ตอนผมยังเด็ก ผมเคยเห็นคนที่รู้จักกับพ่อไปกราบไหว้ขอลูกที่ศาลเจ้าแม่กวนอิมทุกเดือน จนวันหนึ่งท่านก็ได้ลูกชายสมใจ ผู้ใหญ่ในบ้านพูดกันว่านี่คือ กวนอิมประทานบุตร ที่ท่านโปรดปรานคนใจบุญ แต่คำถามที่ผมสงสัยมาตลอดคือ เรื่องนี้มีที่มาจากพระคัมภีร์จริง ๆ หรือเป็นเพียงนิทานที่เล่าต่อกันมาในหมู่คนจีนโพ้นทะเล
กวนอิมประทานบุตรมีรากฐานจริงจากพระสัทธรรมปุณฑริกสูตร (妙法蓮華經 — เมี่ยวฝ่าเหลียนฮวาจิง คัมภีร์มหายานสำคัญที่กล่าวถึงพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์) บทที่ 25 ซึ่งระบุชัดว่าผู้หญิงที่กราบไหว้บูชาจะได้บุตรผู้มีบุญและปัญญา แต่รูปลักษณ์ "เจ้าแม่กวนอิมอุ้มเด็ก" แบบที่เราคุ้นตาทุกวันนี้เป็นผลจากการผสมผสานความเชื่อหลายชั้นตลอดหลายร้อยปีในจีน ไม่ใช่ภาพที่ปรากฏในพระสูตรโดยตรง
ประเด็นสำคัญ
- พระสัทธรรมปุณฑริกสูตร บทที่ 25 ระบุว่าสตรีที่บูชาพระอวโลกิเตศวรจะได้บุตรมีบุญและปัญญา ไม่ใช่แค่ "มีลูก" เฉย ๆ
- ภาพลักษณ์กวนอิมอุ้มเด็กในจีนน่าจะรับอิทธิพลบางส่วนจากพระนางหาริตี (Hārītī หรือ 鬼子母 — กุ่ยจื่อหมู่ เทพสตรีอินเดียผู้คุ้มครองเด็ก) ที่เข้าสู่จีนราวศตวรรษที่ 4
- ความเชื่อเรื่องกวนอิมส่งบุตรเริ่มเป็นรูปเป็นร่างชัดเจนในสมัยราชวงศ์ถัง และแพร่หลายเต็มที่ในสมัยซ่ง หยวน หมิง ชิง
- คนโบราณสอนให้ขออธิษฐานขอบุตรอย่างครบถ้วน ไม่ใช่ขอแค่ "อยากมีลูก" แต่ต้องขอบุตรที่เป็นคนดีมีปัญญาด้วย
- การไหว้ขอลูกมีธรรมเนียมปฏิบัติเฉพาะ เช่น การจุดธูปสามดอก การอธิษฐานบอกชื่อและวันเกิดสามครั้ง
รากฐานจากพระคัมภีร์ ไม่ใช่แค่นิทานพื้นบ้าน
หลายคนอาจคิดว่ากวนอิมประทานบุตรเป็นเพียงนิทานที่คนจีนแต่งขึ้นเองในภายหลัง แต่ความจริงแล้วมีหลักฐานปรากฏในคัมภีร์พุทธศาสนามหายานอย่างชัดเจน ผู้ที่แปลเรื่องอานุภาพส่งบุตรของกวนอิมเข้าสู่จีนเป็นคนแรกคือพระจู๋ฝ่าหู้ (竺法護 — จู๋ฝ่าหู้ พระภิกษุยุคราชวงศ์จิ้นตะวันตกผู้แปลคัมภีร์พุทธจากภาษาสันสกฤต) ในคัมภีร์ 正法華經 (เจิ้งฝ่าฮวาจิง — พระสัทธรรมปุณฑริกสูตรฉบับแปลแรก) แต่ฉบับที่แพร่หลายและมีอิทธิพลที่สุดในจีนคือฉบับแปลของพระกุมารชีพ (鳩摩羅什 — จิวมั่วหลัวสือ) ซึ่งข้อความในบทที่ 25 ระบุไว้ว่า หากสตรีปรารถนาบุตรชาย กราบไหว้บูชาพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ ก็จะได้บุตรที่มีบุญและปัญญา หากปรารถนาบุตรหญิงก็จะได้ธิดาที่สั่งสมรากแห่งความดี งามพร้อมเป็นที่รักของผู้คน
