ผมยังจำได้แม่นยำ วันที่รถบัสโรงเรียนกุหลาบวิทยาแล่นเข้าสู่เชียงใหม่เป็นครั้งแรกในชีวิต ผมเป็นเด็กประมาณ ป.5-ป.6 ที่ไปกับกิจกรรมลูกเสือ เกิดและโตในครอบครัวลูกหลานจีนที่ทำมาค้าขาย กินเร็ว เดินเร็ว พูดเร็ว ทุกอย่างต้องรีบ พอมาเจอแม่ค้าที่เชียงใหม่ที่อู้คำเมืองช้า ๆ ใจเย็น ยิ้มก่อนพูด ผมรู้สึกเหมือนหลุดเข้าไปในโลกอีกใบหนึ่งที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน ความประทับใจนั้นติดตัวผมมาจนถึงวันนี้ที่อายุ 56 ปีแล้ว และทุกครั้งที่เครื่องบินแตะรันเวย์สนามบินเชียงใหม่ ที่แรกที่ผมมักจะแวะไปกราบไหว้ก่อนเสมอคือวัดสวนดอก ไม่ใช่เพราะมันใกล้สนามบินเพียงอย่างเดียว แต่เพราะที่นี่คือที่บรรจุพระอัฐิของครูบาเจ้าศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนาที่ผมศรัทธามาตลอดชีวิตการทำงาน
แหล่งค้นคว้าเพิ่มเติม: ตำนานวัดสวนดอกจากหอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่, ฐานข้อมูลล้านนาคดีเรื่องครูบาเจ้าศรีวิชัยของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ บทความพาชมวัดสวนดอกจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้องในเว็บไซต์: ยักษ์แม่ใหญ่ วัดนางตะเคียน, อารามไท่เสวียนก้วน และ ปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตร
คำตอบสั้น ๆ
วัดสวนดอก หรือวัดบุปผาราม เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ตั้งอยู่เลขที่ 139 ถนนสุเทพ ตำบลสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 1914 โดยพญากือนาธรรมิกราชเพื่อประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุที่อัญเชิญมาจากสุโขทัย และในปี พ.ศ. 2475 ครูบาเจ้าศรีวิชัยได้บูรณะวัดครั้งใหญ่พร้อมสร้างพระวิหารหลวงขึ้นใหม่ วัดแห่งนี้เป็นที่ประดิษฐาน "พระเจ้าเก้าตื้อ" พระพุทธรูปสำริดขนาดใหญ่หนักถึง 9 ตัน และ "กู่เจ้านายฝ่ายเหนือ" สุสานหลวงของราชตระกูล ณ เชียงใหม่ ทำให้วัดสวนดอกเป็นทั้งศาสนสถาน พิพิธภัณฑ์พุทธศิลป์ และสุสานประวัติศาสตร์ในที่เดียวกัน
ประเด็นสำคัญ
- วัดสวนดอกสถาปนาเมื่อ พ.ศ. 1914 โดยพญากือนา เป็นพระอารามลังกาวงศ์แห่งแรกของล้านนา
- ครูบาเจ้าศรีวิชัยบูรณะวัดและสร้างพระวิหารหลวงในปี พ.ศ. 2474-2475 ก่อนที่วัดจะได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานแห่งชาติเมื่อวันที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2478
- พระเจ้าเก้าตื้อ พระประธานในวิหาร หล่อด้วยโลหะหนัก 9,000-10,800 กิโลกรัม สร้างขึ้นเพื่อสมานฉันท์คณะสงฆ์สองนิกาย
- กู่เจ้านายฝ่ายเหนือ สุสานหลวงที่พระราชชายาเจ้าดารารัศมีทรงรวบรวมอัฐิเจ้านาย ณ เชียงใหม่มาไว้ที่เดียวตั้งแต่ พ.ศ. 2450
- ชาวไทยเข้าชมฟรี ชาวต่างชาติเสียค่าเข้าชมพื้นที่โบราณสถานราว 50-100 บาท เปิดทุกวัน 06:00-18:00 น.
ประวัติความเป็นมาของวัดสวนดอก: จากสวนดอกไม้หลวงสู่พระอารามหลวง
ตอนที่ผมเริ่มสนใจประวัติศาสตร์ล้านนาอย่างจริงจังในวัยทำงาน ผมถึงได้รู้ว่าที่ดินผืนที่ผมยืนกราบพระอยู่ทุกครั้งนั้น แต่เดิมคือพระราชอุทยานดอกไม้ส่วนพระองค์ของพญากือนาธรรมิกราช กษัตริย์ลำดับที่ 6 แห่งราชวงศ์มังราย พระองค์พระราชทานอุทยานป่าไม้พะยอมแห่งนี้เพื่อสร้างวัดเมื่อ พ.ศ. 1914 พร้อมพระราชทานนามว่า "วัดบุปผาราม" ซึ่งแปลตรงตัวว่าวัดสวนดอกไม้ ก่อนที่ชาวบ้านจะเรียกกันติดปากมาจนถึงทุกวันนี้ว่าวัดสวนดอก เหตุผลที่พญากือนาสร้างวัดนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่ผูกโยงกับการปฏิรูปพระพุทธศาสนาครั้งใหญ่ในล้านนา พระองค์ทรงส่งราชทูตไปนิมนต์พระมหาสุมนเถระ ศิษย์ของพระอุทุมพรสวามีที่เคยไปศึกษาพระไตรปิฎกจากศรีลังกาและกำลังเผยแผ่ธรรมอยู่ที่สุโขทัย พระมหาสุมนเถระได้ถวายพระบรมสารีริกธาตุที่อัญเชิญมาจากสุโขทัย ซึ่งภายหลังปรากฏปาฏิหาริย์แยกเป็นสององค์ องค์หนึ่งประดิษฐานที่วัดสวนดอก อีกองค์หนึ่งถูกเชิญขึ้นไปประดิษฐานที่พระธาตุดอยสุเทพ พระธาตุเจดีย์วัดสวนดอกจึงถือเป็นสถาปัตยกรรมตามคติลังกาวงศ์องค์แรกของล้านนา และเป็นเหตุผลที่ผมมักบอกเพื่อนที่ไปเที่ยวเชียงใหม่ด้วยกันเสมอว่า ถ้าจะไหว้พระธาตุดอยสุเทพให้ครบวงจร ต้องแวะวัดสวนดอกก่อน เพราะพระธาตุทั้งสององค์นี้เป็นพี่น้องกันโดยแท้
หลังสิ้นราชวงศ์มังราย วัดสวนดอกก็เสื่อมโทรมและร้างไปตามกาลเวลา จนถึงสมัยพระเจ้ากาวิละที่กอบกู้เอกราชล้านนาสำเร็จ จึงได้บูรณะวัดให้กลับมาสมบูรณ์อีกครั้ง และในปี พ.ศ. 2450 พระราชชายาเจ้าดารารัศมีในรัชกาลที่ 5 ก็ทรงย้ายอนุสาวรีย์หรือกู่ของเจ้านายในราชตระกูล ณ เชียงใหม่มาไว้ที่นี่ เป็นจุดเริ่มต้นของสุสานหลวงที่ผมจะเล่าให้ฟังในภายหลัง
ครูบาเจ้าศรีวิชัยคือใคร และทำไมคนถึงบูชาครูบาเจ้าศรีวิชัย
คำถามที่ผมได้รับบ่อยที่สุดจากคนรุ่นใหม่ที่ไปวัดสวนดอกกับผมคือ ครูบาเจ้าศรีวิชัยคือใคร ทำไมต้องบูชา คำตอบของผมมักเริ่มจากข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ก่อนเสมอ ครูบาเจ้าศรีวิชัยได้รับการยกย่องเป็น "นักบุญแห่งล้านนาไทย" เพราะท่านคือผู้นำในการบูรณะวัดวาอารามทั่วภาคเหนือหลายร้อยแห่ง รวมถึงการสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพที่ลงจอบแรกเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2477 โดยใช้แรงศรัทธาของชาวบ้านล้วน ๆ ไม่มีงบประมาณราชการ ในปี พ.ศ. 2474-2475 ท่านได้รับนิมนต์จากเจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ ให้เป็นประธานบูรณะวัดสวนดอกและสร้างพระวิหารหลวงหลังใหม่ทดแทนหลังเดิม วิหารหลังนี้กว้าง 12 วา 2 ศอก ยาว 33 วา มีเสารองรับถึง 56 ต้น เป็นวิหารโถงขนาดใหญ่ไม่มีผนังตามแบบดั้งเดิมของล้านนา หน้าบันปูนปั้นลายเครือเถาที่ประณีตงดงามจนต้องยืนพินิจอยู่นาน ต่อมาวัดสวนดอกก็ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานแห่งชาติเมื่อวันที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2478 ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันคุณค่าทางประวัติศาสตร์ที่จับต้องได้
