โรงเรียนประเสริฐธรรมวิทยา ตั้งอยู่บนถนนบรรทัดทอง แขวงรองเมือง เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร ก่อตั้งอย่างเป็นทางการใน พ.ศ. 2506 โดยคุณบุญศิริ โอฬาริกศิริ หรือ “หลื่อซิงแซ” ร่วมกับคุณอินแสง ศักรนันท์ บทความนี้รวบรวมทั้งประวัติโรงเรียนและความทรงจำโดยตรงจากศิษย์เก่า
ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับโรงเรียนประเสริฐธรรมวิทยา
- ชื่อ
- โรงเรียนประเสริฐธรรมวิทยา
- ที่ตั้ง
- ถนนบรรทัดทอง แขวงรองเมือง เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร
- ปีที่ก่อตั้ง
- พ.ศ. 2506
- ผู้ก่อตั้ง
- คุณบุญศิริ โอฬาริกศิริ หรือ “หลื่อซิงแซ”
- ผู้ร่วมดำเนินการจัดตั้ง
- คุณอินแสง ศักรนันท์
- ชื่อที่ปรากฏบนป้ายภาษาจีน
- 培英学校旧址
- ระดับที่เปิดสอน
- เตรียมอนุบาลถึงประถมศึกษาปีที่ 6
เช้าวันที่ 28 กรกฎาคม 2569 ผมขับรถไปรับลูกสาว น้องมิเชล พิมนภัทร์ ศุภพิทักษ์พงษ์ ที่วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า แล้วชวนภรรยาแวะกินข้าวเช้าแถวถนนบรรทัดทอง ย่านที่ผมเคยอยู่อาศัยตอนเด็ก เดินเล่นไปเรื่อย ๆ ท่ามกลางกลิ่นสตรีทฟู้ดที่ดังไปทั่วโลก จนสายตาไปสะดุดกับป้ายโรงเรียนเก่าของผม ผมยืนนิ่งอยู่หน้าอาคารนั้นนานพอสมควร ความทรงจำวัยอนุบาลไหลกลับมาทั้งหมด และนั่นคือจุดเริ่มต้นของบทความนี้ที่ผมอยากเขียนถึง "หลื่อซิงแซ" ผู้สร้างโรงเรียนประเสริฐธรรมวิทยา และบทเรียนความกตัญญูและความเป็นครูที่ควรค่าแก่การให้ความเคารพและคุณธรรมด้านความกตัญญูที่ติดตัวผมมาจนถึงวันนี้
คำตอบสั้น ๆ: โรงเรียนประเสริฐธรรมวิทยา ถนนบรรทัดทอง แขวงรองเมือง เขตปทุมวัน ก่อตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2506 โดยคุณบุญศิริ โอฬาริกศิริ ผู้ซึ่งศิษย์เก่ารุ่นแล้วรุ่นเล่าเรียกด้วยความรักและเคารพว่า "หลื่อซิงแซ" (สำเนียงแต้จิ๋ว) ร่วมกับคุณอินแสง ศักรนันท์ ในฐานะผู้รับใบอนุญาตจัดตั้ง โรงเรียนแห่งนี้เปิดสอนตั้งแต่ระดับเตรียมอนุบาลจนถึงประถมศึกษาปีที่ 6 มีจุดเด่นคือปรัชญาการสอนที่ผสมผสานคุณธรรม ความกตัญญู วิชาการเข้มข้น และการสอนภาษาอังกฤษ จีนกลาง จีนแต้จิ๋ว ควบคู่กับหลักสูตรวิชาการที่เข้มข้น โดยเฉพาะการปูพื้นฐานภาษาไทยตั้งแต่วัยอนุบาล ซึ่งเป็นจุดแข็งที่ผู้ปกครองรุ่นพ่อแม่ผมยกให้เป็นเหตุผลอันดับหนึ่งในการส่งลูกหลานมาเรียนที่นี่
ข้อมูลสถานที่และบริบทประกอบสามารถตรวจเทียบได้จาก รายการข้อมูลโรงเรียนประเสริฐธรรมวิทยา, ข้อมูลที่อยู่โรงเรียนบนถนนบรรทัดทอง และ งานศึกษาเรื่องโรงเรียนจีนในประเทศไทย ส่วนเรื่องราวในบทความนี้เป็นความทรงจำและประสบการณ์ตรงของผู้เขียน
สำหรับบริบทของครอบครัว ผู้อ่านสามารถรู้จัก ธนินพงษ์ ศุภพิทักษ์พงษ์ ผู้เขียนบทความ และอ่าน เรื่องราวมรดก ความเชื่อ และประสบการณ์อื่น ๆ ต่อได้จากเว็บไซต์เดียวกัน
ป้าย 培英学校旧址 ที่ยังแขวนอยู่ในความทรงจำ
ป้ายโรงเรียนที่ผมแวะไปถ่ายรูปมีป้ายอักษรจีนตัวเล็ก ๆ เขียนคำว่า 培英学校旧址 (เผยอิงเสวี่ยเซี่ยวจิ้วจื่อ) — สถานที่เดิมของโรงเรียนเผยอิง แขวนคู่กับชื่อไทย "ประเสริฐธรรมวิทยา" คำว่า "培英" แปลว่า "บ่มเพาะผู้มีความสามารถหรือสร้างคนเก่ง" สะท้อนปณิธานของหลื่อซิงแซที่ต้องการปลูกฝังทั้งความรู้และคุณธรรมไปพร้อมกัน ไม่ใช่แค่สอนให้ท่องจำตัวอักษรจีนเพื่อสอบผ่าน แต่ต้องการให้เด็กทุกคนที่เดินออกจากรั้วโรงเรียนแห่งนี้เป็น "คนเก่งที่มีคุณธรรม" ควบคู่กันไป ป้ายเล็ก ๆ นั้นจึงไม่ใช่เพียงเครื่องประดับหน้าอาคาร แต่เป็นคำมั่นสัญญาที่ท่านฝากไว้กับทุกรุ่นที่ผ่านมา
การที่โรงเรียนเลือก สอนแต้จิ๋ว ควบคู่กับ สอนภาษาจีน กลาง ในยุคที่ภาษาจีนกลาง ในยุคที่โรงเรียนสองภาษาสามภาษายังไม่ค่อยมี เป็นการตัดสินใจที่มองการณ์ไกลมาก เพราะสำเนียงแต้จิ๋วคือรากเหง้าของคนจีนย่านตลาดน้อย เยาวราช และบรรทัดทองในยุคนั้น หากไม่มีการสอนสำเนียงนี้ไว้ อาจสูญหายไปพร้อมกับรุ่นอากงอาม่า ผมเองแม้จะเรียนแบบ "คาบเส้น" ด้วยความไม่ตั้งใจเล่าเรียนตามที่เล่าไปแล้ว แต่ก็พอเข้าใจบางคำ บางประโยค และพอเขียนภาษาจีนได้จนถึงวันนี้ ซึ่งกลายเป็นสิ่งมีค่าเวลาในชีวิตแม้จะอายุมาก ยิ่งมีประโยชน์อย่างประเมินค่าไม่ได้
ดีใจกับน้อง ๆ รุ่นใหม่กับคลาสไทเก็กเช้าวันศุกร์: บทเรียนที่ไม่มีในตำรา
พูดถึงเรื่องการพัฒนาสุขภาวะนักเรียน ผมได้ข่าวว่าตอนนี้ที่โรงเรียนมีกิจกรรมไทเก็กที่โรงเรียนจัดขึ้นทุกเช้าวันศุกร์เป็นอะไรที่ล้ำหน้ากว่ายุคของมันมาก ในยุคผมยังไม่มีการฝึกแบบนี้ แต่ที่โรงเรียนประเสริฐธรรมวิทยาวิสัยทัศน์ไกล โดยโรงเรียนอื่นเน้นแต่วิชาการหรือกีฬาแบบสากล ประเสริฐธรรมวิทยากลับเลือกนำศาสตร์การเคลื่อนไหวแบบจีนโบราณมาสอนเด็กประถม ให้สืบทอวัฒนธรรมจีนที่โรงเรียนอยากอนุรักษ์ไว้ แต่เพราะไทเก็กช่วยฝึกการหายใจ การทรงตัว และที่สำคัญที่สุดคือการฝึกสมาธิให้เด็กตัวเล็ก ๆ รู้จักนิ่งและจดจ่อ ซึ่งเป็นทักษะที่ผมมองว่าสำคัญไม่น้อยไปกว่าวิชาคณิตศาสตร์หรือภาษาไทยเลย
ความสำคัญของการเรียนไทเก็กสำหรับเด็กในมุมมองของผมคือ มันสอนให้เด็กรู้จักควบคุมร่างกายและจิตใจไปพร้อมกัน ต่างจากกีฬาแข่งขันทั่วไปที่มักเน้นความเร็วหรือความแข็งแรง ไทเก็กสอนให้ช้าลง สอนให้ฟังเสียงลมหายใจของตัวเอง ซึ่งพอผมโตขึ้นมาเผชิญความเครียดในชีวิตการทำงาน ผมพบว่าพื้นฐานที่ได้จากการฝึกไทเก็กตอนเด็กช่วยให้ผมรับมือกับความกดดันได้ดีกว่าคนรอบข้างหลายคนอย่างไม่น่าเชื่อ
