วันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2569 ผมเดินทางไปกราบสักการะสรีรสังขารท่านเจ้าคณะใหญ่อนัมนิกายแห่งประเทศไทย หรือที่ศิษยานุศิษย์เรียกด้วยความเคารพว่า “หลวงปู่อู๋” ณ วัดสมณานัมบริหาร (วัดญวนสะพานขาว) เมื่อยืนอยู่ตรงหน้าโกศโถที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางปะรำพิธีคือเครื่องเกียรติยศพระราชทาน โดยตัวสรีรสังขารจริงของท่านบรรจุไว้ในหีบทองทึบ (โลงศพ) ด้านหลัง ความรู้สึกที่ท่วมท้นไม่ใช่แค่ความอาลัย แต่เป็นความสำนึกในบุญคุณที่ท่านมีต่อครอบครัวผมและพุทธศาสนิกชนไทย-จีน-เวียดนามอีกนับไม่ถ้วน ท่านคือพระเถระที่ครองสมณเพศยาวนานถึง 79 พรรษา และดำรงสิริอายุ 99 ปี (หรือ 100 ปีตามคติการนับอายุแบบจีน) ก่อนจะละสังขารอย่างสงบ ผมขอกราบบารมีพระอมิตาภพุทธเจ้าโปรดนำพาดวงจิตของท่านสู่บรมสุข ณ ดินแดนสุขาวดี

คำตอบสั้น ๆ

หลวงปู่อู๋ หรือ พระมหาคณานัมธรรมวชิรานุวัตร (นามเดิม ณรงค์ ล้อไพบูลย์ ฉายา ติ่นเรียน) คือเจ้าคณะใหญ่อนัมนิกายแห่งประเทศไทย รูปที่ 13 และอดีตเจ้าอาวาสวัดสมณานัมบริหาร (วัดญวนสะพานขาว) ท่านเกิดเมื่อ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2471 ที่ตำบลท่าเรือ อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี บรรพชาเป็นสามเณรตั้งแต่อายุ 17 ปี และอุปสมบทเมื่อปี พ.ศ. 2491 ก่อนไต่เต้าขึ้นสู่ตำแหน่งประมุขสูงสุดของคณะสงฆ์อนัมนิกายในปี พ.ศ. 2565 ท่านมรณภาพเมื่อวันเสาร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 เวลา 15.05 น. ณ โรงพยาบาลมะการักษ์ อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี

ประเด็นสำคัญ

  • หลวงปู่อู๋เป็นเจ้าคณะใหญ่อนัมนิกาย รูปที่ 13 ดำรงตำแหน่งระหว่าง พ.ศ. 2565–2569 และครองสมณเพศยาวนาน 79 พรรษา
  • ท่านสืบสายวิชาโดยตรงจาก “หลวงพ่อบ๋าวเอิง” ปรมาจารย์ผู้เชี่ยวชาญวิปัสสนากรรมฐานและศาสตร์เร้นลับของวัดญวนสะพานขาว
  • คุณูปการสำคัญคือการผลักดันการศึกษา ทั้งโรงเรียนพระปริยัติธรรมกลุ่มที่ 14 และมหาปัญญาวิทยาลัยที่สอนเป็นภาษาอังกฤษ
  • ครอบครัวศุภพิทักษ์พงษ์ มีความผูกพันกับสายธรรมนี้มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2554 จนถึงการอุปสมบทของ แพทย์จีน Rain ธนะโรจน์ ศุภพิทักษ์พงษ์ ในปี พ.ศ. 2565
  • ท่านมรณภาพเมื่อ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 สิริอายุ 99 ปี (100 ปีตามคติจีน) และมีการเคลื่อนสรีระสังขารกลับสู่บ้านเกิดที่อำเภอท่ามะกา

หลวงปู่อู๋คือใคร: จากเด็กชายณรงค์ ล้อไพบูลย์ สู่เจ้าคณะใหญ่อนัมนิกาย

หลวงปู่อู๋มอบใบแต่งตั้งคณะกรรมการฝ่ายฆราวาสวัดกุศลสมาครแก่ผู้เขียน
หลวงปู่อู๋เมตตามอบใบแต่งตั้งคณะกรรมการฝ่ายฆราวาสวัดกุศลสมาครแก่ผู้เขียน ซึ่งเป็นครั้งหลังสุดที่ได้เข้ากราบท่าน