แต่สิ่งที่ทำให้ผมศรัทธาครูบาเจ้าศรีวิชัยเป็นการส่วนตัวมากกว่าตัวเลขทางประวัติศาสตร์ คือความเรียบง่ายและพลังศรัทธาที่ท่านสร้างไว้ ทุกครั้งที่ผมยืนหน้าพระอัฐิของท่าน ผมนึกถึงภาพชาวบ้านล้านนาหลายพันคนที่มาช่วยกันขุดถนนด้วยมือเปล่าเพียงเพราะแรงศรัทธาในตัวพระ ไม่มีเครื่องจักรทันสมัย ไม่มีเงินทุนมหาศาล มีเพียงความเชื่อมั่นร่วมกัน นี่คือสิ่งที่ผมคิดว่าคนรุ่นใหม่ควรเรียนรู้จากประวัติศาสตร์บทนี้มากกว่าการมองว่าเป็นเพียงเรื่องเล่าโบราณ
พระเจ้าเก้าตื้อ: พระพุทธรูปแห่งศรัทธาที่หนักที่สุดในล้านนา
ทุกครั้งที่ผมเดินเข้าไปในวิหารหลวงวัดสวนดอก สายตาของผมจะถูกดึงไปที่พระพุทธรูปองค์ใหญ่สีทองอร่ามที่ประดิษฐานอยู่ตรงกลาง นั่นคือ พระเจ้าเก้าตื้อ พระพุทธรูปที่ผมกล้าพูดได้เต็มปากว่างดงามที่สุดองค์หนึ่งในล้านนา คำว่า "ตื้อ" ในภาษาถิ่นเหนือหมายถึงมาตราชั่งน้ำหนักโลหะโบราณ ซึ่งบางตำราระบุว่า 1 ตื้อเท่ากับ 1,000 กิโลกรัม บางแหล่งก็ว่า 1,200 กิโลกรัม ดังนั้นพระเจ้าเก้าตื้อจึงมีน้ำหนักโลหะรวมระหว่าง 9,000 ถึง 10,800 กิโลกรัม หรือราวเก้าถึงสิบตันเศษ องค์พระหล่อด้วยทองสำริดลงรักปิดทอง มีรอยต่อของการหล่อแยกชิ้นส่วนถึง 8 แห่ง สะท้อนให้เห็นถึงความยากลำบากและความมุ่งมั่นของช่างโบราณที่ต้องใช้เทคโนโลยีการหล่อโลหะขั้นสูงในยุคนั้น
พงศาวดารโยนกและพงศาวดารล้านนาบันทึกไว้ไม่ตรงกันเสียทีเดียวว่าการเททองหล่อเริ่มขึ้นเมื่อใด บ้างว่าเป็นวันพฤหัสบดี เดือน 8 ขึ้น 11 ค่ำ ปีชวด จุลศักราช 866 ตรงกับ พ.ศ. 2047 บ้างก็ว่าเป็นเดือน 3 ขึ้น 8 ค่ำ ได้ฤกษ์ชื่อ "ปุณณะพสุดาวพิดานสำเภาทอง" แต่ที่แน่นอนคือการหล่อและตกแต่งแล้วเสร็จสมบูรณ์ในปี พ.ศ. 2053 สิ่งที่ผมชอบเล่าให้เพื่อนฟังทุกครั้งคือเหตุผลที่พระเจ้าเก้าตื้อมาอยู่วัดสวนดอกทั้งที่เดิมทีพระเจ้าเมืองแก้วทรงตั้งพระราชหฤทัยจะให้ประดิษฐานที่วัดพระสิงห์ แต่เมื่อหล่อเสร็จองค์พระกลับใหญ่โตเกินกว่าจะชะลอข้ามกำแพงเมืองเข้าไปได้ในสมัยที่ยังไม่มีเครื่องจักรกลหนัก พระองค์จึงตัดสินพระทัยถวายเรือนหลวงส่วนพระองค์นอกกำแพงเมืองให้แปรสภาพเป็นวิหารแทน นี่คือที่มาว่าทำไมวัดสวนดอกจึงมีพระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่สุดองค์หนึ่งของล้านนาประดิษฐานอยู่
อีกประเด็นที่ทำให้ผมรู้สึกอิ่มเอมใจทุกครั้งคือเจตนารมณ์ในการสร้าง เพราะเดิมทีคณะสงฆ์ล้านนาแตกออกเป็นสองนิกาย คือนิกายสวนดอกกับนิกายป่าแดง ที่ขัดแย้งกันมายาวนาน การสร้างพระเจ้าเก้าตื้อจึงมีจุดประสงค์เพื่อสมานฉันท์คณะสงฆ์ทั้งสองฝ่ายเข้าด้วยกัน โดยพิธีเททองได้นิมนต์พระสงฆ์จากทั้งสองนิกายมาร่วมสวดฝ่ายละ 500 รูป รวมเป็น 1,000 รูป และองค์พระได้รับการถวายพระนามอย่างเป็นทางการว่า "พระเจ้าสิริทรงธรรมจักรพรรดิราช" ผมมองว่านี่คือบทเรียนอันล้ำค่าที่สอนให้เราเห็นว่าศาสนสถานไม่ได้สร้างขึ้นเพื่อความสวยงามเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเครื่องมือในการสมานความแตกแยกของสังคมด้วย
