ผมเป็นคนแซ่อึ้งมาตั้งแต่จำความได้ แม้บัตรประชาชนจะระบุนามสกุลไทย แต่ในใจผมไม่เคยลืมว่าตัวเองคือลูกหลาน 黃 หรือที่คนแต้จิ๋วเรียกกันว่าแซ่อึ้ง
คำถามที่เด็กชาย "อึ้งเป๋งเม้ง" อย่างผมเคยสงสัยตอนเรียนอยู่โรงเรียนประเสริฐธรรมวิทยา หรือที่ชุมชนคนจีนย่านนั้นเรียกกันติดปากว่า "โรงเรียนเป่ยจิง" ก็คือ ตระกูลอึ้งของเรามาจากไหนกันแน่ และทำไมแซ่เดียวกันจึงถูกเรียกได้ทั้งอึ้งและหวง ตอนนั้นผมเชื่อแบบเด็ก ๆ ว่าตัวเองสืบเชื้อสายมาจากหวงตี้ จักรพรรดิเหลืองในตำนาน แต่เมื่อโตขึ้นและได้ค้นคว้าอย่างจริงจัง ผมพบว่าเรื่องราวที่แท้จริงของแซ่หวงนั้นซับซ้อนและน่าทึ่งกว่าความเชื่อพื้นฐานที่เราถูกสอนกันมามาก
คำตอบสั้น ๆ
แซ่หวง (黄) หรือแซ่อึ้งในสำเนียงแต้จิ๋ว มีต้นกำเนิดหลักจาก "ปั๋วอี้" (伯益) แห่งแซ่อิ๋ง (嬴姓) ผู้สถาปนา "แคว้นหวง" ขึ้นที่อำเภอหวงชวน มณฑลเหอหนานในปัจจุบัน หลังแคว้นฉู่ทำลายแคว้นหวงเมื่อ 648 ปีก่อนคริสตกาล ลูกหลานได้ "ถือเอาชื่อแคว้นเป็นแซ่" กลายเป็นจุดเริ่มต้นอย่างเป็นทางการของแซ่หวงที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานราว 2,670 ปี ไม่ได้สืบมาจากหวงตี้จักรพรรดิเหลืองโดยตรงตามความเชื่อพื้นบ้านทั่วไป
ประเด็นสำคัญ
- ต้นกำเนิดหลักของแซ่หวงมาจากปั๋วอี้แห่งแซ่อิ๋ง ไม่ใช่จากหวงตี้ตามที่มักเข้าใจกัน
- จุดเปลี่ยนสำคัญคือปี 648 ก่อนคริสตกาล เมื่อแคว้นฉู่ทำลายแคว้นหวง แล้วลูกหลานใช้ชื่อแคว้นเป็นแซ่
- ชุนเซินจวิน หวงเซี่ย คือบุคคลแซ่หวงคนแรกที่มีบันทึกชัดเจนในพงศาวดารทางการ และเป็นผู้ขุดแม่น้ำหวงผู่ที่เซี่ยงไฮ้
- "เจียงเซี่ยถัง" คือหอประจำตระกูลที่แซ่หวงทั่วโลกใช้ร่วมกัน จากวลี "แซ่หวงใต้หล้า ล้วนมาจากเจียงเซี่ย"
- บทกวีส่งบุตรของหวงเฉี้ยวซานกงในปี ค.ศ. 951 คือรหัสยืนยันรากเหง้าที่ลูกหลานตระกูลหวงทั่วโลกยังท่องจำกันอยู่
- ปัจจุบันแซ่หวงมีประชากรกว่า 30 ล้านคน จัดเป็นแซ่อันดับ 7 ของจีน
ปั๋วอี้แห่งแซ่อิ๋ง จุดเริ่มต้นที่แท้จริงของแซ่หวง