หลวงปู่อู๋คือใคร คำถามนี้มีคำตอบที่ลึกกว่าตำแหน่งทางสงฆ์ ท่านมีนามเดิมว่า “ณรงค์ ล้อไพบูลย์” เกิดเมื่อวันพุธ ขึ้น 12 ค่ำ เดือน 7 ปีมะโรง ตรงกับวันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2471 ที่ตำบลท่าเรือ อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี เป็นบุตรของนายฮั่วฮะ และนางกลิ่น ล้อไพบูลย์ พื้นที่ท่ามะกาและราชบุรีในยุคนั้นเป็นชุมชนชาวไทยเชื้อสายจีนและญวนที่หนาแน่น เด็กชายณรงค์จึงซึมซับกลิ่นธูปควันเทียนและพิธีกรรมมหายานมาตั้งแต่วัยเยาว์ ผมเองเมื่อได้ยินเรื่องราวช่วงต้นชีวิตของท่านก็อดนึกถึงบรรยากาศบ้านเกิดของตัวเองไม่ได้ เพราะวิถีชุมชนแบบนี้คือรากฐานที่หล่อหลอมคนให้มีจิตใจโอบอ้อมอารีต่อผู้อื่นโดยไม่รู้ตัว

ในวัย 17 ปี ท่านตัดสินใจสละเพศฆราวาสเข้าสู่เส้นทางธรรม บรรพชาเป็นสามเณรเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2488 ณ โรงเจฮะอี่ตั๊ว ตำบลดำเนินสะดวก อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี โดยมีพระอาจารย์โหพัฒน์นทีเป็นพระอุปัชฌาย์ นี่คือจุดเริ่มต้นของเส้นทางที่จะนำท่านไปสู่การเป็นประมุขสูงสุดของคณะสงฆ์อนัมนิกายในเวลาต่อมา

รากฐานคณะสงฆ์อนัมนิกายและวัดสมณานัมบริหาร

การเข้าใจประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาไทยในมิตินี้ต้องเข้าใจก่อนว่า “คณะสงฆ์อนัมนิกาย” หรือที่คนไทยคุ้นเคยในชื่อ “พระญวน” มีจุดเริ่มต้นชัดเจนตั้งแต่สมัยสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี เมื่อเกิดกบฏเต็ยเซิน (Tây Sơn) ในเมืองเว้ ทำให้กลุ่มชาวญวนนำโดยองเชียงซุนอพยพเข้าพึ่งพระบรมโพธิสมภารในปี พ.ศ. 2319 พร้อมพระสงฆ์มหายานที่ติดตามมา จนเกิดวัดญวนแห่งแรกอย่างวัดมงคลสมาคมและวัดทิพยวารีวิหาร ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 3 หลังศึกญวน ได้มีการจัดสรรที่อยู่ให้ชาวญวนบริเวณริมคลองผดุงกรุงเกษม ย่านสะพานขาว และสร้าง “วัดเกี๋ยงเพื้อกตื่อ” ซึ่งต่อมาคือวัดสมณานัมบริหาร กระทั่งปี พ.ศ. 2449 รัชกาลที่ 5 พระราชทานนามใหม่ว่า “วัดสมณานัมบริหาร” และในปี พ.ศ. 2496 และ 2511 รัชกาลที่ 9 ยังเสด็จมาเยี่ยมเยียนวัดนี้เป็นการส่วนพระองค์ สะท้อนความผูกพันระหว่างราชสำนักไทยกับพุทธศาสนิกชนไทยเชื้อสายเวียดนามมาตลอด

จุดที่ผมชอบเล่าให้ลูกหลานฟังเสมอคือ พระสงฆ์อนัมนิกายถือศีล 250 ข้อตามคติธรรมคุปตกวินัย มากกว่าเถรวาทที่ถือ 227 ข้อ สวมเสื้อกางเกงครองจีวรแบบมหายาน และมีธรรมเนียม “ไม่โกนคิ้ว” ซึ่งต่างจากภาพพระไทยที่คนทั่วไปคุ้นตา การสวดมนต์ยังคงใช้ภาษาเวียดนามโบราณผ่านเครื่องประกอบจังหวะอย่างโด๋วนา โด๋วหมัก และโด๋วไก๊ รายละเอียดเล็ก ๆ เหล่านี้แหละที่ทำให้วัดญวนในประเทศไทยมีเสน่ห์ทางวัฒนธรรมที่ไม่เหมือนใคร และเป็นเบ้าหลอมสำคัญของหลวงปู่อู๋ตั้งแต่ยังเยาว์วัย ผู้อ่านที่สนใจแก่นคำสอนฝ่ายมหายานสามารถอ่าน ปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตรฉบับมหายาน ประกอบได้