พระเจ้าค่าคิง และพระพุทธรูปเคียงข้างในวิหารหลวง
หลายคนที่ไปวัดสวนดอกกับผมมักจะมองข้ามพระพุทธรูปองค์เล็กที่หันหลังชนกับพระประธานปูนปั้นองค์ใหญ่ (พระศรีสรรเพชญ หรือหลวงพ่อโต) ไป ทั้งที่องค์นี้แฝงคติความเชื่อที่น่าสนใจไม่แพ้กัน นั่นคือ "พระเจ้าค่าคิง" คำว่าค่าคิงในภาษาล้านนาแปลว่าเท่าขนาดพระวรกาย พระพุทธรูปองค์นี้สร้างขึ้นในสมัยพญากือนาเมื่อ พ.ศ. 1916 ด้วยทองสำริด หน้าตักกว้าง 2 เมตร สูง 2.5 เมตร ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นสัดส่วนความสูงจริงของพญากือนาธรรมิกราชในยุคนั้น คติการสร้างพระพุทธรูปเท่าตัวเช่นนี้มีรากมาจากตำนานพระนางจามเทวีแห่งหริภุญชัยที่โปรดให้หล่อพระพุทธรูปฉลองพระองค์เพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ชาวล้านนาจึงนิยมสร้างพระเจ้าค่าคิง ตุงค่าคิง หรือเทียนค่าคิงเพื่อสะเดาะเคราะห์และสืบชะตาหลวงมาแต่โบราณ
นอกจากนี้ ในวิหารหลวงยังมีรูปหล่อขนาดเท่าตัวจริงของพระมหาสุมนเถระและครูบาเจ้าศรีวิชัยประดิษฐานเคียงข้างพระประธาน เป็นอนุสรณ์แห่งศรัทธาที่คนรุ่นหลังสร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงบุคคลสำคัญทั้งสองที่มีบทบาทในการวางรากฐานและบูรณะวัดสวนดอก ผมมักแนะนำให้ผู้ที่มาเยือนสังเกตรายละเอียดเหล่านี้ให้ดี เพราะมันคือชั้นเชิงประวัติศาสตร์ที่ซ้อนทับกันหลายยุคหลายสมัยในพื้นที่เดียว
กู่เจ้านายฝ่ายเหนือ: สุสานหลวงกลางเมืองเชียงใหม่
ถ้าใครถามผมว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้วัดสวนดอกแตกต่างจากวัดอื่น ๆ ในเชียงใหม่ ผมจะตอบทันทีว่าคือ "กู่เจ้านายฝ่ายเหนือ" สุสานหลวงที่บรรจุอัฐิของราชตระกูล ณ เชียงใหม่ไว้มากกว่า 100 กู่ ในพื้นที่เดียวกัน เรื่องนี้มีที่มาที่น่าสนใจมาก เพราะแต่เดิมเมื่อเจ้านครเชียงใหม่หรือเจ้านายชั้นสูงสิ้นชีพิตักษัย จะมีการถวายพระเพลิงพระศพ ณ "ข่วงเมรุ" ทุ่งกว้างริมแม่น้ำปิงฝั่งตะวันตก ซึ่งปัจจุบันคือบริเวณตลาดวโรรสหรือกาดหลวงนั่นเอง เมื่อเผาศพเสร็จก็จะสร้างกู่เก็บอัฐิขึ้นตรงนั้นทันที เจ้านายองค์สุดท้ายที่มีการตั้งเมรุ ณ ข่วงเมรุแห่งนี้คือพระเจ้าอินทวิชยานนท์ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ 7 ผู้เป็นพระบิดาของเจ้าดารารัศมี