ตรงนี้เองที่ผมมองว่าสำคัญมาก เพราะข้อความในพระสูตรไม่ได้บอกแค่ว่า "ขอแล้วได้ลูก" แต่ระบุคุณสมบัติของบุตรไว้ชัดเจนว่าต้องมีบุญและมีปัญญา ซึ่งตรงกับคำสอนที่ผมได้ยินจากผู้ใหญ่ในบ้านตั้งแต่เด็กว่า การขอบุตรต้องขอให้ครบถ้วน ไม่ใช่ขอแค่ให้มีลูกเป็นตัวเป็นตน แต่ต้องขอให้เป็นอภิชาตบุตร มีดวงจิตดี มีบุญสัมพันธ์กับครอบครัว มีสุขภาพแข็งแรง เป็นคนดี มีสติปัญญา และมีอายุมั่นขวัญยืน ผมคิดว่าคำสอนนี้ไม่ได้ขัดแย้งกับพระสูตรเลย แต่กลับเป็นการตีความและต่อยอดจากแก่นคำสอนดั้งเดิมอย่างซื่อตรง
ส่วนคัมภีร์อีกฉบับที่มักถูกอ้างอิงประกอบกันคือ 楞嚴經 (เหลิงเหยียนจิง — คัมภีร์สุรงคมสูตร) ซึ่งมีข้อความทำนองว่า ขอภรรยาก็ได้ภรรยา ขอบุตรก็ได้บุตร เสริมความหนักแน่นให้กับคติที่ว่ากวนอิมเป็นผู้ตอบสนองคำขอของผู้ศรัทธาในทุกด้านของชีวิต ไม่ใช่เฉพาะเรื่องบุตรเพียงอย่างเดียว
จากพระนางหาริตีถึงเจ้าแม่กวนอิมอุ้มเด็ก
ในเมื่อพระสูตรพูดถึงกวนอิมเพศชายในต้นฉบับอินเดีย เหตุใดภาพที่คนไทยเชื้อสายจีนคุ้นตากลับเป็นเจ้าแม่กวนอิมสตรีอุ้มเด็กทารก ตรงนี้คือจุดที่งานวิจัยด้านประวัติศาสตร์ศาสนาชี้ให้เห็นการผสมผสานของหลายวัฒนธรรม นักวิชาการชาวจีนอย่างหู ซื่อ (胡適 — หู ซื่อ นักปราชญ์จีนสมัยใหม่) เคยเสนอไว้ว่า รูปลักษณ์และหน้าที่ของกวนอิมส่งบุตรน่าจะได้รับอิทธิพลมาจากพระนางหาริตี (Hārītī หรือ 鬼子母 — กุ่ยจื่อหมู่) เทพสตรีในพุทธศาสนาอินเดียซึ่งตามตำนานมีบุตรถึงห้าร้อยคน แต่ในอดีตชาติเคยกินเด็กของผู้อื่นเป็นอาหาร ก่อนที่พระพุทธเจ้าจะทรงโปรดให้กลับใจและหันมาเป็นผู้พิทักษ์เด็กแทน
พระนางหาริตี เข้าสู่จีนราวคริสต์ศตวรรษที่ 4 และกลายเป็นเทพสตรีองค์แรกในพุทธศาสนาที่รับหน้าที่ประทานและปกป้องบุตรอย่างชัดเจน แต่เมื่อความศรัทธาต่อกวนอิมแพร่หลายมากขึ้นในจีน หน้าที่ส่งบุตรของพระนางหาริตีก็ค่อย ๆ ถูกกวนอิมซึ่งมีฐานผู้ศรัทธากว้างขวางกว่าดูดซับเข้าไป จนเหลือเพียงร่องรอยเล็กน้อย มีนักวิชาการเปรียบเทียบไว้อย่างน่าสนใจว่าเหมือน "บริษัทใหญ่ควบรวมบริษัทเล็ก" กวนอิมผู้มีศรัทธาชนทั่วแผ่นดินจึงรับช่วงต่อธูปเทียนที่เหลืออยู่ของพระนางหาริตีไปโดยปริยาย
นอกจากนี้ยังมีเทพสตรีพื้นเมืองจีนอีกองค์หนึ่งคือ 九子母 (จิ่วจื่อหมู่ — มารดาแห่งบุตรทั้งเก้า) เทพีจากดินแดนฉู่โบราณ ซึ่งตามตำนานให้กำเนิดบุตรถึงเก้าคนโดยไม่มีสามี ปรากฏในบันทึกตั้งแต่สมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันออก เมื่อพระนางหาริตีเข้าสู่จีนก็ผสานเข้ากับคติจิ่วจื่อหมู่จนรูปเคารพหลายแห่งมีลักษณะ "บุตรเก้าคนล้อมรอบ" ในที่สุดกวนอิมประทานบุตรจึงกลายเป็นภาพรวมของสามสายความเชื่อ คือความกรุณาแบบมหายาน ความอุดมด้วยบุตรแบบพระนางหาริตี และรากเหง้าพื้นเมืองแบบจิ่วจื่อหมู่ ผมมองว่านี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนมากของการที่ศาสนาต่างถิ่นปรับตัวเข้ากับจิตวิญญาณท้องถิ่น จนกลายเป็นสิ่งที่คนท้องถิ่นรู้สึกว่าเป็น "ของเรา" อย่างแท้จริง
ช่วงเวลาที่ความเชื่อเริ่มเป็นรูปเป็นร่างในจีน
ร่องรอยแรกของความเชื่อกวนอิมส่งบุตรปรากฏตั้งแต่สมัยราชวงศ์เหนือใต้ ในหนังสือ 冥祥記 (หมิงเสียงจี้ — บันทึกเรื่องราวปาฏิหาริย์) ที่หวังเยี่ยน (王琰) แต่งขึ้นในยุคฉีเหลียง มีการบันทึกเรื่องราวของซุนเต้าเต๋อ ชายชาวอี้โจวที่อายุเกินห้าสิบปีแล้วยังไม่มีบุตร เมื่อได้ฟังคำแนะนำของพระภิกษุให้สวด 觀世音經 (กวนซื่ออินจิง — คัมภีร์กวนอิม) ด้วยใจศรัทธา ไม่นานก็ฝันเห็นกวนอิมส่งบุตรมาให้ และภรรยาก็ตั้งครรภ์ให้กำเนิดบุตรชายจริง เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่าอย่างน้อยในยุคจิ่งผิงแห่งราชวงศ์หลิวซ่ง ความเชื่อเรื่องขอบุตรจากกวนอิมได้ก่อตัวเป็นรูปแบบที่สมบูรณ์แล้วในหมู่ชาวบ้าน
พอถึงสมัยราชวงศ์ถัง ความเชื่อนี้ยิ่งเข้มข้นขึ้น มีการสร้างรูปเคารพกวนอิมอุ้มเด็กแยกเป็นเอกเทศ และบันทึก 資治通鑑 (จือจื้อทงเจี้ยน — พงศาวดารการปกครองอันเป็นกระจกส่อง) กล่าวถึงพระเถระว่านหุย (萬回) ว่ากำเนิดจากมารดาที่อธิษฐานขอบุตรจากกวนอิม สะท้อนว่าความเชื่อนี้แพร่หลายมากแล้วในต้นราชวงศ์ถัง ที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือ ช่วงเวลาเดียวกันนี้เองที่รูปลักษณ์ของกวนอิมเริ่มเปลี่ยนจากบุรุษเป็นสตรีอย่างชัดเจน ซึ่งนักวิชาการมองว่าสัมพันธ์โดยตรงกับหน้าที่ประทานบุตรที่เข้มข้นขึ้น เพราะการให้กำเนิดและเลี้ยงดูบุตรถูกผูกโยงกับภาพลักษณ์ความเป็นมารดาโดยธรรมชาติ
ต่อมาในสมัยซ่ง หยวน หมิง ชิง ความเชื่อนี้กลายเป็นความเชื่อระดับชาติอย่างแท้จริง คัมภีร์ 法界聖凡水陸大齋法輪寶懺 ของสมัยซ่งระบุถึง "รูปกวนอิมส่งบุตรที่คนทั่วไปรู้จัก" ยืนยันว่าภาพนี้แพร่หลายมากแล้ว ภาพสลักบนหน้าผาสมัยซ่งที่พบในเสฉวนหลายแห่งก็ยืนยันความนิยมในภูมิภาคปาสู่ ส่วนสมัยหมิงชิงนั้นวัดวาอารามที่บูชากวนอิมกระจายอยู่ทั่วเมืองและชนบท เฉพาะกรุงปักกิ่งสมัยหมิงมีวัดและศาลเจ้าที่เกี่ยวข้องกับกวนอิมมากถึง 41 แห่ง
ธรรมเนียมการไหว้ขอลูก ที่คนโบราณสอนกันมา