กระบวนการอุปสมบทของหลวงปู่อู๋และการสืบสายธรรม

กระบวนการอุปสมบทของหลวงปู่อู๋เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2491 ณ พัทธสีมาวัดถาวรวราราม (คั้นถ่อตื่อ) จังหวัดกาญจนบุรี วัดเก่าแก่ที่สร้างโดยชาวญวนอพยพในสมัยรัชกาลที่ 3 คณะพระอุปัชฌายาจารย์ในครั้งนั้นประกอบด้วยองอนนตสรภัญ (พ็องเดี้ยว) เป็นพระอุปัชฌาย์ องพจนสุนทร (บ๋าวเอิง) เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และองสุตบทบวร (ย๊ากเหมิง) เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ท่านได้รับฉายาว่า “ติ่นเรียน” (Tỉnh Liên)

ประเด็นที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือการที่ท่านมี “หลวงพ่อบ๋าวเอิง” เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระเถระผู้เชี่ยวชาญวิปัสสนากรรมฐาน พลังจิตอภิญญา และเป็นผู้ริเริ่มปั้นรูปเคารพองค์บรมครูแพทย์ชีวกโกมารภัจจ์เป็นแห่งแรก ๆ ในโลก จากนิมิตอภิญญาที่อัญเชิญดวงวิญญาณมาปรากฏที่นิ้วหัวแม่มือเพื่อเป็นแบบในการปั้น การได้รับการถ่ายทอดจากท่านโดยตรงหล่อหลอมให้หลวงปู่อู๋มีความเมตตาสูง จริยวัตรสมถะ และแตกฉานในพิธีกรรมมหายาน ซึ่งเป็นเหตุผลที่ผมเข้าใจได้ทันทีว่า ทำไมทุกครั้งที่เข้าไปวัดญวนสะพานขาวจึงรู้สึกถึงพลังศรัทธาที่แตกต่างจากวัดทั่วไป

เส้นทางบริหารกิจการคณะสงฆ์: จากภูมิภาคสู่ศูนย์กลาง

ความโดดเด่นของหลวงปู่อู๋ไม่ได้อยู่แค่การปฏิบัติธรรรมเท่านั้น แต่ท่านยังมีวิสัยทัศน์และศิลปะในการบริหารจัดการที่หาตัวจับได้ยาก จนเป็นที่ไว้วางใจจากคณะผู้ปกครองสงฆ์ให้ดำรงตำแหน่งสำคัญในหลายภูมิภาคทั่วประเทศ เริ่มจากปี พ.ศ. 2501 ที่ท่านได้รับหน้าที่ผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดอุภัยราชบำรุง (คั้นเยิงตื่อ) ตลาดน้อย ก่อนขยับไปเป็นเจ้าอาวาสวัดถาวรวรารามหาดใหญ่ในปี พ.ศ. 2518 พร้อมกับดำรงตำแหน่งรองปลัดขวาอนัมนิกาย ปี พ.ศ. 2528 ท่านก้าวขึ้นเป็นเจ้าอาวาสวัดสมณานัมบริหาร อันเป็นฐานที่มั่นหลักไปจนถึงวาระสุดท้าย ระหว่างนั้นท่านยังต้องดูแลวัดเขตร์นาบุญญารามที่จันทบุรี และวัดถ้ำเขาน้อยที่ท่าม่วง กาญจนบุรี ก่อนไต่เต้าสู่ตำแหน่งปลัดซ้าย ปลัดขวา ผู้ช่วยเจ้าคณะใหญ่ฝ่ายซ้าย และรองเจ้าคณะใหญ่อนัมนิกายในปี พ.ศ. 2562 กระทั่งเมื่อเจ้าคณะใหญ่รูปก่อนมรณภาพ ท่านได้รับมอบหมายให้รักษาการในปี พ.ศ. 2565 ก่อนได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะใหญ่อนัมนิกายแห่งประเทศไทยรูปที่ 13 อย่างเป็นทางการในปีเดียวกัน ผมมองว่าเส้นทางที่ครอบคลุมทั้งภาคกลาง ภาคใต้ ภาคตะวันออก และภาคตะวันตกเช่นนี้ คือเหตุใดหลวงปู่อู๋ถึงมีชื่อเสียงและได้รับความเคารพอย่างกว้างขวาง เพราะท่านไม่ได้บริหารจากบนลงล่างเพียงลำพัง แต่เข้าใจปัญหาของแต่ละชุมชนอย่างแท้จริงจากประสบการณ์ตรง