หลังจากนั้นพื้นที่รอบข่วงเมรุเริ่มถูกราษฎรบุกรุกปลูกบ้านเรือน เจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ 9 ต้องจ่ายเงินชดเชยส่วนพระองค์สูงถึง 13,000 รูเปียเพื่อจัดสรรพื้นที่ให้กลายเป็นตลาดการค้า เมื่อพระราชชายาเจ้าดารารัศมีเสด็จกลับมาประทับที่เชียงใหม่และทรงพบว่ากู่ของบรรพบุรุษกระจัดกระจายอยู่ท่ามกลางตลาด พระองค์จึงพระราชทานทุนทรัพย์ส่วนพระองค์รื้อย้ายอัฐิทั้งหมดมาไว้รวมกัน ณ วัดสวนดอกตั้งแต่ พ.ศ. 2450 โดยทรงนำแนวคิดมาจากสุสานหลวงวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามที่กรุงเทพฯ ให้ช่างจากกรมศิลปากรออกแบบ และให้สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ทรงตรวจแก้แบบอย่างละเอียด สถาปัตยกรรมของกู่จึงเป็นการผสมผสานระหว่างศิลปะไทย ล้านนา และตะวันตกอย่างลงตัว
ทุกครั้งที่ผมเดินชมกู่เหล่านี้ ผมจะสัมผัสได้ถึงความเงียบสงบที่แฝงไปด้วยเรื่องราวมากมาย โดยเฉพาะกู่ของ "เจ้าน้อยศุขเกษม" หรือเจ้าอุตรการโกศล ณ เชียงใหม่ ตัวจริงในตำนานรักอมตะกับมะเมียะ หญิงสาวชาวพม่าที่ต้องพลัดพรากกันเพราะเงื่อนไขทางการเมืองและฐานันดรในยุคนั้น ปัจจุบันกู่แห่งนี้กลายเป็นสถานที่ที่คนรุ่นใหม่และกลุ่มคนโสดนิยมมาขอพรเรื่องความรัก โดยนิยมนำดอกกุหลาบสีแดงมาถวายเพื่อสะท้อนถึงคำมั่นสัญญาแห่งรักที่มั่นคง ผมเองก็เคยเห็นหนุ่มสาวหลายคู่ยืนก้มหน้าสวดมนต์อยู่หน้ากู่แห่งนี้ด้วยสีหน้าที่จริงจัง เป็นภาพที่ผสมผสานระหว่างประวัติศาสตร์กับความเชื่อร่วมสมัยได้อย่างน่าประหลาดใจ
ตารางสรุปกู่เจ้านายสำคัญที่ควรรู้จัก
| ชื่อกู่ | บทบาททางประวัติศาสตร์ | ลักษณะสถาปัตยกรรม | ความเชื่อที่เกี่ยวข้อง |
|---|---|---|---|
| กู่พระเจ้ากาวิละ | เจ้าหลวงเชียงใหม่องค์ที่ 1 ผู้ฟื้นฟูเมือง | ทรงปราสาทล้านนาผสมโกศรัตนโกสินทร์ | ปฐมกษัตริย์แห่งราชตระกูลเจ้าเจ็ดตน |
| กู่พระเจ้าอินทวิชยานนท์ | เจ้าหลวงองค์ที่ 7 พระบิดาเจ้าดารารัศมี | ทรงปราสาทสี่เหลี่ยมย่อมุมยอดแหลม | องค์สุดท้ายที่ตั้งเมรุ ณ ข่วงเมรุ |
| กู่เจ้าดารารัศมี | พระราชชายาผู้เชื่อมสยาม-ล้านนา | ออกแบบโดยกรมศิลปากร ตรวจแก้โดยเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ | ผู้ริเริ่มสร้างสุสานหลวงแห่งนี้ |
| กู่เจ้าน้อยศุขเกษม | เจ้าอุตรการโกศล ณ เชียงใหม่ | กู่สี่เหลี่ยมสีขาวทรงสูง | จุดขอพรความรักด้วยกุหลาบแดง |
ตำนานและเรื่องเล่าลี้ลับที่ซ่อนอยู่ในวัดสวนดอก
ผมเป็นคนที่เชื่อว่าวัดทุกแห่งมีชั้นเชิงเรื่องเล่าซ้อนอยู่ใต้อิฐใต้ปูน วัดสวนดอกก็เช่นกัน มีเรื่องเล่าที่คนรุ่นปู่ย่าตายายเล่าต่อกันมา อย่างเรื่อง "เปรตค่ายสวนดอก" ที่ปรากฏในคัมภีร์โบราณล้านนา เล่าว่าหลังจากพระญาณคัมภีร์ พระผู้ใหญ่ผู้มีชื่อเสียงมรณภาพไปกว่า 80 ปี วิญญาณของท่านกลับไม่ไปสู่สุขคติ แต่กลายเป็นเปรตทนทุกข์ทรมาน วันหนึ่งได้เข้าสิงร่างพระภิกษุรูปหนึ่งในวัด และสารภาพว่าอาจารย์ของตนเคยลอบลักทองคำจากพระพุทธรูป ส่วนตนเองแม้ไม่ได้ร่วมลักแต่รู้เห็นแล้วนิ่งเฉย ทั้งยังชอบกล่าวร้ายพระสงฆ์ในวัด จึงต้องกลายเป็นเปรตทนทุกข์อยู่ที่นั่น เรื่องนี้ผมมองว่าเป็นเครื่องเตือนสติชั้นดีให้พุทธศาสนิกชนตระหนักถึงผลกรรมของการลบหลู่ศาสนสถานและการนิ่งเฉยต่อความไม่ถูกต้อง
