | ระดับมรดกวัฒนธรรม |
|---|---|---|---|
| 10:00–12:00 | ข้างซุ้มประตูสี่บัณฑิต | ปักผ้าแต้จิ๋ว (潮绣) | ระดับชาติ |
| 14:00–16:00 | ข้างซุ้มประตูเหวินจงฟางป๋อ | ปั้นชาดินเผามือแต้จิ๋ว | ระดับชาติ |
| 15:30–17:00 | หน้าซุ้มประตูจอหงวน | ศิลปะชงชากงฟูฉา | ระดับมณฑล |
| 16:30–18:00 | ใต้ซุ้มประตูอี้ผิ่นฟูเหริน | ปั้นดินเหนียวต้าอู๋ | ระดับมณฑล |
หากใครถามว่ามีอะไรน่าสนใจที่ถนนซุ้มประตูแต้จิ๋วบ้าง คำตอบของผมคือให้ลองจับจังหวะไปดูการสาธิตชงชากงฟูฉา (功夫茶) สักครั้ง เพราะทุกขั้นตอนตั้งแต่การอุ่นถ้วยไปจนถึงท่า “กวนอูตรวจเมือง” ล้วนสะท้อนปรัชญาความพอดีและความละเมียดละไมแบบจีนใต้ ซึ่งต่างจากพิธีชงชาของภูมิภาคอื่นในจีนอย่างสิ้นเชิง
รสชาติแห่งความทรงจำ สามสมบัติแห่งแต้จิ๋วที่ต้องลอง
หลายคนถามผมว่ามีอาหารอร่อยอะไรในถนนซุ้มประตูแต้จิ๋วบ้าง คำตอบคือของกินเล่นที่เรียกกันว่า “สามสมบัติแห่งแต้จิ๋ว” (潮州三宝) ซึ่งไม่ใช่ของหวานหรูหราแต่อย่างใด หากแต่เป็นภูมิปัญญาการถนอมอาหารของคนแต้จิ๋วที่ตกทอดมาหลายชั่วอายุคน ชิ้นแรกที่ผมอยากแนะนำคือ เล่าเซียงหวง (老香黄) หรือส้มมือดอง ทำจากผิวมะนาวนิ้วมือผสมชะเอมเทศและบ๊วยดำ รสเปรี้ยวอมหวานชุ่มคอ ร้านซือฝ่าเซิ่งและหูหรงเฉวียนคือสองเจ้าที่คนท้องถิ่นยกให้เป็นของแท้ นิยมนำไปแช่น้ำดื่มแทนชาหรือกินคู่กับข้าวต้มยามเช้า ชิ้นที่สองคือ เล่ายาจี๋ (老药桔) ส้มจี๊ดเชื่อมน้ำผึ้งกลิ่นสมุนไพร ที่ร้านเฉินเต๋อจี้ทำมาขายจนกลายเป็นของฝากประจำเมือง ผู้สูงอายุอย่างคุณแม่ของผมชอบพกติดกระเป๋าไว้อมแก้ไอ ส่วนชิ้นที่สามคือ ตังเมแผ่น (糖葱薄饼) ตังเมกรอบเนื้อพรุนคล้ายต้นหอมม้วนกับแป้งโรตีบางและงาดำ ที่แผงลอยไร้ชื่อริมถนน กัดแล้วได้ยินเสียงกรอบเป็นเสน่ห์เฉพาะตัวที่หาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว
และถ้าให้ผมแอบกระซิบเกร็ดความรู้เล็ก ๆ ที่หลายคนอาจไม่รู้ ขนมเปี๊ยะเต้าหู้ยี้ (腐乳饼) คือของกินที่มีเฉพาะย่านนี้และรอบสะพานกว่างจี๋เท่านั้น ไส้ด้านในไม่ได้มีเพียงเต้าหู้ยี้อย่างที่ชื่อบอก แต่ผสมเต้าเจี้ยว มันหมู และน้ำตาลเข้าไปด้วย รสสัมผัสกรอบนอกนุ่มในที่ลงตัวจนผมต้องซื้อกลับมาฝากญาติที่เมืองไทยหลายกล่อง เพราะรสชาตินี้คือรสชาติที่บรรพบุรุษของเราคุ้นเคยมาตั้งแต่ก่อนอพยพข้ามน้ำข้ามทะเลมาตั้งรกรากที่สยามเสียอีก