ระบบการศึกษาส่วนตัวสมัยก่อนกับปัจจุบัน: อะไรที่ยังคงอยู่ อะไรที่เปลี่ยนไป
หากจะพูดถึงระบบการศึกษาส่วนตัวในประเทศไทยยุคที่ผมเรียน กับยุคที่ลูก ๆ ของผมที่มี 4 คน ความแตกต่างมีมากมายจนน่าตกใจ สมัยผมเรียนที่ประเสริฐธรรมวิทยา โรงเรียนใช้ระบบปิดเข้มงวด ครูรู้จักเด็กทุกคนเป็นการส่วนตัวเหมือนเป็นครอบครัวขยาย มีระบบนักเรียนประจำสำหรับเด็กที่พ่อแม่ต้องค้าขายทั้งวันในสังคมอดีตที่ทำงานอย่างหนัก โรงเรียนเป็นสถานศึกษาที่ผูกพันกับชุมชนอย่างแท้จริง แต่ในปัจจุบันการศึกษาเอกชนมักเน้นสิ่งอำนวยความสะดวกทันสมัย ห้องเรียนปรับอากาศ อุปกรณ์ดิจิทัล และหลักสูตรนานาชาติ ซึ่งแม้จะมีข้อดีมากมาย แต่ผมกลับรู้สึกว่าความผูกพันแบบครอบครัวแบบเดิมเริ่มจางหายไปทีละน้อย เด็กสมัยนี้อาจไม่รู้จักคำว่า "ครูรู้จักผู้ปกครองเป็นการส่วนตัวถึงระดับที่จำได้ว่าใครเป็นใคร คุยในฐานะคนจีนด้วยกัน คนกากี่นั้ง คนกันเอง" เพราะจำนวนนักเรียนต่อห้องในโรงเรียนเอกชนสมัยใหม่มักมากเกินกว่าที่ครูคนเดียวจะดูแลได้อย่างใกล้ชิดแบบที่หลื่อซิงแซเคยทำ ผมไม่ได้จะบอกว่าระบบเก่าดีกว่าระบบใหม่เสียทุกด้าน เพราะสิ่งอำนวยความสะดวกและมาตรฐานความปลอดภัยในปัจจุบันดีขึ้นมาก แต่สิ่งที่ผมอยากชี้ให้เห็นคือ "การศึกษาปฐมวัย" ที่ดีที่สุดไม่ได้วัดกันที่อุปกรณ์ทันสมัยเพียงอย่างเดียว แต่วัดกันที่ความสัมพันธ์ระหว่างครูกับศิษย์ ซึ่งเป็นรากฐานทางอารมณ์ที่เด็กจะนำติดตัวไปตลอดชีวิต
จากความทรงจำเก่าๆ ถึงสตรีทฟู้ดระดับโลก: เมื่อย่านบรรทัดทองเปลี่ยนไปไม่เหลือเงา
ตอนที่ผมยืนถ่ายรูปหน้าโรงเรียนเมื่อเช้าวันนั้น ผมอดยิ้มไม่ได้เมื่อนึกถึงภาพเปรียบเทียบระหว่างอดีตกับปัจจุบัน สมัยที่ผมยังเป็นเด็กนักเรียนที่นี่ ถนนบรรทัดทองคือย่านขายอะไหล่รถยนต์เซียงกงและเสื้อผ้ากีฬา แต่วันนี้ถนนเส้นเดียวกันกลับกลายเป็นแลนด์มาร์กสตรีทฟู้ดระดับโลกที่นักท่องเที่ยวต่างชาติต้องมาต่อคิวชิมหอยทอดหรือขนมครกยามค่ำคืน ความเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นเพราะสำนักงานจัดการทรัพย์สินจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเข้ามาพัฒนาพื้นที่อย่างเป็นระบบ ตึกแถวเก่าถูกปรับปรุง คอนโดมิเนียมใหม่ผุดขึ้นรายรอบ ประชากรดั้งเดิมที่เคยเป็นครอบครัวจีนค้าขายค่อย ๆ ย้ายออกไป แทนที่ด้วยคนรุ่นใหม่ที่ไม่มีความทรงจำร่วมกับพื้นที่แบบที่ผมมี แต่สิ่งหนึ่งที่ผมรู้สึกขอบคุณคือ ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้ โรงเรียนประเสริฐธรรมวิทยายังคงยืนหยัดอยู่ตรงนั้น เหมือนเป็นเกาะเล็ก ๆ ของความทรงจำที่ไม่ถูกกลืนหายไปกับกระแสการพัฒนา ผมคิดว่านี่คือความหมายที่แท้จริงของคำว่า "รากเหง้า" — ไม่ใช่การต่อต้านความเปลี่ยนแปลง แต่คือการมีจุดยึดบางอย่างที่ทำให้เรารู้ว่าตัวเองมาจากไหน แม้สภาพแวดล้อมรอบตัวจะเปลี่ยนไปมากเพียงใดก็ตาม
บทเรียนความกตัญญูที่ผมส่งต่อให้ลูกศิษย์ทุกคน
หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมพ่อแม่รุ่นก่อนถึงเลือกส่งลูกมาเรียนที่ประเสริฐธรรมวิทยา หลานผม 3 คนก็ถูกส่งมาเรียนที่โรงเรียนประเสริฐธรรมวิทยาด้วยคำแนะนำของผม ทั้งที่ในยุคนั้นก็มีโรงเรียนอนุบาลและประถมอื่นให้เลือกไม่น้อย คำตอบที่ผมได้ยินจากรุ่นพ่อแม่ผมเองคือ พวกท่านมองว่าเงินทองหรือชื่อเสียงของสถาบันไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุด แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือ "ครูที่รักลูกเราเหมือนลูกตัวเอง" คนจีนสอนลูกหลานคนจีนย่อมคงวัฒนธรรมและดีกว่า มุมมองของพ่อแม่ต่างเชื่อว่า หลื่อซิงแซไม่เคยมองนักเรียนเป็นเพียงคิดเรื่องค่าเทอม ท่านเปิดโรงเรียนเพราะรักและเชื่อในคำสอนพระผู้เป็นเจ้า ท่านสอนคุณธรรมผ่านคำพูดง่าย ๆ และการปฏิบัตให้เป็นตัวอย่างเน้นเรื่องกตัญญูคุณธรรม ซึ่งล้วนวนเวียนอยู่กับหัวใจของศิษย์ในเรื่องความกตัญญูต่อบิดามารดาอย่างถึงจิตใจศิษย์แทบทุกคน ผมเชื่อว่าความกตัญญูไม่ใช่เรื่องล้าสมัยหรือเรื่องของคนจีนโบราณเท่านั้น แต่เป็นคุณธรรมสากลที่ควรปลูกฝังในเด็กทุกยุคทุกสมัย ไม่ว่าจะเรียนในระบบโรงเรียนปิดแบบที่ผมเคยเรียน หรือระบบนานาชาติที่ทันสมัยแบบปัจจุบัน
ศรัทธาคริสต์ที่หลอมรวมกับคุณธรรมจีน: รากฐานที่คนภายนอกอาจไม่รู้
มีเรื่องหนึ่งที่ผมคิดว่าน้อยคนจะรู้ และผมเองก็เพิ่งมาปะติดปะต่อได้ชัดเจนตอนโตแล้ว นั่นคือ หลื่อซิงแซท่านนับถือศาสนาคริสต์และมีความศรัทธาในพระผู้เป็นเจ้าอย่างลึกซึ้ง ท่านนำคำสอนจากพระคัมภีร์ไบเบิลมาสอนเด็กควบคู่กับหลักคุณธรรมแบบจีนโบราณเรื่องความกตัญญูต่อบิดามารดาได้อย่างกลมกลืน โดยไม่มีความขัดแย้งทางความเชื่อแม้แต่น้อย นักเรียนส่วนใหญ่ของโรงเรียนเป็นลูกหลานคนจีนย่านตลาดน้อย เยาวราช และบรรทัดทอง ซึ่งส่วนใหญ่นับถือความเชื่อแบบจีนดั้งเดิมหรือพุทธมหายาน แต่พ่อแม่กลับไม่มีข้อกังขาในการส่งลูกมาเรียนกับครูที่นับถือศาสนาคริสต์ เพราะทุกคนมองเห็นว่าแก่นของคำสอนไม่ได้ขัดกัน ไม่ว่าจะมาจากคัมภีร์ไบเบิลหรือปรัชญาขงจื้อหรือปรัชญาเต๋า ต่างสอนเรื่องความรัก ความซื่อสัตย์ และการเคารพผู้มีพระคุณเหมือนกันทั้งสิ้น สำหรับผมตอนเด็ก ๆ ก็อ่านคัมภีร์ไบเบิ้ล และยังไปช่วยเล่นดนตรีในโบสถ์ซึ่งเป็นกิจกรรมวันอาทิตย์ไม่เกี่ยวกับการศึกษา พ่อแม่ผมเป็นคนพุทธและเต๋าก็ไม่ขัดแย้ง เพราะท่านกล่าวว่า ทุกศาสนาสอนคนเป็นคนดี ไปโบสถ์ไม่มีปัญหาเพราะการฟังคำสอนที่ดีย่อมทำให้ลูกหลานเป็นคนดีโดยไม่เกี่ยงศาสนา