อีกเรื่องหนึ่งที่ผมประทับใจในแง่ของพลังศรัทธาคือเหตุการณ์ในปี พ.ศ. 2560 เมื่อพระราชรัชมุนี เจ้าอาวาสวัดสวนดอกในขณะนั้น ถูกร้องเรียนเรื่องปัญหาทะเบียนราษฎร์ที่คลาดเคลื่อน ก่อนจะได้รับการตรวจสอบและคืนสิทธิ์อย่างถูกต้องในปี พ.ศ. 2561 หลังจากนั้นคณะสงฆ์และประชาชนนับพันคนได้ร่วมกันจัดพิธีสืบชะตาหลวงและพิธีฮ้องขวัญ ซึ่งเป็นพิธีเรียกขวัญโบราณของล้านนา ณ พระวิหารหลวง เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2561 เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่าวัดสวนดอกไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ทางประวัติศาสตร์ที่หยุดนิ่ง แต่ยังคงเป็นศูนย์รวมจิตใจของชุมชนล้านนาที่มีชีวิตอยู่จริงในปัจจุบัน
ข้อมูลที่ควรรู้ก่อนไปกราบไหว้วัดสวนดอก
ทุกครั้งที่มีเพื่อนหรือลูกศิษย์ถามผมว่าจะไปวัดสวนดอกต้องเตรียมตัวอย่างไร ผมมักสรุปข้อมูลที่จำเป็นให้ฟังสั้น ๆ ดังนี้
- ที่ตั้ง: เลขที่ 139 ถนนสุเทพ ตำบลสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50200 อยู่ตรงข้ามคณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ห่างจากสนามบินเชียงใหม่เพียงไม่กี่นาทีโดยรถยนต์ ซึ่งเป็นเหตุผลที่ผมมักแวะที่นี่เป็นแห่งแรกทุกครั้งที่ลงเครื่อง
- เวลาเปิดทำการ: เปิดให้เข้าชมทุกวัน ตั้งแต่ 06:00-18:00 น. บางส่วนของวัดเปิดตั้งแต่ 05:00-21:00 น.
- ค่าเข้าชม: ชาวไทยเข้าชมฟรี ส่วนชาวต่างชาติมีค่าธรรมเนียมเข้าชมพื้นที่โบราณสถานราว 50-100 บาท
- กิจกรรมสนทนาธรรม (Monk Chat): จัดวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 16:00-19:00 น. เหมาะสำหรับผู้ที่อยากแลกเปลี่ยนมุมมองเรื่องพุทธศาสนากับพระสงฆ์
- โครงการปฏิบัติธรรม (Meditation Retreat): มีทั้งแบบ 1 วัน 2 วัน และ 4 วัน จัดโดยมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตเชียงใหม่ ซึ่งตั้งอยู่ภายในวัดสวนดอกนี่เอง
ผมมองว่านี่คือจุดแข็งที่ทำให้วัดสวนดอกไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์เท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวเชิงจิตวิญญาณที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ นักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวนไม่น้อยเดินทางมาที่นี่เพื่อฝึกสมาธิและเรียนรู้วิถีชีวิตพระสงฆ์อย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่มาถ่ายรูปแล้วกลับ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับวัดสวนดอก
วัดสวนดอกอยู่ที่ไหน เดินทางอย่างไรจากสนามบินเชียงใหม่
วัดสวนดอกตั้งอยู่เลขที่ 139 ถนนสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ ห่างจากสนามบินเชียงใหม่เพียงประมาณ 3-4 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางโดยรถยนต์ไม่เกิน 10-15 นาที จึงเหมาะเป็นจุดแวะแรกสำหรับผู้ที่เพิ่งลงเครื่อง เช่นเดียวกับที่ผมทำเป็นประจำ