การเดินทางไปถนนซุ้มประตูแต้จิ๋วทำยังไง และจุดถ่ายรูปที่ไม่ควรพลาด
สำหรับใครที่วางแผนจะพาครอบครัวมาเช็กอินถนนซุ้มประตูแต้จิ๋วด้วยตัวเอง เส้นทางที่สะดวกที่สุดคือการบินตรงจากกรุงเทพฯ สู่สนามบินเจี๋ยหยาง-เฉาโจว (SWA) ซึ่งในทริปของครอบครัวเราเลือกใช้สายการบิน China Southern Airlines เที่ยวบิน CZ8556 ใช้เวลาบินประมาณ 3 ชั่วโมงครึ่ง เมื่อถึงสนามบินสามารถเรียกรถแท็กซี่หรือรถรับจ้างเข้าเขตเมืองเก่าได้ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง โรงแรมส่วนใหญ่ในย่านเฉิงเฉิงตั้งอยู่ในระยะเดินถึงถนนผ่ายฟางเจี่ยได้สบาย ๆ ซึ่งผมมองว่าเป็นข้อดีมาก เพราะไม่ต้องพึ่งรถส่วนตัวหรือรถสาธารณะที่ซับซ้อนเลยตลอดการท่องเที่ยวในเขตเมืองเก่า
ส่วนเรื่องจุดถ่ายรูปสวย ๆ ที่ซุ้มประตูแต้จิ๋ว ผมขอแนะนำสามมุมที่ผมทดลองด้วยตัวเองแล้วได้ภาพสวยที่สุด มุมแรกคือบริเวณหน้าซุ้มประตูจอหงวน (状元坊) ช่วงเวลาประมาณ 18:00–18:30 น. ที่แสงฟ้ายังไม่มืดสนิทแต่ไฟถนนเริ่มติดแล้ว จะได้ภาพท้องฟ้าสีน้ำเงินเข้มตัดกับแสงไฟสีทองของซุ้มประตูพอดี มุมที่สองคือการถ่ายแนวยาวลึกจากปลายถนนฝั่งไท่ผิงลู่ มองทะลุซุ้มประตูหลายแห่งเรียงกันเป็นแนว ให้ความรู้สึกถึงมิติของเวลาที่ทับซ้อนกัน และมุมที่สามซึ่งผมชอบที่สุดคือการถ่ายภาพจากชั้นสองของร้านกาแฟที่ปรับปรุงจากตึกฉีโหลวเก่า มองลงมาเห็นทั้งซุ้มประตูและผู้คนที่สัญจรไปมาด้านล่าง เป็นภาพที่เล่าเรื่องราวของถนนสายนี้ได้ครบทุกมิติในเฟรมเดียว
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับถนนคนเดินแต้จิ๋ว
ถนนซุ้มประตูแต้จิ๋วเปิดเวลาอะไร ต้องเสียค่าเข้าชมไหม
ถนนผ่ายฟางเจี่ยเปิดให้เข้าชมฟรีตลอด 24 ชั่วโมง ไม่มีค่าเข้าชมและไม่มีรั้วกั้น แต่ช่วงเวลาที่แนะนำที่สุดคือหลัง 18:00 น. เมื่อมีการเปิดไฟส่องสว่างซุ้มประตูทั้งเส้น และไฟจะปิดราว 22:30 น. ในวันปกติ หรือ 23:00 น. ในฤดูร้อน
ควรใช้เวลาเดินเที่ยวถนนสายนี้นานเท่าไร
หากต้องการเดินชมซุ้มประตูครบทั้ง 22 แห่งพร้อมแวะชิมของกินและถ่ายรูป ผมแนะนำให้เผื่อเวลาอย่างน้อย 2–3 ชั่วโมง แต่ถ้าอยากซึมซับบรรยากาศจริง ๆ อย่างที่ครอบครัวผมทำ การใช้เวลาทั้งเย็นถึงค่ำจะคุ้มค่ากว่ามาก
มีอะไรน่าสนใจที่ถนนซุ้มประตูแต้จิ๋วนอกจากตัวซุ้มประตู