ตอนเด็ก ผมจำได้ง่าย ๆ แบบที่คนทั่วไปเชื่อกันว่าคนแซ่หวงเป็นลูกหลานหวงตี้ (Huangdi) จักรพรรดิเหลือง ปฐมกษัตริย์ในตำนานผู้รวบรวมแผ่นดินลุ่มแม่น้ำฮวงโหและได้รับยกย่องเป็นบรรพบุรุษร่วมของชาวจีนทั่วโลก แต่เมื่อผมไปอ่านงานวิจัยที่ใช้ "วิธีการตรวจสอบหลักฐานหลายชั้น" (Multi-evidence method) ซึ่งรวบรวมทั้งเอกสารยุคก่อนราชวงศ์ฉิน พงศาวดารอย่างสื่อจี้ (史记) และทงจื้อ (通志) ตลอดจนจารึกสำริดที่ขุดพบจริง ผมพบว่าเรื่องจริงมันเจาะจงกว่านั้นมาก
บรรพบุรุษทางสายเลือดของแซ่หวงสืบย้อนไปถึง "ปั๋วอี้" (伯益) บุคคลสำคัญของกลุ่มชนเผ่าตงอี๋ในยุคห้าจักรพรรดิ ตามบันทึกใน สื่อจี้ บทพงศาวดารราชวงศ์ฉิน (史記 秦本紀) ปั๋วอี้ได้รับพระราชทานแซ่อิ๋ง (嬴姓) จากพระเจ้าซุ่น เพราะช่วยพระเจ้าต้าอวี่ควบคุมอุทกภัยได้สำเร็จ กลุ่มแซ่อิ๋งเดิมนับถือ "นก" เป็นสัญลักษณ์ประจำเผ่า และมีกลุ่มย่อยหนึ่งที่บูชานกขมิ้นท้ายทอยดำหรือนกหวงอิง (黄莺) ซึ่งนักวิชาการเชื่อว่าเป็นที่มาของชื่อเผ่าหวงในทางมานุษยวิทยา น่าสนใจว่าเรื่องนี้ไม่ใช่แค่ตำนาน เพราะปี ค.ศ. 1983 มีการขุดค้นสุสานคู่สามีภรรยาหวงจวินเมิ่ง (黄君孟) ที่วัดเป่าเซียงซื่อ อำเภอกวงซาน มณฑลเหอหนาน พบเครื่องสัมฤทธิ์จากสุสานหวงจวินเมิ่งที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์มณฑลเหอหนานที่มีจารึกคำว่า "หวงจวินเมิ่ง" และ "หวงจื่อทำขึ้นเพื่อหวงฮูหยินเมิ่งจี" ยืนยันตรงตัวว่าเจ้าผู้ครองแคว้นหวงใช้คำว่า "หวง" เรียกขานตนเองมาแต่โบราณ สำหรับผมแล้ว ความเชื่อแบบเด็ก ๆ ต้องเปลี่ยนแปลงด้วยหลักฐานทางโบราณคดีจริง ๆ แต่สำหรับผมรู้สึกภูมิใจมากขึ้น เพราะมันหมายความว่าตระกูลของเรามีตัวตนที่จับต้องได้ในประวัติศาสตร์ ไม่ใช่เพียงเรื่องเล่าลอย ๆ
เมื่อแคว้นฉู่ทำลายแคว้นหวง จุดกำเนิดแซ่หวงอย่างเป็นทางการ
จุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์แซ่หวงคือเหตุการณ์ที่บันทึกไว้ใน จั่วจ้วน ปีที่ 12 แห่งรัชสมัยซีชาง (左傳 僖公) คือ 648 ปีก่อนคริสตกาล ว่า "ฤดูร้อน คนฉู่ทำลายแคว้นหวง" ฉู่เฉิงหวางอ้างเหตุผลว่าแคว้นหวงไม่ส่งเครื่องบรรณาการและไปเข้าข้างแคว้นฉี จึงยกทัพเข้าทำลายแคว้นหวงที่ดำรงอยู่มายาวนานราว 1,400 ปี ตามธรรมเนียมยุคก่อนฉินที่ว่า "สิ้นแคว้นแต่รักษาการเซ่นไหว้บรรพบุรุษ ใช้ชื่อแคว้นเป็นสกุล" เชื้อพระวงศ์และราษฎรแคว้นหวงที่กระจัดกระจายจึงนำชื่อแคว้นเดิมมาใช้เป็นแซ่ของตน นี่คือจุดเริ่มต้นที่แท้จริงของแซ่หวงซึ่งมีประวัติศาสตร์ยาวนานประมาณ 2,670 ปีมาจนถึงทุกวันนี้