วัดสมณานัมบริหาร (วัดญวนสะพานขาว): ฐานที่มั่นและศูนย์รวมจิตวิญญาณ

ความสำคัญของวัดสมณานัมบริหารในฐานะอนุสรณ์สถานทางประวัติศาสตร์ปรากฏชัดตั้งแต่การก่อตั้งในสมัยรัชกาลที่ 3 กระทั่งได้รับพระราชทานนามใหม่จากรัชกาลที่ 5 ในปี พ.ศ. 2449 และยังได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากรัชกาลที่ 9 ที่เสด็จมาเยี่ยมเยียนเป็นการส่วนพระองค์ถึงสองครั้งในปี พ.ศ. 2496 และ พ.ศ. 2511 ภายใต้การนำของหลวงปู่อู๋นับแต่ปี พ.ศ. 2528 วัดแห่งนี้ได้รับการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด ทั้งด้านสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานศิลปะญวนและจีนอย่างวิจิตร และการประดิษฐานสิ่งศักดิ์สิทธิ์สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นพระกษิติครรภ์โพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์กวนอิม องค์บรมครูแพทย์ชีวกโกมารภัจจ์ที่หลวงพ่อบ๋าวเอิงอัญเชิญนิมิตมาปั้น รวมถึงท้าวมหาพรหมสหัมปติและวิหารบรรจุอัฐิธาตุหลวงพ่อบ๋าวเอิง ซึ่งเป็นที่พึ่งพิงจิตใจของผู้คนไม่จำกัดเชื้อสาย ผมเชื่อว่านี่คือความสำคัญของวัดสมณานัมบริหารที่ทำให้กระทรวงศึกษาธิการโดยกรมการศาสนาคัดเลือกให้เป็น “วัดพัฒนาตัวอย่าง” อันสะท้อนวิสัยทัศน์การเปิดกว้างให้ศาสนสถานกลายเป็นพื้นที่ผสมผสานความเชื่อของทุกกลุ่มชนอย่างแท้จริง และเป็นภาพแทนของวัดญวนในประเทศไทยที่ยังคงมีชีวิตชีวาจนถึงปัจจุบัน

วิสัยทัศน์ด้านการศึกษาและคุณูปการของหลวงปู่อู๋

หากถามถึงคุณูปการของหลวงปู่อู๋ที่ยั่งยืนที่สุด ผมคิดว่าคือการวางรากฐานด้านการศึกษาเพื่อสร้างศาสนทายาทให้แก่คณะสงฆ์อนัมนิกาย ซึ่งเป็นคณะสงฆ์กลุ่มน้อยที่เผชิญกับความท้าทายเรื่องการขาดแคลนศาสนทายาทและการปรับตัวให้ทันยุคสมัยมาโดยตลอด ท่านมองเห็นตั้งแต่เนิ่น ๆ ว่าหากคณะสงฆ์อนัมนิกายจะดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคง จำเป็นต้องมีระบบการศึกษาที่เข้มแข็งรองรับพระภิกษุสามเณรรุ่นใหม่ ไม่ใช่พึ่งพาแต่การสืบทอดแบบปากต่อปากดังในอดีต ท่านจึงผลักดันให้เกิดโรงเรียนพระปริยัติธรรมกลุ่มที่ 14 ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการอบรมพระธรรมวินัยอย่างเป็นระบบให้แก่ภิกษุสามเณรฝ่ายอนัมนิกายทั่วประเทศ และในปี พ.ศ. 2548 ท่านยังรับหน้าที่เป็นประธานที่ปรึกษาและอุปถัมภ์มหาปัญญาวิทยาลัย วิทยาลัยสมทบมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ที่จังหวัดสงขลา ซึ่งเปิดสอนหลักสูตรเป็นภาษาอังกฤษ เพื่อเตรียมพระสงฆ์รุ่นใหม่ให้สามารถเผยแผ่พระพุทธศาสนาในเวทีนานาชาติได้ ผมมองว่าวิสัยทัศน์เช่นนี้ล้ำหน้ากว่ายุคสมัยของท่านมาก เพราะการเชื่อมโยงพระธรรมคำสอนแบบมหายานเข้ากับภาษาสากล คือกุญแจสำคัญที่ทำให้ศาสนาไม่ถูกจำกัดอยู่แค่ในวงแคบของชุมชนชาวไทยเชื้อสายเวียดนามเท่านั้น อีกทั้งในปี พ.ศ. 2550 ท่านยังได้รับแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌายะอนัมนิกาย มีอำนาจหน้าที่บรรพชาอุปสมบทกุลบุตรทั่วประเทศ ทำให้ท่านได้บ่มเพาะศาสนทายาทด้วยมือของท่านเองนับพันรูปตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา

เรื่องราวของสถาบันการศึกษาที่เกิดจากแรงศรัทธาของชุมชนไทย-จีนในลักษณะเดียวกัน ผู้อ่านสามารถอ่านเพิ่มเติมได้จาก เรื่องหลื่อซิงแซ ผู้สร้างโรงเรียนประเสริฐธรรมวิทยา บรรทัดทอง

เหตุการณ์การมรณภาพของหลวงปู่อู๋และการน้อมส่งสรีระสังขาร

เหตุการณ์การมรณภาพของหลวงปู่อู๋เกิดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 เวลา 15.05 น. ณ โรงพยาบาลมะการักษ์ อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่บ้านเกิดของท่านเอง ราวกับวัฏจักรชีวิตที่หมุนกลับมาบรรจบ ณ จุดเริ่มต้น ท่านมรณภาพด้วยสิริอายุ 99 ปี หรือ 100 ปีตามคติการนับอายุแบบจีนที่นับรวมช่วงเวลาในครรภ์มารดาด้วย และครองสมณเพศยาวนานถึง 79 พรรษา

ผู้เขียนกราบสักการะหน้าโกศเกียรติยศพระราชทานของหลวงปู่อู๋ที่วัดญวนสะพานขาว
โกศโถเครื่องเกียรติยศพระราชทานตั้งอยู่กลางปะรำพิธี ณ วัดสมณานัมบริหาร วันที่ผู้เขียนเดินทางไปกราบสักการะ

หลังการมรณภาพ คณะศิษยานุศิษย์และคณะสงฆ์อนัมนิกายได้ร่วมกันจัดพิธีเคลื่อนสรีระสังขารกลับสู่วัดสมณานัมบริหาร วัดญวนสะพานขาว อันเป็นฐานที่มั่นหลักที่ท่านปกครองมายาวนานกว่า 40 ปี เพื่อให้ศิษยานุศิษย์และพุทธศาสนิกชนได้กราบสักการะเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะมีการประกอบพิธีทางศาสนาตามธรรมเนียมมหายานอย่างสมเกียรติ

สมาชิกครอบครัวกราบสักการะหน้ารูปหลวงปู่อู๋ในจีวรมหายานสีแดงทองภายในปะรำพิธี
รูปหลวงปู่อู๋ในจีวรมหายานสีแดงทองภายในปะรำพิธี จุดที่ศิษยานุศิษย์และครอบครัวเข้ากราบสักการะ

วันที่ผมเดินทางไปกราบสักการะสรีรสังขารของท่านเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2569 นั้น ผมเห็นผู้คนหลากหลายเชื้อสายทั้งไทย จีน และเวียดนาม เดินทางมาร่วมไว้อาลัยไม่ขาดสาย เป็นภาพที่ตอกย้ำให้เห็นว่าปฏิปทาของหลวงปู่อู๋ได้แผ่ไพศาลเกินกว่าขอบเขตของนิกายใดนิกายหนึ่งไปแล้วอย่างแท้จริง