หลักสูตรประถมศึกษาแบบบูรณาการ: มรดกที่ยังส่งต่อถึงรุ่นหลัง
ยิ่งผมนั่งทบทวนประวัติโรงเรียนประเสริฐธรรมวิทยาไปเรื่อย ๆ ก็ยิ่งพบว่าสิ่งที่หลื่อซิงแซวางรากไว้ตั้งแต่ พ.ศ. 2506 นั้นแท้จริงแล้วคือต้นแบบของ การเรียนรู้แบบบูรณาการในโรงเรียน ที่หลายสถาบันในยุคปัจจุบันเพิ่งจะเริ่มพูดถึงกันในนามศัพท์ทันสมัยอย่าง "Integrated Learning" แต่โรงเรียนเล็ก ๆ แห่งนี้ทำมาก่อนหน้านั้นหลายสิบปีแล้ว หลักสูตรประถมศึกษา ของที่นี่ไม่ได้แยกวิชาการออกจากคุณธรรมเป็นคนละส่วน หากแต่ร้อยเรียงเข้าด้วยกันในทุกกิจกรรม ตั้งแต่การท่องบทอาขยานภาษาไทยที่แฝงคำสอนเรื่องความกตัญญู ไปจนถึงชั่วโมงสอนแต้จิ๋วและสอนภาษาจีนกลางกลางที่สอดแทรกเรื่องมารยาทการเคารพผู้ใหญ่และวัฒนธรรมอันงดงามของชาวจีน เด็กที่นี่จึงไม่ได้เรียนรู้ภาษาเพียงเพื่อสอบผ่าน แต่เรียนรู้ผ่านบริบททางวัฒนธรรมที่มีชีวิตจริงรองรับอยู่เบื้องหลัง
การสอนภาษาต่างประเทศในประถมศึกษาสมัยนั้นอาจฟังดูเป็นเรื่องปกติในสายตาคนยุคนี้ แต่ถ้าย้อนกลับไปดูบริบทของประเทศไทยในทศวรรษ 2500-2510 การที่โรงเรียนขนาดเล็กแห่งหนึ่งกล้าเปิดสอนทั้งภาษาอังกฤษและภาษาจีนทั้งจีนกลางและจีนแต้จิ๋วควบคู่กันตั้งแต่ระดับอนุบาลถือเป็นความก้าวหน้าที่หาไม่ง่ายนัก โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาว่าครูผู้สอนส่วนใหญ่ล้วนเป็นครูที่มีความรู้ภาษาจีนที่รักในบ้านเกิดเมืองนอน ใช้ความรู้ที่สั่งสมจากรุ่นสู่รุ่น ผสมกับความตั้งใจจริงในการถ่ายทอด ผมยังจำได้ว่าครูจางซินแซที่มารับส่งเด็กหน้าโรงเรียนทุกเช้า ท่านพูดจีนแต้จิ๋วกับผู้ปกครองได้อย่างคล่องแคล่ว เด็กทุกคนก่อนเข้าเรียนต้องไหว้ครูแบบคนไทย แต่การสอนผสมผสานความงดงามของวัฒนธรรมไทยและจีนอย่างลงตัว
ระบบนักเรียนประจำ: เมื่อโรงเรียนเป็นบ้านหลังที่สองอย่างแท้จริง
อีกแง่มุมหนึ่งที่ผมอยากขยายความให้ชัดเจนกว่าที่เคยเล่าไปคือระบบนักเรียนประจำที่โรงเรียนเคยเปิดให้บริการในอดีต แม้ตัวผมเองจะไม่ได้เป็นนักเรียนประจำ หลานสาวผมคนนึงได้เคยเรียนประจำ เพื่อปรับให้มีแบบแผนตามธรรมเนียมจีนให้ลึกซึ้ง ตอนเ็กผมมีเพื่อนร่วมรุ่นหลายคนที่พ่อแม่ต้องเปิดร้านค้าขายอะไหล่รถยนต์เซียงกงตั้งแต่เช้ามืดจนดึกดื่น จำเป็นต้องฝากลูกไว้กับโรงเรียนแบบเต็มเวลา ผมยังจำภาพเพื่อนคนหนึ่งที่นอนพักที่โรงเรียนได้ เขาเล่าให้ฟังว่าหลื่อซิงแซจะเดินตรวจดูห้องนอนของเด็กประจำทุกคืนก่อนเข้านอน คอยถามไถ่ดูแลลูกศิษย์ทุกคนราวกับเป็นแม่คนที่สองของเด็กเหล่านั้นจริง ๆ
ระบบการศึกษาส่วนตัวในประเทศไทยยุคนั้นจึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงให้ความรู้ทางวิชาการ แต่ยังทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานทางสังคมที่รองรับครอบครัวชนชั้นแรงงานและพ่อค้าแม่ค้าให้สามารถประกอบอาชีพได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องกังวลว่าลูกจะขาดการดูแล นี่คือมิติที่ผมคิดว่าโรงเรียนเอกชนสมัยใหม่หลายแห่งเริ่มมองข้ามไป เพราะมุ่งเน้นแต่การแข่งขันด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหรือการเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำ จนลืมไปว่าหน้าที่ดั้งเดิมของสถาบันการศึกษาคือการเป็นที่พึ่งพิงทางใจให้กับเด็กและครอบครัวในยามที่ชีวิตยากลำบาก
เมื่อคุณธรรมกลายเป็นสินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้แต่มีค่าที่สุด
ผมมักถูกถามจากคนรุ่นหลังว่า ทำไมผมถึงยังยึดติดกับความทรงจำเรื่องโรงเรียนอนุบาลเล็ก ๆ แห่งหนึ่งมากขนาดนี้ ทั้งที่ในโลกปัจจุบันมีโรงเรียนนานาชาติที่ทันสมัยกว่ามากมาย คำตอบของผมเรียบง่ายมาก นั่นคือคุณธรรมที่หลื่อซิงแซปลูกฝังไว้ไม่ใช่สิ่งที่ล้าสมัย มันคือรากฐานที่ทำให้คนรุ่นผมเติบโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ที่รู้จักเคารพผู้อาวุโส รู้จักตอบแทนบุญคุณคนที่เลี้ยงดูเรามา และรู้จักส่งต่อคุณค่าเหล่านี้ไปสู่รุ่นต่อไปอย่างไม่ขาดสาย สินทรัพย์แบบนี้ไม่มีใครมาแย่งชิงไปได้ ไม่ผันผวนตามภาวะเศรษฐกิจ และไม่มีวันหมดอายุ ต่างจากใบปริญญาหรือใบประกาศนียบัตรที่วันหนึ่งอาจกลายเป็นเพียงกระดาษเก่า ๆ ในลิ้นชัก แต่คุณธรรมที่ฝังอยู่ในตัวตนของคนคนหนึ่งจะแสดงออกมาทุกครั้งที่เขาต้องตัดสินใจเรื่องสำคัญในชีวิต
ปาจื้อ ดวงชะตา และเหตุผลที่ผมเข้าเรียนช้ากว่าเพื่อนหนึ่งปี
มีเกร็ดเล็ก ๆ ที่ผมยังไม่ได้เล่าให้ละเอียด นั่นคือเรื่องที่ผมเข้าเรียนชั้นอนุบาล 1 ช้ากว่าเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันไปหนึ่งปีเต็ม สาเหตุไม่ได้มาจากพัฒนาการที่ล่าช้าหรือปัญหาสุขภาพใด ๆ แต่มาจากความเชื่อเรื่อง "ปาจื้อ" หรือที่คนไทยเชื้อสายจีนมักเรียกกันว่า "โป๊ยหยี่" คุณพ่อของผมนับถือศาสตร์การคำนวณดวงชะตาแบบจีนโบราณนี้อย่างจริงจัง ท่านให้อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญคำนวณดวงชะตาของผมตั้งแต่แรกเกิด และได้คำตอบว่าหากผมเข้าเรียนตามวัยปกติจะเข้าเกณฑ์ที่เรียกกันว่า "เสือตาบอด" ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ไม่เป็นมงคลสำหรับการเริ่มต้นสิ่งใหม่ในชีวิต พ่อจึงตัดสินใจให้ผมรอไปอีกปีก่อนจะส่งเข้าโรงเรียนประเสริฐธรรมวิทยา