เมืองโบราณแคว้นหวงตั้งอยู่ที่ตำบลหลงกู่ อำเภอหวงชวน เมืองซิ่นหยาง มณฑลเหอหนาน ซากกำแพงเมืองมีเส้นรอบวงเกือบ 6 กิโลเมตร พื้นที่ประมาณ 2.8 ล้านตารางเมตร และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานสำคัญระดับชาติในปี ค.ศ. 2006 การขุดค้นตั้งแต่ปี 1966 จนถึง 2018 พบสุสานยุคชุนชิวเกือบ 60 แห่งในพื้นที่แคว้นหวงเดิม พบเครื่องสัมฤทธิ์กว่า 400 ชิ้นที่มีจารึกคำว่า "หวงซุน" "หวงจี้" "หวงจวิน" และ "หวงซุนซวีจื่อไป๋หย่าเฉิน" รวมถึงเครื่องปั้นดินเผาจำนวนมาก เมื่อประกอบกับเครื่องสัมฤทธิ์ 36 ชิ้นจากสุสานหวงจวินเมิ่งที่พบก่อนหน้านี้ นักโบราณคดีจึงยืนยันได้ชัดเจนว่าแคว้นหวงมีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์ และเชื้อพระวงศ์ของแคว้นนี้ใช้คำว่า "หวง" หรือในอักษรจีนดั้งเดิมเขียนว่า 黃 (Huang) เรียกขานตนเองมาตั้งแต่ก่อนเสียแคว้นเสียอีก ผมมองว่านี่คือหลักฐานที่ทำให้ ประวัติแซ่อึ้ง ไม่ใช่เพียงเรื่องเล่าปากต่อปาก แต่เป็นเรื่องที่มีหลักฐานทางโบราณคดีจริง หลังแคว้นล่มสลาย ลูกหลานแตกกระจายออกเป็นสามสาย บ้างอยู่ถิ่นเดิมแถบหวงชวน บ้างอพยพลงใต้ข้ามเทือกเขาต้าเปี๋ยซานไปรวมตัวที่เจียงเซี่ย และบ้างแยกย้ายไปทางแคว้นฉีและแคว้นอู๋ การอพยพครั้งนี้เองที่เป็นจุดเริ่มต้นของ การอพยพของแซ่หวงในจีน ซึ่งขยายวงกว้างขึ้นเรื่อย ๆ ในยุคต่อมา
ชุนเซินจวิน หวงเซี่ย ผู้วางรากฐานตระกูลหวงในเจียงตง
ถ้าจะถามว่าใครคือบรรพบุรุษของแซ่หวงคนแรกที่มีตัวตนชัดเจนในพงศาวดารทางการ คำตอบคือ ชุนเซินจวิน หวงเซี่ย (春申君黄歇) ขุนนางคนสำคัญแห่งยุคจ้านกั๋ว ท่านเป็นหนึ่งในสี่ยอดขุนนางผู้ทรงอิทธิพลของยุคนั้น ได้รับพระราชทานศักดินาในดินแดนอู๋ ซึ่งครอบคลุมพื้นที่เซี่ยงไฮ้และเจียงตงในปัจจุบัน และเป็นผู้บัญชาให้ขุดลอกแม่น้ำหวงผู่ ซึ่งกลายเป็นแม่น้ำสายหลักของเซี่ยงไฮ้มาจนถึงทุกวันนี้ นักประวัติศาสตร์นามสกุลจีนถือว่าเหตุการณ์นี้คือการวางรากฐานสำคัญของตระกูลหวงในแถบเจียงตง เพราะทำให้ลูกหลานแซ่หวงเริ่มกระจายตัวออกจากพื้นที่ภาคกลางไปสู่ภาคตะวันออกอย่างเป็นระบบ