พระเจ้าเก้าตื้อ กราบไหว้ขอพรเรื่องอะไรได้บ้าง
จากความเชื่อดั้งเดิม พระเจ้าเก้าตื้อเป็นพระพุทธรูปที่มีพุทธลักษณะทรงพลังและศักดิ์สิทธิ์ยิ่ง ผู้คนนิยมมากราบขอพรในเรื่องความสำเร็จของกิจการใหญ่ ๆ ที่ต้องใช้ความอดทนและความร่วมมือจากคนหมู่มาก เช่น การขอให้ธุรกิจที่ต้องพึ่งพาทีมงานประสบความราบรื่น หรือขอพรให้ครอบครัวและหมู่คณะที่มีความขัดแย้งกันกลับมาสมานฉันท์กันได้ เพราะที่มาของพระองค์นี้ผูกพันกับการสมานรอยร้าวของคณะสงฆ์สองนิกายมาแต่ต้น ส่วนตัวผมเองเมื่อมีเรื่องขุ่นข้องหมองใจกับเพื่อนร่วมงานหรือญาติพี่น้อง ก็มักมากราบพระเจ้าเก้าตื้อแล้วตั้งจิตขอให้ทุกฝ่ายมองเห็นเหตุผลร่วมกัน มากกว่าจะขอโชคลาภทรัพย์สินเป็นหลัก เพราะผมเชื่อว่าการขอพรควรสอดคล้องกับเจตนารมณ์ดั้งเดิมของสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้น ๆ จึงจะเกิดผลที่งดงามและยั่งยืน
กู่เจ้าน้อยศุขเกษมอยู่ตรงไหน ต้องเตรียมอะไรไปขอพรเรื่องความรัก
กู่เจ้าน้อยศุขเกษม หรือกู่ที่มีป้ายจารึกยศทางราชการว่า "เจ้าอุตรการโกศล ณ เชียงใหม่" ตั้งอยู่ในบริเวณกู่เจ้านายฝ่ายเหนือ ด้านหลังพระวิหารหลวง ผู้ที่ไปขอพรนิยมนำดอกกุหลาบสีแดงมาถวาย พร้อมตั้งจิตอธิษฐานด้วยความสงบ ผมมักแนะนำให้ผู้ที่มาขอพรเรื่องความรักไม่ลืมนึกถึงแก่นแท้ของเรื่องราวนี้ด้วย นั่นคือความซื่อตรงต่อคำมั่นสัญญา มากกว่าจะมองเป็นเพียงพิธีกรรมขอโชคลาภทางความรักเพียงอย่างเดียว เพราะโศกนาฏกรรมของเจ้าน้อยศุขเกษมกับมะเมียะสอนให้เราเห็นว่าความรักที่แท้จริงบางครั้งต้องแลกมาด้วยความอดทนและการเสียสละอันใหญ่หลวง
ไปวัดสวนดอกควรแต่งกายอย่างไร มีข้อห้ามอะไรบ้าง
เนื่องจากวัดสวนดอกเป็นพระอารามหลวงและยังเป็นสถานที่ศึกษาของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตเชียงใหม่ ผมจึงแนะนำให้แต่งกายสุภาพเรียบร้อยเช่นเดียวกับการไปวัดทั่วไป คือหลีกเลี่ยงเสื้อไม่มีแขน กางเกงขาสั้น หรือชุดที่โปร่งบางเกินไป โดยเฉพาะเมื่อจะเข้าไปในบริเวณพระวิหารหลวงและกู่เจ้านายฝ่ายเหนือ ซึ่งถือเป็นเขตสุสานที่ควรสำรวมกาย วาจา และใจให้เหมาะสม อีกทั้งไม่ควรพูดคุยเสียงดังหรือถ่ายภาพในลักษณะที่ไม่เคารพต่อสถานที่ เพราะยังมีพระสงฆ์และนักศึกษาจำพรรษาและศึกษาเล่าเรียนอยู่จริงในบริเวณนี้
วัดสวนดอกกับวัดพระธาตุดอยสุเทพต่างกันอย่างไร ควรไปวัดไหนก่อน
ทั้งสองวัดมีความเชื่อมโยงกันโดยตรง เพราะพระบรมสารีริกธาตุที่พระมหาสุมนเถระถวายแก่พญากือนานั้นแยกออกเป็นสององค์ องค์หนึ่งประดิษฐานที่วัดสวนดอกซึ่งอยู่บนพื้นที่ราบใกล้ตัวเมือง อีกองค์หนึ่งถูกอัญเชิญขึ้นไปประดิษฐานบนดอยสุเทพ ผมมักแนะนำให้ผู้ที่มาเยือนเชียงใหม่แวะวัดสวนดอกก่อนเสมอ เพราะเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมด และยังสะดวกในการเดินทางจากสนามบิน ก่อนจะขึ้นไปกราบพระธาตุดอยสุเทพในลำดับต่อไป การไหว้พระธาตุทั้งสององค์นี้ให้ครบจึงเปรียบเสมือนการเติมเต็มเรื่องราวของศรัทธาที่พญากือนาและพระมหาสุมนเถระวางรากฐานไว้เมื่อกว่า 600 ปีก่อน