ตอนเด็กผมไม่เข้าใจเหตุผลนี้เลย แต่ก็ดีใจเพราะจะได้ไม่ต้องไปเรียนทั้งที่คนอื่นที่รุ่นเดียวกันไปเรียนตามความคิดของเด็กที่รักสบาย ไม่อยากเรียนหนังสือ แต่คุณแม่กลับใช้ชีวิตประจำวันให้เกิดประโยชน์อย่างชาญฉลาด ท่านพาผมนั่งรถเมล์ไปทั่วกรุงเทพฯ ตอนไปซื้อของหรือธุระ ระหว่างทางจะชี้ให้ผมสะกดชื่อร้านค้าตามป้ายสองข้างทาง พี่ ๆ ผมก็สอนเลขกับภาษาอังกฤษแบบเล่น ๆ ไม่มีแรงกดดัน ผลคือก่อนที่ผมจะย่างเท้าเข้าประตูโรงเรียนแม้แต่วันแรก ผมสามารถอ่านสะกดคำได้เองแล้ว เมื่อครูอนุบาล 1 ครูที่ผมไม่เคยลืมที่ชื่อ "ลิ้มซิงแซ" รักผมมากและบอกว่าผมเป็นเหมือนลูกชายของท่าน ท่านรักและเอ็นดูผมมากถึงขั้นให้ผมนั่งข้างโต๊ะครูเพื่อกวดขันเพราะลายมือผมไม่สวย แต่ค้นพบว่าผมอ่านออกเขียนได้เกินวัยสอนเป็นพิเศษ ท่านจึงขอร้องให้หลื่อซิงแซพิจารณาให้ผมข้ามชั้นไปเรียนอนุบาล 2 ทันที ซึ่งหลื่อซิงแซก็อนุญาตโดยแจ้งพ่อแม่ผมซึ่งก็ช่วยประหยัดเงินและเวลาไปอีก 1 ปีและได้เรียนพร้อมกันเพื่อนที่เกิดในปีเกิดเดียวกัน นี่แสดงหลักฐานเล็ก ๆ ที่แสดงให้เห็นว่าหลื่อซิงแซและคณะครูให้ความสำคัญกับความสุขและประโยชน์ของเด็กแต่ละคนเป็นรายบุคคลจริง ๆ ไม่ใช่ทำงานแค่ตามหน้าที่
มื้อกลางวันที่ไม่มีวันลืม: จากไช้โป๊วถึงนมวัวอุ่น ๆ ก่อนกลับบ้าน
หากพูดถึงเรื่องการพัฒนาสุขภาวะนักเรียนของโรงเรียนประเสริฐธรรมวิทยา ยังมีอีกมิติหนึ่งที่ผมอยากขยายความ นั่นคือระบบอาหารกลางวันที่แม้จะเรียบง่ายแต่แฝงปรัชญาการดูแลเด็กแบบจีนโบราณเอาไว้อย่างลึกซึ้ง เมนูอาหารกลางวันของโรงเรียนแทบทุกวันจะเป็นข้าวต้มเป็นหลัก วันจันทร์มักจะเป็นเมนูมะม่วงหวานที่เป็นเครื่องเคียงกินคู่กับข้าวต้ม รสเปรี้ยวอมหวานตัดกับความจืดสนิทของข้าวต้มร้อน ๆ ได้อย่างลงตัว วันอังคารกับวันพฤหัสบดีจะสลับมาเป็นไช้โป๊วผัดไข่ ซึ่งผมทานของดองไม่เป็นเลยสักนิด ทุกครั้งที่เห็นจานไช้โป๊ววางตรงหน้าผมต้องกลั้นใจกลืนทั้งน้ำตา เพราะครูจะยืนดูจนกว่าจะกินหมดจาน วันพุธหากโชคดีจะมีหมูหยองโรยข้าวต้ม ซึ่งกลายเป็นความหวังเล็ก ๆ ของเด็กทุกคนในห้อง ส่วนวันศุกร์มักเป็นเครื่องแกล้มแบบจีนเบา ๆ ไม่ใช่กับข้าวจริงจังแบบที่โรงเรียนสมัยนี้จัดให้ หลังอาหารกลางวันทุกคนต้องงีบหลับบนโต๊ะเรียนตามธรรมเนียมจีนโบราณที่เชื่อว่าการพักสมองช่วงสั้น ๆ จะทำให้สมองพร้อมรับความรู้ในช่วงบ่ายได้ดีกว่า และก่อนกลับบ้านทุกเย็นจะมีนมวัวอุ่น ๆ แจกให้คนละถ้วยเสมอ ความอบอุ่นของนมถ้วยนั้นยังคงเป็นรสชาติที่ผมโหยหาทุกครั้งที่นึกถึงวัยเด็ก
หลื่อซิงแซผู้อยู่เบื้องหลังเสียงเปียโน และโหง่วอี๊ครูผู้ร่วมบริหารที่ไม่มีใครไม่รู้จัก
มีบุคคลหนึ่งที่ผมอยากกล่าวถึงให้ชัดเจนกว่าที่เคยเล่าผ่าน ๆ ไป นั่นคือหญิงสูงวัยที่เด็กทุกคนเรียกกันว่า "โหง่วอี๊" หรือคุณน้าที่ห้า ซึ่งเท่าที่ผมเข้าใจน่าจะเป็นน้องสาวแท้ ๆ ของหลื่อซิงแซ ท่านทำหน้าที่ช่วยบริหารงานบริหารโรงเรียน ประสานงานกับครู ในขณะที่นักเรียนทุกคนจำได้ว่าหลื่อซิงแซมักจะเล่นเปียโนคลอเพลงในกิจกรรมช่วงบ่ายที่มีประชุมนักเรียน สำหรับผมโหง่วอี๊ ไม่มีชื่อปรากฏในเอกสารทางการใด ๆ แต่ผมเชื่อว่าโรงเรียนเล็ก ๆ แห่งนี้จะไม่สามารถดำเนินงานได้อย่างราบรื่นตลอดหลายสิบปี ไม่มีใครลืมโหง่วอี๊ ที่เข้มงวดแต่รู้สึกใจดีกว่าหลื่อซิงแซที่ลูกศิษย์ต่างกลัวและเกรงใจมาก ๆ เพราะท่านพูดจริง เข้มแข็งมาก การทำงานร่วมกันของพี่น้องแสดงให้เห็นว่าสถาบันที่ยิ่งใหญ่ไม่ได้เกิดจากผู้นำเพียงคนเดียว แต่เกิดจากทีมงานเบื้องหลังที่เสียสละโดยไม่หวังคำชม
ประเด็นเรื่องผู้นำที่รักษาความเชื่อใจและดึงคนเก่งมาร่วมทาง ยังอ่านเปรียบเทียบได้จาก บทเรียนผู้นำของเล่าปี่ในยุคสามก๊ก
เมื่อคุณธรรมกลายเป็นทุนทางสังคมข้ามรุ่น
ผมเคยนั่งคุยกับเพื่อนร่วมรุ่นหลายคนในงานรวมรุ่นศิษย์เก่าเมื่อไม่กี่ปีก่อน สิ่งที่น่าสนใจคือทุกคนแม้จะประกอบอาชีพต่างกันโดยสิ้นเชิง ส่วนใหญ่เป็นนักธุรกิจ บางคนเป็นดาราหนังต่างประเทศ บางคนเป็นนักธุรกิจส่งออกอะไหล่รถยนต์สืบทอดจากรุ่นพ่อ แต่ทุกคนล้วนพูดถึงหลื่อซิงแซด้วยน้ำเสียงเดียวกัน คือน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความกตัญญูและความคิดถึง ราวกับกำลังพูดถึงแม่คนที่สองของตัวเอง เพื่อนหลายคนได้เคยพูดให้ผมฟังว่าทุกครั้งที่ต้องตัดสินใจเรื่องสำคัญในธุรกิจ เขามักนึกถึงคำสอนของหลื่อซิงแซที่ว่า "ทำมาหากินอย่างไรก็ได้ แต่ต้องมีคุณธรรม และทำความดีเหมือนคนจีนในอดีตที่ต้องมีสัจจะและความกตัญญู" ผมฟังแล้วอดยิ้มไม่ได้ เพราะคำพูดแบบนี้มันฝังลึกในตัวศิษย์เก่าทุกคนโดยไม่ต้องนัดหมาย เหมือนเป็นภาษากลางที่คนรุ่นเราใช้สื่อสารกันได้ทันทีแม้จะห่างหายกันไปหลายสิบปี
สามประโยคบนป้ายกรอบเงินที่ผมยังท่องได้ขึ้นใจ
ผมเคยเกริ่นไปแล้วว่าตอนเรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ทุกคนจะได้รับป้ายสีขาวกรอบเงินเป็นของขวัญจากหลื่อซิงแซ น่าเสียดายที่ป้ายใบนั้นสูญหายไปตามกาลเวลา แต่คำอวยพรสามประโยคบนป้ายยังคงติดอยู่ในความทรงจำผมอย่างเหนียวแน่น นั่นคือ "เกียเฮาเก็งแป่บ้อ" "ไสลื่อเต๊กฮก" และ "ต่อสี่เชี่ยงสิ่ว" ซึ่งแปลความโดยรวมได้ว่า จงกตัญญูต่อบิดามารดา แล้วชีวิตจะพบเจอแต่ความเป็นสิริมงคล มีวาสนาที่ดี และมีอายุยืนยาวอย่างมีความสุข