สำหรับผมแล้ว เรื่องของหวงเซี่ยมีความหมายมากกว่าการเป็นแค่ข้อมูลในตำรา เพราะมันแสดงให้เห็นว่า ตระกูลอึ้ง ของเรามีบุคคลที่สร้างคุณูปการจริงต่อแผ่นดินจีน ไม่ใช่เพียงกลุ่มคนที่อพยพหนีภัยไปเรื่อย ๆ อย่างไร้ทิศทาง หลังยุคหวงเซี่ย ตระกูลหวงเติบโตอย่างต่อเนื่องในเมืองเจียงเซี่ย (江夏郡) ช่วงราชวงศ์ฉินและฮั่น จนกลายเป็นวงศ์ตระกูลใหญ่ที่มีชื่อเสียงในภูมิภาคนั้น และนี่เองคือที่มาของหอประจำตระกูลที่ลูกหลานแซ่หวงทั่วโลกยังคงใช้ร่วมกันมาจนถึงปัจจุบัน
เจียงเซี่ยถัง และบทกวีส่งบุตรที่ลูกหลานท่องจำกันข้ามศตวรรษ
หากใครเคยเห็นป้ายชื่อ "เจียงเซี่ยถัง" (江夏堂) แขวนอยู่หน้าศาลบรรพบุรุษของตระกูลหวงหรืออึ้งในต่างแดน นั่นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะวลีที่ว่า "แซ่หวงใต้หล้า ล้วนมาจากเจียงเซี่ย" (天下黄氏出江夏) คือรากวัฒนธรรมร่วมที่ผูกลูกหลานตระกูลหวงทั่วโลกเข้าไว้ด้วยกัน ไม่ว่าจะอยู่ในฝูเจี้ยน กวางตุ้ง ไต้หวัน หรือชุมชนจีนโพ้นทะเลอย่างในประเทศไทย เจียงเซี่ยถังจึงเป็นมากกว่าชื่อสถานที่ แต่เป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมและ ความสำคัญของแซ่หวงในวงการจีน ที่บอกทุกคนว่าเรามีรากเดียวกัน
อีกหนึ่งมรดกที่ผมประทับใจมากคือ "บทกวีส่งบุตร" ของเฉี้ยวซานกง (峭山公) ขุนนางแซ่หวงในยุคห้าชนชาติสิบแคว้น ท่านมีบุตรจำนวนมากและตัดสินใจส่งบุตรชายแยกย้ายไปตั้งรกรากในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วมณฑลฝูเจี้ยน โดยแต่งบทกวีสอนบุตรแต่ละคนไว้เป็นรหัสจดจำรากเหง้าประจำตระกูล บทกวีนี้แต่งขึ้นในปี ค.ศ. 951 ช่วงปลายยุคห้าชนชาติสิบแคว้น มีเนื้อหาสอนให้บุตรหลานทุกคนจดจำไว้ว่า แม้จะแยกย้ายไปคนละทิศละทาง แต่รากเหง้าเดียวกันคือเจียงเซี่ย และไม่ว่าจะเปลี่ยนที่อยู่ไปไกลเพียงใด ก็ต้องไม่ลืมบรรพบุรุษและไม่ลืมที่จะกลับมาเซ่นไหว้ในวันสำคัญ สิ่งที่ทำให้ผมทึ่งเป็นพิเศษคือ บทกวีนี้ไม่ได้เป็นแค่บทท่องจำเชิงพิธีกรรม แต่มันทำงานเหมือนรหัสยืนยันตัวตนที่ลูกหลานตระกูลหวงในหลายมณฑลของจีน ไม่ว่าจะเป็นฝูเจี้ยน กวางตุ้ง หรือแม้แต่ในไต้หวันและชุมชนจีนโพ้นทะเล ยังใช้ท่องเทียบกันเมื่อพบคนแซ่เดียวกันแต่ไม่รู้จักมาก่อน หากท่องได้ตรงกัน ก็มักหมายความว่าสืบสายมาจากเฉี้ยวซานกงองค์เดียวกัน นี่คือรูปแบบหนึ่งของ วิธีการสืบค้นต้นตระกูลหวง ที่ตกทอดมาแบบปากต่อปากข้ามศตวรรษ โดยไม่ต้องพึ่งเอกสารราชการแม้แต่ฉบับเดียว