ความผูกพันของครอบครัวศุภพิทักษ์พงษ์กับสายธรรมอนัมนิกาย

ในฐานะผู้เขียนบทความนี้ ผมขออนุญาตเล่าถึงความผูกพันส่วนตัวที่ครอบครัวศุภพิทักษ์พงษ์มีต่อหลวงปู่อู๋และสายธรรมอนัมนิกาย ย้อนกลับไปในช่วงมหาอุทกภัยปี พ.ศ. 2554 ผมมีโอกาสอุปสมบทเป็นพระสงฆ์ และลูกชายอีก 3 คนได้บรรพชาเป็นสามเณร ณ วัดกุศลสมาคร ซึ่งเป็นวัดฝ่ายมหายานสังกัดคณะสงฆ์อนัมนิกายแห่งประเทศไทยเช่นกัน โดยมีพระเดชพระคุณพระมหาคณานัมธรรมปัญญาธิวัตร (เจริญ กิ๊นเจี๊ยวมหาเถร) อดีตเจ้าคณะใหญ่อนัมนิกายและอดีตเจ้าอาวาสวัดกุศลสมาคร เป็นพระอุปัชฌาย์ ครั้งนั้นเป็นครั้งแรกที่ผมได้พบหลวงปู่อู๋ ซึ่งท่านมาร่วมในพิธีบรรพชาอุปสมบทครั้งนั้นด้วย นับแต่นั้นผมได้ทำบุญกับวัดในสายอนัมนิกายมาอย่างต่อเนื่อง และมีโอกาสได้พบท่านอีกหลายครั้ง

พิธีอุปสมบทฝ่ายอนัมนิกายภายในอุโบสถแบบมหายานที่วัดญวนสะพานขาว
พิธีอุปสมบทฝ่ายอนัมนิกายภายในอุโบสถ ซึ่งคณะสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ตามธรรมเนียมมหายาน

จุดที่ผมประทับใจที่สุดคือช่วงเดือนธันวาคม พ.ศ. 2565 เมื่อลูกชายคนเล็กของผม แพทย์จีน Rain ธนะโรจน์ ศุภพิทักษ์พงษ์ ได้เข้าพิธีอุปสมบทเป็นพระสงฆ์อนัมนิกาย ณ วัดญวนสะพานขาวแห่งนี้เอง

ผู้เข้าอุปสมบทฝ่ายอนัมนิกายพนมมือรับศีลต่อหน้าคณะสงฆ์มหายาน
ช่วงหนึ่งของพิธีอุปสมบท ผู้เข้าอุปสมบทพนมมือรับศีลต่อหน้าคณะสงฆ์อนัมนิกาย

โดยได้รับความอนุเคราะห์ช่วยเหลืออย่างดียิ่งจากพระอาจารย์องต๊ะ กุศลปัญโญ หรือองสังฆรักษ์จักรพันธ์ เถี่ยนเห่ว พระผู้มีชื่อเสียงและเป็นที่เคารพศรัทธาอย่างมากในยุคปัจจุบันของวัดญวนสะพานขาว ท่านดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเจ้าอาวาสและเจ้าหน้าที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ของวัด ได้รับการอบรมสั่งสอนและศึกษาธรรมมาจากหลวงปู่อู๋ตั้งแต่ยังเยาว์วัย รวมถึงสืบทอดปฏิปทาและแนวทางการแผ่เมตตาจิตช่วยเหลือคนจากสายของหลวงพ่อบ๋าวเอิง อดีตปรมาจารย์ชื่อดังของวัดญวนสะพานขาว องค์ต๊ะท่านได้เมตตาช่วยดูแลและเป็นธุระให้ได้กราบขอโอกาสให้ลูกชายได้บวช ซึ่งเป็นความทรงจำอันงดงามของครอบครัวศุภพิทักษ์พงษ์ทุกคนจนถึงปัจจุบัน

พระอาจารย์องต๊ะ กุศลปัญโญ ดูแลผู้เข้าอุปสมบทระหว่างพิธีที่วัดญวนสะพานขาว
พระอาจารย์องต๊ะ กุศลปัญโญ (องสังฆรักษ์จักรพันธ์ เถี่ยนเห่ว) ดูแลผู้เข้าอุปสมบทตลอดพิธีด้วยความเมตตา