นอกจากสถาปัตยกรรมซุ้มประตูหินและตึกฉีโหลวแล้ว ยังมีการสาธิตงานหัตถศิลป์มรดกภูมิปัญญา เช่น ปักผ้าแต้จิ๋ว ปั้นชาดินเผา ปั้นดินเหนียวต้าอู๋ และพิธีชงชากงฟูฉา ซึ่งหมุนเวียนสถานที่แสดงแบบไม่ตายตัวในแต่ละวัน
เด็กเล็กหรือผู้สูงอายุเดินไหวไหม
ไหวแน่นอน เพราะถนนทั้งเส้นห้ามยานพาหนะเครื่องยนต์เข้า พื้นถนนเรียบ มีจุดพักนั่งตลอดแนว คุณแม่วัย 91 ปีของผมยังเดินได้อย่างสบายตลอดทั้งเส้นโดยไม่ต้องพึ่งรถเข็น
บันทึกส่งท้ายจากธนินพงษ์ ศุภพิทักษ์พงษ์
ผมเขียนบทความนี้ด้วยความตั้งใจที่มากกว่าการแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวสักแห่งหนึ่ง เพราะทุกก้าวที่เดินบนถนนผ่ายฟางเจี่ยคืนนั้น ผมรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้เป็นเพียงนักเดินทาง แต่เป็นลูกหลานแต้จิ๋วคนหนึ่งที่กำลังกลับไปกราบไหว้รากเหง้าของตนเองอย่างเป็นรูปธรรม ผมเชื่อว่าประวัติศาสตร์จีนที่แท้จริงไม่ได้อยู่ในตำราเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ในก้อนหินที่ถูกแกะสลักด้วยมือของบรรพบุรุษ อยู่ในรสของส้มมือดองที่ยังคงหวานเปรี้ยวไม่เปลี่ยนแปลง และอยู่ในแววตาของคุณแม่ที่มองซุ้มประตูเหล่านั้นด้วยความเข้าใจที่ลึกซึ้งกว่าคำอธิบายใด ๆ ที่ผมจะเขียนได้
หากท่านผู้อ่านกำลังวางแผนพาครอบครัวไปสัมผัสรากวัฒนธรรมแต้จิ๋วด้วยตัวเอง ผมหวังว่าข้อมูลที่ผมเรียบเรียงจากทั้งประสบการณ์ตรงและการค้นคว้าอย่างละเอียดในบทความนี้จะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อย และถ้าท่านมีเรื่องราวการเดินทางตามรอยบรรพบุรุษของตัวเองอยากแบ่งปัน ผมยินดีรับฟังเสมอ เพราะการเก็บรักษาความทรงจำร่วมของชาวจีนโพ้นทะเลอย่างพวกเราไว้ ต้องอาศัยการบอกเล่าต่อกันไปรุ่นแล้วรุ่นเล่า เช่นเดียวกับที่ชาวเฉาโจวเก็บรักษาซุ้มประตูหินเหล่านี้ไว้ให้ลูกหลานได้เห็นจนถึงวันนี้
เกี่ยวกับผู้เขียน
ภาคผนวก: สรุปงบประมาณและแผนเดินทางโดยสังเขป สำหรับผู้ที่อยากตามรอยผมไปจริง ๆ
หลายท่านที่อ่านมาถึงตรงนี้อาจสงสัยว่า ทริปที่ผมพาคุณแม่วัย 91 ปีและพี่สาวทั้ง 4 คนไปเฉาโจวครั้งนั้นใช้งบประมาณและวางแผนกันอย่างไรบ้าง ผมจึงขอสรุปไว้เป็นข้อมูลอ้างอิงท้ายบทความ เผื่อเป็นประโยชน์กับครอบครัวที่กำลังวางแผนตามรอยรากเหง้าแต้จิ๋วของตัวเองเช่นเดียวกับเรา
วันแรกของทริป (3 กุมภาพันธ์ 2569)
| ช่วงเวลา | กิจกรรม | ค่าใช้จ่ายโดยประมาณ |
|---|---|---|