การอพยพขยายตัวจากเจียงเซี่ยสู่ฝูเจี้ยน กวางตุ้ง และแดนหนานหยาง
จากฐานที่มั่นในเจียงเซี่ยยุคฉินฮั่น ตระกูลหวงเริ่มขยายตัวลงใต้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วงราชวงศ์จิ้นที่มีความไม่สงบทางเหนือ ทำให้คนแซ่หวงจำนวนมากอพยพเข้าสู่มณฑลฝูเจี้ยน ต่อมาในยุคห้าชนชาติสิบแคว้นที่เฉี้ยวซานกงส่งบุตรแยกย้ายไปตั้งรกราก ก็ยิ่งทำให้ตระกูลหวงหยั่งรากลึกในฝูเจี้ยนมากขึ้น จนเมื่อเข้าสู่ยุคซ่งและหยวน ลูกหลานก็กระจายตัวต่อไปยังกวางตุ้งอย่างกว้างขวาง และเมื่อถึงยุคหมิงและชิง คนแซ่หวงจำนวนมากก็ข้ามทะเลไปยังไต้หวัน และอพยพต่อไปยังภูมิภาคหนานหยางหรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งรวมถึงประเทศไทยด้วย ผลจากการอพยพหลายศตวรรษนี้ทำให้เกิดโครงสร้างประชากรแซ่หวงแบบที่นักวิชาการเรียกว่า "ใต้หนาแน่น เหนือเบาบาง หนาแน่นที่สุดทางตะวันออกเฉียงใต้" ซึ่งอธิบายได้ว่าทำไมคนแซ่อึ้งในไทยส่วนใหญ่จึงมีบรรพบุรุษมาจากแถบแต้จิ๋วในกวางตุ้งตะวันออก ไม่ใช่จากภาคเหนือของจีนอย่างที่หลายคนเข้าใจผิด
สำหรับผมแล้ว เรื่อง การอพยพของแซ่หวงในจีน นี้ไม่ใช่เพียงข้อมูลทางประชากรศาสตร์ แต่มันอธิบายตัวตนของผมเองได้ตรงจุด ทำไมพ่อแม่อากงอาม่าผมจึงพูดแต้จิ๋ว ทำไมชุมชนคนแซ่อึ้งในกรุงเทพฯ จึงตั้งศาลเจ้าและหอบรรพบุรุษในรูปแบบที่คล้ายกับตระกูลหวงในฝูเจี้ยน คำตอบอยู่ในเส้นทางการอพยพที่นักวิจัยด้านนามสกุลศาสตร์ได้ปะติดปะต่อไว้อย่างเป็นระบบนี้เอง
วัฒนธรรมตระกูลหวง และบุคคลสำคัญที่สร้างชื่อให้แซ่นี้
วัฒนธรรมและประเพณีตระกูลจีน ของแซ่หวงไม่ได้จำกัดอยู่แค่ป้ายเจียงเซี่ยถังหรือบทกวีส่งบุตรเท่านั้น แต่ยังรวมถึงสมุดลำดับวงศ์ตระกูล ป้ายนามบรรพบุรุษหรือถังฮ่าว และคำสอนประจำตระกูลที่ถ่ายทอดกันมาในแต่ละสาย สิ่งเหล่านี้คือกลไกที่ทำให้คนแซ่หวงกระจัดกระจายไปทั่วโลกยังรู้สึกผูกพันกันในฐานะเครือญาติร่วมสาย