ผมมักคิดว่าถ้าเปรียบเทียบกับของขวัญวันจบการศึกษาในยุคปัจจุบันที่มักเป็นถ้วยรางวัลหรือประกาศนียบัตรพิมพ์สวยงาม คำอวยพรสามประโยคของหลื่อซิงแซนั้นเรียบง่ายกว่ามากในเชิงรูปลักษณ์ แต่กลับมีน้ำหนักทางความหมายที่ลึกซึ้งกว่าอย่างเทียบกันไม่ได้ เพราะท่านไม่ได้อวยพรให้เด็กประสบความสำเร็จทางการเงินหรือหน้าที่การงาน แต่อวยพรให้เด็กเป็นคนกตัญญูก่อนเป็นอันดับแรก ราวกับต้องการจะบอกว่าความสำเร็จอื่น ๆ ในชีวิตจะตามมาเองหากรากฐานด้านคุณธรรมแข็งแรงพอ นี่คือสิ่งที่ผมพยายามอธิบายให้น้องมิเชลฟังทุกครั้งที่มีโอกาส แม้เธอจะไม่เคยเห็นป้ายกรอบเงินใบนั้นด้วยตาตัวเองก็ตาม
ค่ายภาษาจีนฤดูร้อนและเครือข่ายวิชาการที่ขยายออกไปนอกรั้วโรงเรียน
มีข้อมูลชิ้นหนึ่งที่ผมเพิ่งไปสืบค้นเพิ่มเติมภายหลังจากเดินเล่นย่านบรรทัดทองวันนั้น และรู้สึกทึ่งไม่น้อยว่าโรงเรียนเล็ก ๆ แห่งนี้ยังคงรักษาจิตวิญญาณของการพัฒนาอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน นั่นคือความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ในการจัดโครงการค่ายภาษาจีนฤดูร้อน เปิดโอกาสให้เด็กประถมได้ฝึกฝนภาษาจีนกับอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญนอกเหนือจากครูประจำชั้น ซึ่งผมมองว่าเป็นการต่อยอดปณิธานเดิมของหลื่อซิงแซที่ต้องการให้เด็กไทยเชื้อสายจีน "培英" หรือบ่มเพาะผู้เก่งกาจอย่างแท้จริง ไม่หยุดอยู่แค่การท่องจำตัวอักษรในห้องเรียนสี่เหลี่ยม แต่ขยายขอบเขตออกไปเชื่อมโยงกับสถาบันภายนอก
นอกจากนี้ยังมีอีกเรื่องที่ผมประทับใจไม่แพ้กัน คือการที่โรงเรียนได้รับเลือกให้เป็นพื้นที่เก็บข้อมูลวิจัยด้านจิตวิทยาและพัฒนาการเด็กของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สะท้อนว่าแม้จะเป็นสถาบันขนาดเล็กที่ไม่มีชื่อเสียงระดับประเทศ แต่คุณภาพของการดูแลเด็กและความสม่ำเสมอในการปลูกฝังคุณธรรมกลับได้รับการยอมรับในเชิงวิชาการอย่างจริงจัง ผมเชื่อว่านี่คือมรดกที่หลื่อซิงแซทิ้งไว้โดยไม่ได้ตั้งใจให้เป็นชื่อเสียง ท่านเพียงแค่ทำสิ่งที่ถูกต้องซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนกลายเป็นวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแรงพอจะดึงดูดความสนใจจากสถาบันการศึกษาชั้นนำได้เอง
จากบุญศิริถึงทายาท: เมื่อปณิธานถูกส่งไม้ต่ออย่างไม่ขาดสาย
อีกประเด็นหนึ่งที่ผมอยากบันทึกไว้ให้ชัดเจน ผมไม่มีโอกาสเข้าไปเยี่ยมโรงเรียนเก่าเพราะไม่รู้จักใครและไม่รู้จะเข้าไปอย่างไร แต่ก็ติดตาข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ ได้ทราบว่าการบริหารงานปัจจุบันได้ถูกส่งต่อจากหลื่อซิงแซไปยังทายาทของท่านแล้ว โดยมีคุณสุมาลี วัชพงศ์ ดำรงตำแหน่งผู้รับใบอนุญาต และคุณฤทธิ์ โอฬาริกศิริ ทำหน้าที่ผู้จัดการโรงเรียน สืบทอดปณิธานของมารดาผู้ล่วงลับต่อไปอย่างไม่ขาดตอน ผมมองว่านี่คือบทพิสูจน์สำคัญของคำว่า "กตัญญู" ในอีกมิติหนึ่ง
มิติหนึ่ง — มิติที่ว่าความกตัญญูไม่ใช่เพียงคำสอนที่จบลงเมื่อผู้ก่อตั้งหยุดพักจากงานที่ทุ่มเทตลอดชีวิต แต่เป็นพันธะทางใจที่ลูกหลานเลือกจะแบกรับต่อไปด้วยความเต็มใจ ท่านต้องสืบทอดกิจการโรงเรียนเล็ก ๆ แห่งนี้ต่อจากมารดา พวกท่านสามารถเลือกเส้นทางอาชีพอื่นได้ แต่เลือกดูแลสถาบันการศึกษาขนาดเล็กที่ต้องแบกรับต้นทุนค่าเช่าที่ดินใจกลางเมืองที่ราคาพุ่งสูงขึ้นทุกปีก็ได้ แต่การที่ท่านเลือกจะเดินหน้าต่อ ทั้งที่รู้ว่าเส้นทางนี้ไม่ใช่เส้นทางที่ทำเงินได้มากที่สุด คือหลักฐานชัดเจนที่สุดว่าปณิธานของหลื่อซิงแซได้ฝังรากลึกลงไปในสายเลือดของครอบครัวโอฬาริกศิริจริง ๆ ไม่ใช่เพียงคำพูดสวยหรูที่ใช้โฆษณาโรงเรียน น่านับถืออย่างมาก
เมื่อโรงเรียนเล็กกลายเป็นส่วนหนึ่งของผังเมือง: พิกัดและ School Zone ที่คนภายนอกอาจไม่เคยสังเกต
หลังจากที่ผมกลับมาจากการเดินเล่นย่านบรรทัดทองวันนั้น ผมลองไปค้นข้อมูลทะเบียนของโรงเรียนอย่างละเอียดอีกครั้ง และพบว่าที่ตั้งอย่างเป็นทางการของโรงเรียนประเสริฐธรรมวิทยาคือ เลขที่ 1764 ถนนบรรทัดทอง แขวงรองเมือง เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330 หากใครลองค้นพิกัดจีพีเอสจะพบว่าโรงเรียนตั้งอยู่ที่ละติจูดประมาณ 13.7364 และลองจิจูดประมาณ 100.5245 ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่แทบจะอยู่กึ่งกลางระหว่างย่านสามย่าน พื้นที่ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และย่านการค้าประวัติศาสตร์แถวหัวลำโพงพอดิบพอดี สำหรับใครที่สงสัยว่า "โรงเรียนประเสริฐธรรมวิทยาอยู่ที่ไหน" นี่คือคำตอบที่ชัดเจนที่สุดเท่าที่ผมจะให้ได้ และผมคิดว่าตำแหน่งที่ตั้งนี้เองที่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ครอบครัวคนจีนในยุคนั้นเลือกส่งลูกมาเรียนที่นี่ เพราะเดินทางสะดวก อยู่ใกล้ทั้งตลาดน้อยและเยาวราชซึ่งเป็นแหล่งทำมาหากินของพ่อแม่ในยุคนั้น
สิ่งที่น่าสนใจกว่านั้นคือ ผลจากการที่ย่านบรรทัดทองเปลี่ยนสภาพเป็นแลนด์มาร์กสตรีทฟู้ดระดับโลกอย่างรวดเร็ว ทำให้ปริมาณการจราจรบนถนนเส้นนี้พุ่งสูงขึ้นมากในช่วงสิบปีที่ผ่านมา จนสำนักงานเขตปทุมวันต้องประกาศให้พื้นที่รอบโรงเรียนเป็นเขตความปลอดภัยทางถนนหรือ School Zone อย่างเป็นทางการ มีการประชุมร่วมกับตำรวจจราจรเพื่อจัดระเบียบจุดจอดรถรับส่งนักเรียนและควบคุมความเร็วในชั่วโมงเร่งด่วน ผมมองว่านี่คือภาพสะท้อนที่น่าทึ่งมาก เพราะแม้ย่านรอบข้างจะเปลี่ยนไปจนแทบจำไม่ได้ ทั้งตึกแถวเก่าที่ถูกรื้อ คอนโดมิเนียมใหม่อย่าง Park Origin Chula-Samyan หรือ Chapter Chula-Samyan ที่ผุดขึ้นห่างจากโรงเรียนเพียงไม่กี่ร้อยเมตร แต่หน่วยงานท้องถิ่นกลับยังคงให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของเด็กเล็กที่โรงเรียนแห่งนี้เป็นลำดับต้น ๆ ราวกับว่าจิตวิญญาณของหลื่อซิงแซที่เคยเดินตรวจดูห้องนอนเด็กประจำทุกคืนได้ส่งต่อมาสู่ระบบราชการยุคใหม่โดยไม่รู้ตัว