ครั้งหลังสุดที่ผมได้พบกับหลวงปู่อู๋ คือวันที่ผมได้รับหน้าที่เป็นคณะกรรมการฝ่ายฆราวาสวัดกุศลสมาคร และได้รับมอบใบแต่งตั้งจากหลวงปู่อู๋ ซึ่งขณะนั้นท่านยังคงแข็งแรงและเมตตาให้ธรรมพร้อมคำอวยพรแก่เหล่าลูกศิษย์ทั้งพระและฆราวาสอย่างอบอุ่น สิ่งที่ผมและครอบครัวจดจำไม่มีวันลืมคือความประหลาดใจในสุขภาพของท่าน โดยเฉพาะเมื่อได้สนทนากับท่าน หลายคนแทบไม่เชื่อว่ากำลังคุยอยู่กับพระอายุเกือบร้อยปี เพราะไหวพริบและการสื่อสารของท่านคมกริบราวกับคนหนุ่มวัย 50-60 ปี ตอนที่ลูกชายผมขอบวชนั้น ท่านมีอายุ 95 ปี แต่ยังสนทนากับพวกเราได้อย่างยาวนานและมีชีวิตชีวา และแม้กระทั่งปีก่อนหน้าที่จะมรณภาพ ขณะท่านมีอายุ 98 ปี ท่านก็ยังคงให้โอวาทและให้พรแก่ผู้มากราบไหว้ได้อย่างแข็งแรง นี่คือสิ่งที่สะท้อนถึงบารมีของครูบาอาจารย์ผู้บำเพ็ญกุศลผลบุญและประโยชน์สาธารณะจนเป็นที่ประจักษ์ และเป็นพ่อแม่ครูบาอาจารย์ที่ครอบครัวศุภพิทักษ์พงษ์จะระลึกถึงตลอดไป

คำถามที่พบบ่อย

หลวงปู่อู๋คือใคร และมีความสำคัญอย่างไรต่อพระพุทธศาสนาไทย

หลวงปู่อู๋ หรือ พระมหาคณานัมธรรมวชิรานุวัตร คือเจ้าคณะใหญ่อนัมนิกายแห่งประเทศไทย รูปที่ 13 ผู้เป็นประมุขสูงสุดของคณะสงฆ์ฝ่ายมหายานสายเวียดนามในประเทศไทย ท่านมีบทบาทสำคัญทั้งด้านการปกครองคณะสงฆ์ การศึกษา และการเป็นศูนย์รวมศรัทธาของพุทธศาสนิกชนไทยเชื้อสายเวียดนามมาอย่างยาวนาน

เหตุใดหลวงปู่อู๋ถึงมีชื่อเสียงและได้รับความเคารพอย่างกว้างขวาง

เหตุผลหลักมาจากปฏิปทาที่งดงาม ความเมตตาที่แผ่ไพศาลไม่จำกัดเชื้อชาติ วิสัยทัศน์ด้านการศึกษาที่ล้ำยุค ทั้งการผลักดันโรงเรียนพระปริยัติธรรมกลุ่มที่ 14 และมหาปัญญาวิทยาลัยที่สอนเป็นภาษาอังกฤษ รวมถึงประสบการณ์บริหารที่ครอบคลุมทุกภูมิภาคของประเทศตลอดหลายทศวรรษ

กระบวนการอุปสมบทของหลวงปู่อู๋มีความพิเศษอย่างไร

ท่านอุปสมบทเมื่อปี พ.ศ. 2491 ณ วัดถาวรวราราม จังหวัดกาญจนบุรี โดยมีหลวงพ่อบ๋าวเอิง ปรมาจารย์ผู้เชี่ยวชาญวิปัสสนากรรมฐานและศาสตร์เร้นลับ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ การได้รับการถ่ายทอดสายวิชาจากท่านโดยตรงคือรากฐานสำคัญของปฏิปทาหลวงปู่อู๋ในเวลาต่อมา

ความสำคัญของวัดสมณานัมบริหารคืออะไร

วัดสมณานัมบริหารหรือวัดญวนสะพานขาวคือฐานที่มั่นหลักที่หลวงปู่อู๋ปกครองมากว่า 40 ปี เป็นวัดที่ได้รับพระราชทานนามจากรัชกาลที่ 5 และเคยรับเสด็จรัชกาลที่ 9 เป็นการส่วนพระองค์ ปัจจุบันเป็นศูนย์รวมศรัทธาของวัดญวนในประเทศไทยที่เปิดกว้างให้ทุกเชื้อสายเข้ามากราบไหว้

เหตุการณ์การมรณภาพของหลวงปู่อู๋เกิดขึ้นเมื่อใด

ท่านมรณภาพเมื่อวันเสาร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 เวลา 15.05 น. ณ โรงพยาบาลมะการักษ์ อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี สิริอายุ 99 ปี ครองสมณเพศ 79 พรรษา