หากมีใครถามว่า วัฒนธรรมตระกูลหวงหรือตระกูลอึ้งคืออะไร ผมมักตอบว่า มันคือระบบความทรงจำร่วมที่ช่วยให้คนแซ่เดียวกันซึ่งไม่เคยรู้จักกันมาก่อนสามารถรู้สึกเป็นญาติกันได้ทันทีที่รู้ที่มา ไม่ว่าจะเป็นป้ายเจียงเซี่ยถังที่แขวนไว้หน้าศาลบรรพบุรุษ สมุดลำดับวงศ์ตระกูลที่ผู้ใหญ่ในบ้านเก็บรักษาไว้อย่างดี หรือคำสอนประจำตระกูลที่อากงอาม่าท่องให้ลูกหลานฟังในวันไหว้บรรพบุรุษ สิ่งเหล่านี้ล้วนทำหน้าที่เดียวกันคือผูกคนที่กระจัดกระจายไปทั่วโลกให้กลับมารู้สึกเป็นสายเลือดเดียวกัน
ตลอดประวัติศาสตร์จีน ตระกูลอึ้งหรือตระกูลหวงผลิตบุคคลสำคัญออกมาแทบทุกยุคสมัย ในด้านศิลปะและวรรณกรรมมีหวงถิงเจียน (黄庭坚) กวีและนักอักษรวิจิตรแห่งราชวงศ์ซ่งที่ได้รับการยกย่องเป็นหนึ่งในสี่ยอดปรมาจารย์อักษรวิจิตร ในด้านความคิดและวิชาการมีหวงจงซี (黄宗羲) นักปราชญ์ปลายราชวงศ์หมิงต่อต้นชิงผู้บุกเบิกแนวคิดวิพากษ์ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ในด้านการเมืองการปฏิวัติมีหวงซิง (黄兴) หนึ่งในผู้นำคนสำคัญของการปฏิวัติซินไฮ่ที่ร่วมก่อตั้งสาธารณรัฐจีน และในยุคใกล้เรามีหวงจี้กวาง (黄继光) ทหารผู้เสียสละชีวิตในสงครามเกาหลีจนกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความกล้าหาญ บุคคลเหล่านี้ต่างสายกันโดยภูมิภาคและยุคสมัย แต่ล้วนอยู่ภายใต้ร่มเดียวกันของแซ่หวง ผมมองว่านี่คือสิ่งที่ตอบคำถามว่า ทำไมแซ่หวงถึงสำคัญในจีน ได้ชัดเจนกว่าตัวเลขประชากรเสียอีก เพราะมันแสดงให้เห็นว่าตระกูลนี้ไม่ได้ผูกติดอยู่กับพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง แต่แทรกตัวอยู่ในทุกหน้าประวัติศาสตร์จีนจริง ๆ
ปัจจุบันแซ่หวงมีประชากรมากกว่า 30 ล้านคนทั่วโลก จัดเป็นแซ่อันดับ 7 ของจีน กระจายตัวอยู่ทั้งในจีนแผ่นดินใหญ่ ฮ่องกง มาเก๊า ไต้หวัน และชุมชนจีนโพ้นทะเลทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทยที่ผมเติบโตมา สำหรับผมแล้วตัวเลขนี้ไม่ใช่แค่สถิติเย็นชา แต่มันหมายความว่าทุกครั้งที่ผมเจอคนแซ่อึ้งคนอื่น ไม่ว่าจะพูดแต้จิ๋ว กวางตุ้ง หรือแม้แต่ภาษาไทยล้วน เรามีจุดร่วมทางประวัติศาสตร์ที่ยาวนานเกือบสามพันปีซ่อนอยู่เบื้องหลังนามสกุลที่ต่างกันในบัตรประชาชน