อีกจุดที่ผมอยากบันทึกไว้คือความใกล้ชิดทางภูมิศาสตร์ระหว่างโรงเรียนประเสริฐธรรมวิทยากับโรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งอยู่ห่างกันเพียงไม่ถึงหนึ่งกิโลเมตร แม้จะเป็นสถาบันที่มีขนาดและชื่อเสียงต่างกันคนละขั้ว แต่ผมกลับมองว่าทั้งสองแห่งต่างทำหน้าที่ของตัวเองอย่างสมบูรณ์ในบริบทที่แตกต่างกัน โรงเรียนสาธิตจุฬาฯ ตอบโจทย์ครอบครัวที่ต้องการเส้นทางวิชาการแบบก้าวกระโดด ในขณะที่ประเสริฐธรรมวิทยาตอบโจทย์ครอบครัวพ่อค้าแม่ค้าที่ต้องการความอบอุ่นแบบครอบครัวขยายควบคู่กับพื้นฐานวิชาการที่แน่น ผมเชื่อว่าระบบการศึกษาที่ดีของสังคมไม่จำเป็นต้องมีแบบเดียว แต่ควรมีความหลากหลายให้ครอบครัวแต่ละแบบได้เลือกสิ่งที่เหมาะกับวิถีชีวิตของตนเอง
เมื่อไช้โป๊วกลายเป็นบทเรียนเรื่องความอดทนที่ผมเพิ่งเข้าใจตอนโต
ย้อนกลับมาที่เรื่องอาหารกลางวันอีกสักนิด เพราะผมคิดว่ามีมุมหนึ่งที่ผมยังไม่ได้อธิบายให้ชัดพอ ตอนเด็กผมมองว่าการที่ครูยืนดูจนกว่าจะกินไช้โป๊วหมดจานเป็นเรื่องโหดร้ายเกินไปสำหรับเด็กคนหนึ่งที่แพ้ของดอง แต่พอผมโตขึ้นมาเป็นพ่อคน และได้ผ่านประสบการณ์การทำงานที่ต้องเจอกับสิ่งที่ไม่ชอบแต่จำเป็นต้องทำให้สำเร็จอยู่บ่อยครั้ง ผมกลับมองย้อนไปด้วยความเข้าใจที่ต่างออกไป หลื่อซิงแซและครูทุกคนในโรงเรียนไม่ได้ตั้งใจจะทรมานเด็ก แต่ท่านต้องการสอนบทเรียนเรื่องความอดทนและการไม่ปล่อยให้ความชอบส่วนตัวมาบดบังหน้าที่ที่ต้องทำให้ครบถ้วน ไช้โป๊วจานนั้นจึงไม่ใช่แค่กับข้าว แต่เป็นบททดสอบเล็ก ๆ ที่ฝึกเด็กให้รู้จักอดทนต่อสิ่งที่ไม่พึงใจในชีวิต ซึ่งเป็นทักษะที่ไม่มีในตำราวิชาการใด ๆ แต่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่รับผิดชอบต่อหน้าที่ของตนเอง
ผมเล่าเรื่องนี้ให้ลูก ๆ และครอบครัวฟังหลายครั้ง ลูก ๆ มักหัวเราะและบอกว่าพ่อเล่าเรื่องเดิมซ้ำ ๆ แต่ผมก็ยังอยากเล่าต่อไป เพราะผมเชื่อว่าความทรงจำแบบนี้ ต่อให้เล่าซ้ำกี่ครั้งก็ยังมีคุณค่าในการปลูกฝังคุณธรรมให้คนรุ่นหลัง โดยเฉพาะลูกสาวน้องมิเชลกำลังเรียนแพทย์ที่ต้องเผชิญกับความยากลำบากและงานที่ไม่น่าอภิรมย์อยู่เสมอ ผมยิ่งอยากให้เธอเข้าใจว่าความอดทนต่อสิ่งที่ไม่ชอบคือส่วนหนึ่งของการเติบโต ไม่ต่างจากที่ผมเคยต้องกลืนไช้โป๊วทุกวันอังคารและพฤหัสบดีเมื่อห้าสิบปีก่อน
สิ่งที่ผมอยากฝากไว้สำหรับผู้ปกครองที่กำลังมองหาโรงเรียนให้ลูก
หลายท่านที่ติดตามบทความของผมอาจกำลังมองหาโรงเรียนอนุบาลหรือประถมศึกษาให้ลูกหลานอยู่ในช่วงนี้ ผมจึงอยากฝากข้อคิดจากประสบการณ์ตรงของตัวเองไว้สักเล็กน้อย แม้โรงเรียนประเสริฐธรรมวิทยาในยุคที่ผมเรียนกับยุคปัจจุบันจะต่างกันไปตามกาลเวลา แต่แก่นของสิ่งที่ควรมองหาในสถานศึกษาสำหรับเด็กเล็กนั้นยังคงเดิม นั่นคือ อย่ามองแค่ตึกใหม่ อุปกรณ์ทันสมัย หรือค่าเทอมที่แพงลิบ แต่ให้มองลึกไปถึงว่าครูที่จะดูแลลูกของเรานั้นมีความรักในอาชีพและรักเด็กจริงหรือไม่ โรงเรียนมีปรัชญาการสอนที่ให้ความสำคัญกับคุณธรรมควบคู่กับวิชาการหรือเปล่า และที่สำคัญที่สุดคือ โรงเรียนนั้นสอนให้เด็กรู้จักกตัญญูต่อผู้มีพระคุณหรือไม่ เพราะไม่ว่าเด็กจะเก่งภาษาอังกฤษ ภาษาจีนกลาง หรือสอบเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำได้สำเร็จเพียงใด หากขาดรากฐานทางคุณธรรม ความสำเร็จเหล่านั้นก็อาจไม่มีความหมายเท่าที่ควร
ผมเองแม้จะเรียนแต้จิ๋วแบบคาบเส้นคาบดอกด้วยความดื้อและไม่รักดี ยิ่งพ่อแม่บอกว่าต้องเรียนภาษาจีน ยิ่งไม่ยอดตั้งใจเรียน ผมจึวไม่ได้เก่งทั้งภาษาจีนกลางและจีนแต้จิ๋วที่หลื่อซิงแซตั้งใจปลูกฝัง แต่สิ่งที่ท่านให้ผมกลับมีค่ามากกว่าคะแนนสอบใด ๆ นั่นคือหัวใจที่รู้จักตอบแทนบุญคุณ และวินัยที่ฝึกมาตั้งแต่วัยอนุบาลจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของตัวตนผมไปตลอดชีวิต
บทส่งท้าย: ป้าย 培英 ที่ยังโบกไหวอยู่ในใจ
เมื่อผมขับรถออกจากถนนบรรทัดทองในเช้าวันนั้น กระจกมองหลังสะท้อนภาพป้ายโรงเรียนที่ค่อย ๆ เล็กลงจนลับสายตา แต่ในใจผมกลับรู้สึกว่าป้าย 培英 ใบนั้นไม่เคยเล็กลงเลยแม้แต่น้อย มันยังคงโบกไหวอยู่ในความทรงจำอย่างชัดเจน เหมือนเข็มทิศเล็ก ๆ ที่คอยเตือนผมทุกครั้งที่ต้องตัดสินใจเรื่องสำคัญในชีวิตว่า รากเหง้าของเราคืออะไร และเราควรส่งต่ออะไรให้คนรุ่นหลัง
เมื่อวัฒนธรรมไทยและจีนหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวที่ประเสริฐธรรมวิทยา
ก่อนจะปิดท้ายบทความนี้ ผมอยากชวนท่านผู้อ่านมองย้อนกลับไปอีกครั้งในมุมที่ผมยังไม่ได้พูดถึงอย่างชัดเจนพอ นั่นคือเรื่องของ วัฒนธรรมไทย ที่หลอมรวมอยู่กับวัฒนธรรมจีนอย่างเป็นเนื้อเดียวกันในรั้วโรงเรียนแห่งนี้ หลายคนอาจเข้าใจผิดว่าประเสริฐธรรมวิทยาเป็นเพียง "โรงเรียนจีน" ที่เน้นแต่การสอนภาษาและวัฒนธรรมจีนล้วน ๆ แต่ความจริงแล้วสิ่งที่หลื่อซิงแซสร้างขึ้นคือการผสานสองวัฒนธรรมเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืนจนแทบแยกไม่ออกว่าส่วนไหนคือไทย ส่วนไหนคือจีน