| 12:45–16:40 น. | เที่ยวบิน China Southern Airlines CZ8556 (BKK → SWA) | 4,705 บาท/คน |
| 16:40–17:30 น. | ผ่าน ตม. รับกระเป๋า เดินทางเข้าเมืองเฉาโจว | รวมอยู่ในค่ารถรับส่ง |
| 17:30–18:30 น. | เช็กอินโรงแรมย่านเฉิงเฉิง ใกล้เขตเมืองเก่า | ประมาณ 1,197.91 บาท / 2 คืน / คน |
| 19:00–19:30 น. | อาหารเย็นที่ร้าน 潮膳楼 สาขาถนนตงเหมินเจีย | ลิ้มรสอาหารเฉาโจวแท้แบบดั้งเดิม |
| 19:30 น. เป็นต้นไป | เดินเล่นถนนผ่ายฟางเจี่ย ถ่ายภาพ ชมบรรยากาศเมืองเก่ายามค่ำ | ฟรีตลอดเส้นทาง |
จะเห็นได้ว่างบประมาณโดยรวมของทริปนี้ไม่ได้สูงเกินเอื้อมอย่างที่หลายคนคิด โดยเฉพาะค่าตั๋วเครื่องบินตรงจากกรุงเทพฯ สู่สนามบินเจี๋ยหยาง-เฉาโจว (SWA) ที่อยู่ในระดับราคาย่อมเยา บวกกับค่าที่พักในเขตเมืองเก่าที่ยังไม่แพงมากนัก ทำให้การพาครอบครัวทุกเจเนอเรชันไปสัมผัสรากเหง้าแต้จิ๋วด้วยตัวเองไม่ใช่เรื่องที่ต้องรอให้ “พร้อมกว่านี้” อีกต่อไป ผมเองก็เคยผัดวันประกันพรุ่งมาหลายปี จนวันหนึ่งตระหนักว่าคุณแม่อายุมากขึ้นทุกวัน และความทรงจำร่วมของครอบครัวเราก็รอไม่ได้เช่นกัน
สำหรับร้านอาหาร 潮膳楼 สาขาถนนตงเหมินเจีย ที่ผมเลือกไปมื้อแรกของทริปนั้น ไม่ใช่การเลือกแบบสุ่ม แต่เป็นร้านที่คนท้องถิ่นแนะนำว่ายังคงรักษารสชาติอาหารเฉาโจวดั้งเดิมไว้ได้อย่างซื่อสัตย์ ทั้งเนื้อวัวหั่นบางเฉียบแบบเฉาโจว ก๋วยเตี๋ยวเส้นแบนน้ำใส และของหวานสมุนไพรที่ปรุงตามภูมิปัญญาการปรับสมดุลร่างกายแบบจีนใต้ ซึ่งเป็นการอุ่นเครื่องท้องก่อนออกเดินเที่ยวถนนคนเดินแต้จิ๋วในค่ำคืนนั้นได้อย่างพอดิบพอดี
ผมเชื่อว่าการวางแผนล่วงหน้าอย่างละเอียด ทั้งเรื่องเที่ยวบิน ที่พัก และร้านอาหาร คือกุญแจสำคัญที่ทำให้การเดินทางตามรอยประวัติศาสตร์จีนของครอบครัวเราราบรื่นและอบอุ่นใจ โดยเฉพาะเมื่อต้องพาผู้สูงอายุไปด้วย และนี่คือเหตุผลที่ผมตัดสินใจแบ่งปันรายละเอียดเหล่านี้ไว้อย่างตรงไปตรงมา เพื่อให้ท่านผู้อ่านนำไปปรับใช้ได้จริงในทริปของตัวเอง
หากมีคำถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับการวางแผนเดินทาง หรืออยากปรึกษาเรื่องเส้นทางตามรอยรากเหง้าแต้จิ๋วในมณฑลกวางตุ้ง ท่านสามารถติดต่อพูดคุยกับผมผ่านช่องทางของเว็บไซต์ Supapitakpong.com ได้เสมอ ผมยินดีแบ่งปันประสบการณ์และข้อมูลเชิงลึกให้ทุกท่าน เพราะการเดินทางกลับไปหารากเหง้าของตัวเองนั้น ไม่ควรมีใครต้องเดินคนเดียว