คำถามที่พบบ่อย
แซ่อึ้งมาจากไหน
แซ่อึ้งคือสำเนียงแต้จิ๋วของแซ่หวง (黄) มีต้นกำเนิดจากปั๋วอี้แห่งแซ่อิ๋งผู้สถาปนาแคว้นหวงในมณฑลเหอหนาน และกลายเป็นแซ่อย่างเป็นทางการหลังแคว้นฉู่ทำลายแคว้นหวงเมื่อ 648 ปีก่อนคริสตกาล ไม่ได้มาจากหวงตี้จักรพรรดิเหลืองโดยตรงตามความเชื่อพื้นบ้าน
ใครคือบรรพบุรุษของแซ่หวง
หากนับบรรพบุรุษทางสายเลือดคือปั๋วอี้แห่งแซ่อิ๋ง แต่หากนับบุคคลแซ่หวงคนแรกที่มีบันทึกชัดเจนในพงศาวดารทางการ คือชุนเซินจวิน หวงเซี่ย ขุนนางยุคจ้านกั๋วผู้วางรากฐานตระกูลหวงในแถบเจียงตงและเป็นผู้ขุดแม่น้ำหวงผู่ที่เซี่ยงไฮ้
วัฒนธรรมตระกูลหวงคืออะไร
คือระบบความทรงจำร่วม เช่น เจียงเซี่ยถังหรือหอประจำตระกูล สมุดลำดับวงศ์ตระกูล คำสอนประจำตระกูล และบทกวีส่งบุตรของเฉี้ยวซานกง ที่ช่วยให้ลูกหลานแซ่หวงทั่วโลกจดจำรากเหง้าและรู้สึกเป็นญาติกันแม้ไม่เคยพบหน้ากันมาก่อน
ทำไมแซ่หวงถึงสำคัญในจีน
เพราะแซ่หวงมีประวัติศาสตร์ยาวนานเกือบ 2,670 ปี มีประชากรกว่า 30 ล้านคนจัดเป็นอันดับ 7 ของจีน และผลิตบุคคลสำคัญในทุกยุคสมัย ตั้งแต่นักปราชญ์ กวี นักปฏิวัติ ไปจนถึงวีรบุรุษทหาร สะท้อนบทบาทของตระกูลนี้ในหน้าประวัติศาสตร์จีนอย่างต่อเนื่อง
ทำอย่างไรถึงจะรู้เกี่ยวกับแซ่หวงของตัวเองให้ลึกขึ้น
สำหรับคนที่อยากรู้ วิธีการสืบค้นต้นตระกูลหวง ผมแนะนำให้เริ่มจากเรื่องใกล้ตัวก่อน คือถามผู้เฒ่าผู้แก่ในครอบครัวว่ายังมีสมุดลำดับวงศ์ตระกูลหรือป้ายถังฮ่าวเก็บไว้หรือไม่ หลายบ้านที่ผมรู้จักมีสมุดเก่าเก็บไว้ในหีบไม้โดยไม่มีใครเปิดดูมาหลายสิบปี ถัดมาคือลองสอบถามที่ศาลเจ้าหรือสมาคมแซ่หวงในพื้นที่ที่ท่านอาศัยอยู่ เพราะสมาคมเหล่านี้มักเก็บบันทึกการอพยพของบรรพบุรุษไว้เป็นระบบ และสุดท้ายคือลองฟังดูว่าในครอบครัวยังมีใครจำกลอนหรือคำสอนบางบทที่ท่องต่อกันมาโดยไม่รู้ความหมายหรือไม่ เพราะบางครั้งนั่นอาจเป็นเศษเสี้ยวของบทกวีส่งบุตรที่ตกทอดมาข้ามหลายชั่วอายุคนโดยที่เราเองก็ไม่ทันสังเกต
บทสรุป