บทสรุป: เหตุใดวัดสวนดอกจึงควรอยู่ในลิสต์การเดินทางเชิงวัฒนธรรมของทุกคน
เมื่อผมมองย้อนกลับไปตลอดหลายสิบปีที่ผมเดินทางไปเชียงใหม่นับครั้งไม่ถ้วน วัดสวนดอกยังคงเป็นสถานที่ที่ผมรู้สึกได้ถึงพลังของศรัทธาที่จับต้องได้จริง ไม่ใช่เพียงเรื่องเล่าในหนังสือประวัติศาสตร์ที่อ่านแล้วผ่านไป ที่นี่คือจุดตัดของสามมิติสำคัญ คือมิติทางศาสนา ที่มีพระบรมสารีริกธาตุและพระเจ้าเก้าตื้อเป็นศูนย์รวมใจ มิติทางประวัติศาสตร์การเมือง ที่มีกู่เจ้านายฝ่ายเหนือเป็นเครื่องบันทึกเรื่องราวการเปลี่ยนผ่านอำนาจจากล้านนาสู่สยาม และมิติทางจิตวิญญาณร่วมสมัย ที่มีโครงการ Monk Chat และการปฏิบัติธรรมรองรับนักแสวงบุญจากทั่วโลก
สำหรับผมแล้ว การไปกราบพระอัฐิครูบาเจ้าศรีวิชัยที่วัดสวนดอกทุกครั้งไม่ใช่เพียงพิธีกรรมตามธรรมเนียม แต่เป็นการทบทวนบทเรียนแห่งความศรัทธาที่มนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งสามารถสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้ด้วยความเชื่อมั่นและความเพียร เหมือนที่ท่านใช้แรงงานและแรงศรัทธาของชาวบ้านสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพโดยไม่มีเครื่องจักรทันสมัยแม้แต่ชิ้นเดียว ผมหวังว่าเรื่องราวที่ผมเล่ามาทั้งหมดนี้จะช่วยให้ท่านผู้อ่านมองเห็นวัดสวนดอกในมิติที่ลึกกว่าการเป็นเพียงจุดเช็คอินถ่ายรูปสวย ๆ และหากมีโอกาสได้เดินทางไปเชียงใหม่ ผมอยากเชิญชวนให้ท่านลองแวะไปสัมผัสความสงบและพลังศรัทธาที่ผมพูดถึงด้วยตัวท่านเอง
เกี่ยวกับผู้เขียน
บทความนี้เขียนโดย ธนินพงษ์ ศุภพิทักษ์พงษ์ นักเขียนอาวุโสผู้สนใจศึกษาศาสนา ความเชื่อ ปรัชญา และวัฒนธรรมเอเชียมาอย่างต่อเนื่องกว่าสามทศวรรษ ด้วยพื้นเพครอบครัวลูกหลานจีนที่เติบโตมาในสังคมพหุวัฒนธรรม ผมมีความสนใจเป็นพิเศษในการศึกษาความเชื่อพื้นถิ่นของภูมิภาคต่าง ๆ ในประเทศไทย โดยเฉพาะล้านนาที่ผมมีความผูกพันเป็นการส่วนตัวมาตั้งแต่วัยเด็ก บทความนี้เรียบเรียงขึ้นจากการค้นคว้าเอกสารทางประวัติศาสตร์ พงศาวดารล้านนา และการเดินทางไปเยือนวัดสวนดอกด้วยตนเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา รวมถึงครั้งล่าสุดในเช้าวันที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2565 ที่ผมได้แวะไปกราบไหว้ก่อนออกเดินทางไปทำงานถ่ายทำโฆษณาในจังหวัดเชียงใหม่
ผมเชื่อเสมอว่าการเขียนเรื่องความเชื่อและศาสนาต้องอาศัยทั้งความรอบคอบในการอ้างอิงข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ และความเข้าใจอันลึกซึ้งในมิติทางจิตใจของผู้คน หากท่านมีเรื่องราวความเชื่อ ตำนาน หรือประสบการณ์เกี่ยวกับวัดสวนดอกที่อยากแบ่งปัน หรือมีข้อเสนอแนะเพิ่มเติมเกี่ยวกับบทความนี้ ผมยินดีรับฟังและพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้กับท่านผู้อ่านทุกท่านเสมอ