เด็กทุกคนที่นี่เคารพธงชาติไทยทุกเช้า ก่อนทานข้าวต้องขอบคุณพระเจ้า ท่องบทอาขยานภาษาไทยที่แฝงคำสอนเรื่องความกตัญญูต่อบิดามารดา ควบคู่ไปกับการไหว้ครูแบบจีนก่อนเข้าชั้นเรียนภาษาจีน และปัจจุบันได้ยินว่ามีการรำไทเก็กทุกเช้าวันศุกร์ เสียงเปียนโนของหลื่อซิงแซยังสะท้อนในความจำ ความหลากหลายทางวัฒนธรรมเหล่านี้ไม่เคยขัดแย้งกันเลยแม้แต่น้อย เพราะหลื่อซิงแซท่านมองว่าแก่นแท้ของคุณธรรม แม้จะเป็นสายความคิดทางศาสนาคริสต์ แต่ทุกอย่างล้วนชี้ไปที่จุดเดียวกันคือความรักและความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ
ทำไมการบันทึกความทรงจำแบบนี้จึงสำคัญกว่าที่คิด
มีคนถามผมบ่อยครั้งว่า ทำไมต้องเสียเวลานั่งเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับโรงเรียนอนุบาลเล็ก ๆ แห่งหนึ่งอย่างละเอียดยิบขนาดนี้ ทั้งที่หลื่อซิงแซก็ล่วงลับไปแล้ว โรงเรียนก็ไม่ได้มีชื่อเสียงระดับประเทศ ผมมักตอบกลับไปว่า เพราะทุกครั้งที่ผมเล่าเรื่องนี้ให้คนรุ่นหลังฟัง ผมไม่ได้กำลังเขียนประวัติศาสตร์ของสถาบันการศึกษาแห่งหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่ผมกำลังบันทึกหลักฐานของคุณธรรมที่เคยมีอยู่จริง เคยถูกปฏิบัติจริง ไม่ใช่เพียงทฤษฎีในตำราจริยศึกษาที่เด็กท่องจำเพื่อสอบแล้วลืม ผมเชื่อว่าสังคมไทยกำลังขาดแคลนเรื่องเล่าประเภทนี้อย่างรุนแรง เรามีบทความวิเคราะห์นโยบายการศึกษามากมาย มีงานวิจัยเชิงสถิติเกี่ยวกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนนับพันชิ้น แต่เรากลับมีเรื่องเล่าที่จับต้องได้เกี่ยวกับว่า "กตัญญู" หน้าตาเป็นอย่างไรในชีวิตจริงน้อยเกินไป และนั่นคือเหตุผลที่ผมยังคงเขียนเรื่องราวของหลื่อซิงแซซ้ำแล้วซ้ำเล่า ด้วยความหวังว่าสักวันหนึ่งลูกหลานของผมหรือลูกหลานของท่านผู้อ่านจะได้อ่านเจอ แล้วนำไปปรับใช้กับชีวิตของตัวเองบ้าง ไม่มากก็น้อย
ถ้าหลื่อซิงแซยังมีชีวิตอยู่ ท่านจะพูดอะไรกับผู้ปกครองยุคนี้
ผมมักจินตนาการเล่น ๆ อยู่บ่อยครั้งว่า หากหลื่อซิงแซยังมีชีวิตอยู่ถึงวันนี้ และได้เห็นภูมิทัศน์ของการศึกษาปฐมวัยในกรุงเทพมหานครยุคปัจจุบัน ที่โรงเรียนอนุบาลราคาแพงระดับหลักแสนบาทต่อปีผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดตามคอนโดมิเนียมหรูรอบย่านบรรทัดทอง ท่านจะพูดอะไรกับผู้ปกครองรุ่นใหม่ที่กำลังเลือกโรงเรียนให้ลูก ผมเดาเอาเองว่าท่านคงไม่ได้ต่อว่าความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีหรือหลักสูตรนานาชาติแต่อย่างใด เพราะหลื่อซิงแซเองก็เป็นคนที่มองการณ์ไกล ถึงขั้นกล้าเปิดสอนภาษาจีนกลางควบคู่กับสอนแต้จิ๋วในยุคที่คนส่วนใหญ่ยังไม่เห็นความจำเป็น ที่สำคัญคือท่านสอนภาษาจีนในหลักสูตรฟรี แต่ผมเชื่อว่าท่านคงจะถามคำถามเดียวกับที่ท่านเคยถามครูทุกคนในโรงเรียน นั่นคือ "เด็กคนนี้จะกลับบ้านไปเป็นลูกที่ดีของพ่อแม่หรือเปล่า" ไม่ใช่แค่ "เด็กคนนี้จะสอบเข้าโรงเรียนดัง ๆ ได้หรือเปล่า"
เมื่อผมลองเทียบปรัชญาโรงเรียนเล็กกับแนวคิดการศึกษาแบบตะวันตก
มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ผมสนใจศึกษาปรัชญาการศึกษาแบบมอนเตสซอรี่และวอลดอร์ฟที่กำลังเป็นที่นิยมในหมู่ผู้ปกครองไทยยุคนี้ และพบว่ามีความน่าสนใจอย่างหนึ่งคือ แนวคิดตะวันตกเหล่านี้ก็เน้นเรื่อง "การเรียนรู้แบบองค์รวม" ไม่ต่างจากสิ่งที่หลื่อซิงแซทำมาก่อนหน้านั้นหลายสิบปีในบริบทของโรงเรียนเล็ก ๆ ย่านบรรทัดทอง เพียงแต่ภาษาที่ใช้อธิบายต่างกันเท่านั้นเอง มอนเตสซอรี่พูดถึง "Prepared Environment" หรือสภาพแวดล้อมที่จัดเตรียมไว้ให้เด็กเรียนรู้ด้วยตัวเอง ในขณะที่หลื่อซิงแซใช้วิธีที่เรียบง่ายกว่านั้นมาก คือการสร้างบรรยากาศครอบครัวขยายที่เด็กรู้สึกปลอดภัยพอจะเรียนรู้และเติบโตอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่มีศัพท์วิชาการหรูหรา ไม่มีการอบรมครูจากต่างประเทศ มีเพียงสามัญสำนึกและความรักที่แท้จริงต่อเด็กเท่านั้น
ผมไม่ได้จะบอกว่าปรัชญาตะวันตกไม่ดีหรือด้อยกว่าปรัชญาแบบหลื่อซิงแซแต่อย่างใด เพียงแต่อยากชี้ให้เห็นว่า การเรียนรู้แบบบูรณาการในโรงเรียนที่แท้จริงนั้นไม่จำเป็นต้องอ้างอิงทฤษฎีจากต่างประเทศเสมอไป บางครั้งภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ผสมผสานวัฒนธรรมไทยเข้ากับรากเหง้าจีนอย่างที่ประเสริฐธรรมวิทยาเคยทำมา ก็สามารถบรรลุเป้าหมายเดียวกันได้ไม่แพ้กัน เพียงแต่ใช้เครื่องมือที่แตกต่างกันไปตามยุคสมัยและบริบททางสังคมที่แวดล้อมอยู่เท่านั้นเอง สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่ป้ายชื่อปรัชญาการศึกษาว่าเป็นตะวันตกหรือตะวันออก แต่อยู่ที่ว่าผู้สอนมีความจริงใจต่อเด็กมากเพียงใด
ความหมายที่ซ่อนอยู่ในชื่อ 培英: ทำไมโรงเรียนจีนยุคเก่าในไทยจึงนิยมตั้งชื่อเช่นนี้
มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ผมนั่งอธิบายให้ลูก ๆ ฟังว่าทำไมป้าย 培英 ถึงติดอยู่หน้าโรงเรียนประเสริฐธรรมวิทยามาตลอดหลายสิบปี ผมอธิบายว่าตัวอักษร 培 หมายถึงการบ่มเพาะ การเพาะปลูก หรือการอบรมสั่งสอนอย่างค่อยเป็นค่อยไป ส่วน 英 หมายถึงผู้ที่เก่งกาจ ผู้มีความสามารถโดดเด่น เมื่อรวมกันจึงมีความหมายว่า "บ่มเพาะผู้เก่งกาจ" ซึ่งเป็นชื่อที่โรงเรียนจีนโพ้นทะเลในยุคทศวรรษ 2490-2510 นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย ไม่ใช่เฉพาะที่ประเสริฐธรรมวิทยาแห่งเดียว หากท่านผู้อ่านลองสังเกตชื่อโรงเรียนจีนเก่าแก่ย่านเยาวราช ตลาดน้อย หรือแม้แต่ในต่างจังหวัดที่มีชุมชนชาวจีนหนาแน่น จะพบคำว่า 培 ปรากฏซ้ำแล้วซ้ำเล่าในชื่อสถาบัน สะท้อนถึงค่านิยมร่วมของคนจีนโพ้นทะเลรุ่นนั้นที่มองว่าการศึกษาคือกระบวนการเพาะปลูกอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่ใช่การยัดเยียดความรู้ในชั่วข้ามคืน