เมื่อผมย้อนกลับไปมองเด็กชายอึ้งเป๋งเม้งที่เคยนั่งฟังครูสอนภาษาจีนที่โรงเรียนเป่ยจิงด้วยความสงสัยง่าย ๆ ว่าตระกูลอึ้งของเรามาจากไหน ผมรู้สึกขอบคุณเส้นทางการค้นคว้าที่พาผมมาไกลกว่าความเชื่อพื้นบ้านที่ว่าเราคือลูกหลานหวงตี้จักรพรรดิเหลืองโดยตรง เพราะแท้จริงแล้วรากเหง้าของแซ่หวง หรือแซ่อึ้งในสำเนียงแต้จิ๋ว มีความเป็นมาที่จับต้องได้ชัดเจนกว่านั้นมาก ตั้งแต่ปั๋วอี้แห่งแซ่อิ๋ง ผู้สถาปนาแคว้นหวงเมื่อเกือบสามพันปีก่อน มาจนถึงวันที่แคว้นฉู่ทำลายแคว้นหวงในปี 648 ก่อนคริสตกาล และลูกหลานตัดสินใจ "ถือเอาชื่อแคว้นเป็นแซ่" กลายเป็นจุดกำเนิดอย่างเป็นทางการของนามสกุลที่เขียนด้วยอักษรจีนตัวย่อว่า 黄 หรืออักษรจีนดั้งเดิมที่เขียนเต็มรูปว่า 黃 อ่านออกเสียงในภาษาอังกฤษว่า Huang
สิ่งที่ผมประทับใจที่สุดจากการค้นคว้าครั้งนี้ ไม่ใช่แค่ข้อมูลทางประวัติศาสตร์หรือหลักฐานทางโบราณคดีที่ยืนยันการมีตัวตนจริงของแคว้นหวง แต่คือความรู้สึกว่าตระกูลอึ้งของเรามีเรื่องราวที่หนักแน่นพอจะภูมิใจได้โดยไม่ต้องพึ่งตำนานเกินจริง ตั้งแต่ชุนเซินจวิน หวงเซี่ย ผู้วางรากฐานตระกูลหวงที่เจียงตง ไปจนถึงบทกวีส่งบุตรของเฉี้ยวซานกงที่ลูกหลานยังท่องจำกันข้ามศตวรรษ และการอพยพยาวนานจากเจียงเซี่ยลงมาถึงแต้จิ๋วก่อนจะข้ามทะเลมาตั้งรกรากในแผ่นดินไทย ทุกช่วงตอนล้วนเชื่อมโยงกันเป็นสายธารเดียว ผมเชื่อว่าสำหรับลูกหลานจีนรุ่น 3 อย่างผมและครอบครัวศุภพิทักษ์พงษ์ และรุ่นต่อ ๆ ไปที่อาจไม่ได้พูดภาษาจีนคล่องเหมือนคนรุ่นปู่ย่า การได้รู้ว่าตัวเองมาจากไหนไม่ใช่เรื่องล้าสมัย แต่เป็นรากฐานที่ทำให้เรายืนอยู่บนแผ่นดินไทยได้อย่างมั่นคงและภาคภูมิใจในตัวตนของตัวเองไปพร้อมกัน
แหล่งข้อมูลและอ่านเพิ่มเติม
- สื่อจี้ บทพงศาวดารราชวงศ์ฉิน (史記 秦本紀) ว่าด้วยปั๋วอี้และการพระราชทานแซ่อิ๋ง
- จั่วจ้วน บทซีกง (左傳 僖公) บันทึกเหตุการณ์แคว้นฉู่ทำลายแคว้นหวง 648 ปีก่อนคริสตกาล
- สื่อจี้ ชุนเซินจวินเลี่ยจ้วน (史記 春申君列傳) ชีวประวัติหวงเซี่ย
- พิพิธภัณฑ์มณฑลเหอหนาน: เครื่องสัมฤทธิ์จากสุสานหวงจวินเมิ่ง อำเภอกวงซาน
ผู้เขียนและความน่าเชื่อถือ (E-E-A-T)
เขียนโดย MingPaPa
MingPaPa | ธนินพงษ์ ศุภพิทักษ์พงษ์ ผู้ถ่ายทอดเรื่องวัฒนธรรมจีน คติความเชื่อ ประวัติศาสตร์ครอบครัว และการตีความร่วมสมัยอย่างระมัดระวัง