บทสรุป

เมื่อผมย้อนคิดถึงวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2569 ที่ได้ยืนกราบสรีรสังขารหลวงปู่อู๋ ณ วัดสมณานัมบริหาร ผมยิ่งตระหนักชัดว่าชีวิตของพระมหาเถระรูปนี้คือบทเรียนอันล้ำค่าเกี่ยวกับความเพียร ความเมตตา และวิสัยทัศน์อันกว้างไกล จากเด็กชายณรงค์ ล้อไพบูลย์ แห่งท่ามะกา สู่เจ้าคณะใหญ่อนัมนิกายรูปที่ 13 ผู้บ่มเพาะศาสนทายาทนับพันรูป และวางรากฐานการศึกษาให้คณะสงฆ์อนัมนิกายยืนหยัดในโลกยุคใหม่ได้อย่างมั่นคง ปฏิปทาของท่านไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในรั้ววัดญวนสะพานขาว หากแต่แผ่ไพศาลไปสู่ครอบครัวเล็กๆ อย่างครอบครัวศุภพิทักษ์พงษ์ของผม

ตั้งแต่วันที่ผมและลูกชายทั้งสามได้บรรพชาอุปสมบทในปี พ.ศ. 2554 จนถึงวันที่แพทย์จีน Rain ธนะโรจน์ ศุภพิทักษ์พงษ์ ได้เข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ ณ วัดญวนสะพานขาวในปี พ.ศ. 2565 โดยมีพระอาจารย์องต๊ะ กุศลปัญโญ เป็นผู้เมตตาดูแลเป็นธุระให้ทุกขั้นตอน ความผูกพันเหล่านี้ล้วนเป็นเครื่องยืนยันว่าบารมีของหลวงปู่อู๋มิได้จำกัดอยู่เพียงในแวดวงศาสนพิธี แต่แผ่ซ่านไปถึงจิตใจของผู้คนธรรมดาที่โชคดีได้มีโอกาสเข้าใกล้ธรรมของท่าน แม้กาลเวลาจะพาให้ร่างกายท่านอ่อนล้าลงตามวัย แต่ไหวพริบและความเมตตาที่ท่านมอบให้ศิษยานุศิษย์ทุกคนกลับไม่เคยจางหาย จนวินาทีสุดท้ายที่ท่านละสังขารอย่างสงบ ณ อำเภอท่ามะกา บ้านเกิดของท่านเอง

ในฐานะผู้บันทึกเรื่องราวทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ครอบครัว ผมเชื่อว่าคุณค่าที่แท้จริงของหลวงปู่อู๋มิใช่เพียงตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่อนัมนิกาย หรือจำนวนพรรษาที่ท่านครอง หากแต่คือแบบอย่างของผู้ที่ใช้ชีวิตอย่างมีสติ เมตตา และไม่หยุดสร้างประโยชน์ให้ผู้อื่นจนวาระสุดท้าย ขอให้บทความนี้เป็นเสมือนการจารึกความทรงจำเล็กๆ จากครอบครัวศุภพิทักษ์พงษ์ เพื่อสืบทอดปฏิปทาของท่านให้คนรุ่นหลังได้รับรู้ต่อไป และขอกราบอาราธนาบารมีพระอมิตาภพุทธเจ้า โปรดนำพาดวงจิตของหลวงปู่อู๋สู่แดนสุขาวดีอันเป็นบรมสุขนิรันดร์ สาธุ

แหล่งข้อมูลและอ่านเพิ่มเติม

ผู้เขียนและความน่าเชื่อถือ (E-E-A-T)

เขียนโดย MingPaPa

MingPaPa | ธนินพงษ์ ศุภพิทักษ์พงษ์ ผู้ถ่ายทอดเรื่องวัฒนธรรมจีน คติความเชื่อ ประวัติศาสตร์ครอบครัว และการตีความร่วมสมัยอย่างระมัดระวัง

บทความนี้เรียบเรียงจากประสบการณ์ตรงของผู้เขียนและครอบครัวที่ผูกพันกับคณะสงฆ์อนัมนิกายตั้งแต่ปี พ.ศ. 2554 ประกอบกับข้อมูลสาธารณะที่อ้างอิงไว้ในหัวข้อแหล่งข้อมูล หากมีข้อมูลคลาดเคลื่อนหรือต้องการเพิ่มเติมรายละเอียด สามารถติดต่อครอบครัวศุภพิทักษ์พงษ์เพื่อแจ้งแก้ไขได้เสมอ อ่านบทความอื่นในหมวดประวัติศาสตร์และความเชื่อได้ที่หน้ารวมบทความ