ผมมองว่านี่คือปรัชญาที่ลึกซึ้งกว่าที่คนทั่วไปจะสังเกตเห็นจากป้ายชื่อธรรมดา เพราะคำว่า "บ่มเพาะ" ตรงข้ามกับคำว่า "ผลิต" อย่างสิ้นเชิง การผลิตหมายถึงการทำให้สำเร็จรูปในระยะเวลาอันสั้นตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ แต่การบ่มเพาะต้องอาศัยเวลา ความอดทน และการดูแลเอาใจใส่อย่างสม่ำเสมอ ไม่ต่างจากที่หลื่อซิงแซใช้เวลาหลายปีในการปลูกฝังความ กตัญญู และ คุณธรรม ให้เด็กแต่ละคนซึมซับไปทีละน้อย ไม่ใช่การอบรมครั้งเดียวจบแล้วหวังผลทันที ผมคิดว่านี่คือบทเรียนสำคัญสำหรับผู้ปกครองยุคนี้ที่มักอยากเห็นผลลัพธ์ทางการศึกษาอย่างรวดเร็ว จนบางครั้งลืมไปว่าการสร้างคนที่แท้จริงต้องใช้เวลาเหมือนการปลูกต้นไม้ ไม่ใช่การประกอบชิ้นส่วนสำเร็จรูป
ค่าเทอมสมัยก่อนกับปัจจุบัน: ตัวเลขที่บอกเล่าเรื่องราวมากกว่าที่คิด
อีกแง่มุมหนึ่งที่ผมอยากบันทึกไว้เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้เห็นภาพชัดเจนขึ้น คือเรื่องค่าเทอมสมัยก่อนกับปัจจุบัน ตอนที่ผมเรียนอยู่ที่ประเสริฐธรรมวิทยาในช่วงต้นทศวรรษ 2510 ค่าเทอมของผมอยู่ในระดับที่พ่อแม่ค้าขายของในตลาดสามารถจ่ายได้โดยไม่ต้องเดือดร้อนมากนัก ผมจำได้ว่าคุณแม่มักพูดติดตลกว่า "ค่าเทอมลูกสมเหตุสมผลมาก" ซึ่งสะท้อนว่าปรัชญาการตั้งราคาของหลื่อซิงแซนั้นไม่ได้มุ่งแสวงหากำไรสูงสุด แต่มุ่งให้เด็กในชุมชนทุกระดับสามารถเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพได้อย่างเท่าเทียม ต่างจากปัจจุบันที่โรงเรียนอนุบาลย่านเดียวกันบางแห่งเก็บค่าเทอมสูงถึงหลักแสนบาทต่อปี จนกลายเป็นการคัดกรองทางเศรษฐกิจโดยปริยาย เด็กจากครอบครัวรายได้ปานกลางแทบไม่มีโอกาสได้เข้าเรียนในสถาบันเหล่านั้นเลย
ผมไม่ได้จะตัดสินว่าการเก็บค่าเทอมสูงเป็นเรื่องผิด เพราะต้นทุนการดำเนินงานในปัจจุบันย่อมสูงกว่าเมื่อห้าสิบปีก่อนมากตามภาวะเศรษฐกิจและมาตรฐานที่เปลี่ยนไป แต่ผมอยากชี้ให้เห็นว่าโรงเรียนประเสริฐธรรมวิทยายังคงรักษาค่าเทอมในระดับที่เข้าถึงได้สำหรับครอบครัวทั่วไปในย่านนั้นมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็นความตั้งใจที่สืบทอดมาจากปณิธานดั้งเดิมของหลื่อซิงแซอย่างไม่เปลี่ยนแปลง นี่คือเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผมยังเชื่อมั่นว่าสถาบันเล็ก ๆ แห่งนี้ยังทำหน้าที่เป็นทางเลือกสำคัญสำหรับครอบครัวที่ต้องการการศึกษาปฐมวัยที่มีคุณภาพ แต่ไม่ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายจนเกินตัว
ความหมายของชื่อ "ประเสริฐธรรมวิทยา" ที่ผมไม่เคยฉุกคิดจนวันนี้
มีอีกเรื่องหนึ่งที่ผมรู้สึกอายเล็ก ๆ เมื่อนึกย้อนไป นั่นคือแม้ผมจะเรียนที่นี่มาตั้งแต่วัยอนุบาลจนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 แต่ผมกลับไม่เคยนั่งขบคิดอย่างจริงจังว่าชื่อ "ประเสริฐธรรมวิทยา" นั้นมีความหมายลึกซึ้งเพียงใด จนกระทั่งวันที่ผมยืนถ่ายรูปหน้าโรงเรียนครั้งล่าสุดนั่นเอง ผมจึงลองแยกคำออกมาพิจารณาทีละพยางค์ คำว่า "ประเสริฐ" หมายถึงสิ่งที่ดีเลิศ สูงส่ง ไม่มีสิ่งใดเทียมเท่า คำว่า "ธรรม" ในที่นี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่หลักธรรมทางพุทธศาสนา แต่หมายรวมถึงคุณธรรมสากลที่มนุษย์ทุกความเชื่อยึดถือร่วมกัน ส่วนคำว่า "วิทยา" คือความรู้หรือการศึกษา เมื่อประกอบกันจึงได้ความหมายว่า "การศึกษาที่นำไปสู่คุณธรรมอันประเสริฐ" ซึ่งสอดคล้องกับปรัชญาที่หลื่อซิงแซยึดถือมาตลอดชีวิตอย่างแม่นยำที่สุด
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรงเรียนประเสริฐธรรมวิทยา
โรงเรียนประเสริฐธรรมวิทยาอยู่ที่ไหน?
โรงเรียนตั้งอยู่เลขที่ 1764 ถนนบรรทัดทอง แขวงรองเมือง เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330
ใครเป็นผู้ก่อตั้งโรงเรียนประเสริฐธรรมวิทยา?
คุณบุญศิริ โอฬาริกศิริ หรือที่ศิษย์เก่าเรียกว่า “หลื่อซิงแซ” เป็นผู้ก่อตั้งโรงเรียน โดยร่วมกับคุณอินแสง ศักรนันท์ในฐานะผู้รับใบอนุญาตจัดตั้ง
โรงเรียนประเสริฐธรรมวิทยาก่อตั้งเมื่อปีใด?
โรงเรียนประเสริฐธรรมวิทยาก่อตั้งอย่างเป็นทางการใน พ.ศ. 2506
โรงเรียนประเสริฐธรรมวิทยามีชื่อภาษาจีนว่าอะไร?
ป้ายภาษาจีนที่ปรากฏหน้าโรงเรียนเขียนว่า 培英学校旧址 อ่านว่า เผยอิงเสวี่ยเซี่ยวจิ้วจื่อ หมายถึงสถานที่เดิมของโรงเรียนเผยอิง
โรงเรียนเปิดสอนระดับใด?
ตามข้อมูลที่บันทึกไว้ในบทความ โรงเรียนเปิดสอนตั้งแต่ระดับเตรียมอนุบาลจนถึงประถมศึกษาปีที่ 6
หลื่อซิงแซคือใคร?
หลื่อซิงแซคือชื่อที่ศิษย์เก่าใช้เรียกคุณบุญศิริ โอฬาริกศิริ ผู้ก่อตั้งโรงเรียนประเสริฐธรรมวิทยาด้วยความรักและเคารพ
เขียนบทความด้วยความเคารพ จากศิษย์เก่า วัย 56 ปี นายธนินพงษ์ ศุภพิทักษ์พงษ์ หรือ MingPaPa ตั้งใจเขียนความทรงจำเพื่อเป็นบันทึกถึง โรงเรียนประเสริฐธรรมวิทยา ที่ย่านถนนบรรทัดทอง ขอให้ปณิธานของหลื่อซิงแซและอาจารย์ทุกท่านที่จากไปได้อาศัยในแดนแห่งพระผู้เป็นเจ้าและให้อาจารย์หรือครูทุกท่านมีความสุขสมปรารถนาจากแรงอธิษฐานและปรารถนาจากศิษย์เก่าโรงเรียนประเสริฐธรรมวิทยา