การไหว้กวนอิมประทานบุตรมีธรรมเนียมปฏิบัติที่สืบทอดกันมาอย่างละเอียด ซึ่งผมคิดว่าน่าสนใจไม่แพ้ประวัติศาสตร์ของความเชื่อเลย เมื่อเข้าวัดไม่ควรพูดว่า "ซื้อธูป" แต่ให้พูดว่า "รับธูป" และค่าธูปต้องจ่ายด้วยตัวเอง ไม่ให้ผู้อื่นออกเงินแทน จำนวนธูปที่นิยมใช้คือสามดอก จุดด้วยมือขวาปักด้วยมือซ้าย เมื่อจุดติดแล้วให้ใช้มือโบกดับ ห้ามเป่าด้วยปาก ส่วนการอธิษฐานนั้นต้องบอกชื่อ วันเดือนปีเกิด ที่อยู่ พร้อมบอกสิ่งที่ปรารถนาและวิธีแก้บนอย่างชัดเจน แล้วกล่าวย้ำสามครั้ง หากสมปรารถนาแล้วโดยทั่วไปต้องแก้บนภายในสามปี
เครื่องเซ่นไหว้ที่นิยมใช้ ได้แก่ พุทราแดง ถั่วลิสง ลำไย และเมล็ดบัว ซึ่งชื่อพ้องเสียงกับคำว่า "เกิดบุตรมีวาสนา" ในภาษาจีน (早生贵子 — เจ่าเซิงกุ้ยจื่อ แปลตรงว่าขอให้ได้บุตรผู้มีวาสนาโดยเร็ว) นอกจากนี้การไหว้ยังมีลำดับที่ควรปฏิบัติ คือกราบพระประธานก่อน แล้วจึงเวียนกราบตามเข็มนาฬิกาไปยังองค์อื่น ไม่เหยียบธรณีประตู ให้เดินเข้าทางประตูข้าง และไม่ใช้อาสนะกลางที่สงวนไว้สำหรับเจ้าอาวาสเท่านั้น
ผมเล่าธรรมเนียมพวกนี้ให้ฟังไม่ใช่เพราะอยากให้ทุกคนต้องทำตามอย่างเคร่งครัด แต่อยากให้เห็นว่าคนโบราณให้ความสำคัญกับ "ความตั้งใจ" ในการขอลูกมากเพียงใด ทุกขั้นตอนล้วนเป็นการฝึกสติ ฝึกความอดทน และฝึกความเคารพ ก่อนที่จะได้รับสิ่งที่ปรารถนา ซึ่งผมมองว่าเป็นบทเรียนที่ลึกซึ้งกว่าการขอพรทั่ว ๆ ไปมาก
กลับมาที่คำสอนของผู้ใหญ่ในบ้านที่ผมเล่าไว้ตอนต้น ท่านสอนเสมอว่าเวลาขอลูกกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ไม่ควรอธิษฐานแค่ "ขอให้มีลูก" เพียงอย่างเดียว แต่ต้องขอให้ครบถ้วนว่าขอให้ได้บุตรที่เป็นอภิชาตบุตร มีดวงจิตที่ดี มีบุญสัมพันธ์กับครอบครัว มีสุขภาพแข็งแรง เป็นคนดี มีสติปัญญา และมีอายุมั่นขวัญยืน ผมเคยได้ยินเรื่องเล่าในหมู่ญาติว่า บางคนขอลูกไม่ครบถ้วนแล้วต่อมาลูกที่ได้มาอยู่ด้วยไม่นานก็จากไป ผมอยากบอกตรงนี้ให้ชัดว่า เราไม่ควรนำเรื่องเล่าแบบนี้ไปตัดสินหรือกล่าวโทษพ่อแม่ที่ต้องสูญเสียลูกไปแต่อย่างใด เพราะความสูญเสียเช่นนั้นเป็นเรื่องเจ็บปวดที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น แต่ควรเข้าใจเรื่องเล่านี้ในเชิงสัญลักษณ์ว่าเป็นคำเตือนของคนโบราณว่า การขอชีวิตหนึ่งมาเกิดในโลกนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก ผู้ที่ขอต้องพร้อมรับผิดชอบทั้งการเลี้ยงดู การอบรม และการดูแลชีวิตนั้นไปตลอดเส้นทาง ไม่ใช่ขอเพียงเพราะอยากมีลูกไว้เชยชมหรือสืบสกุลเท่านั้น
ในทางพระคัมภีร์เองก็สอดคล้องกับมุมมองนี้ เพราะพระสัทธรรมปุณฑริกสูตรไม่ได้ระบุเพียงว่า "ขอแล้วได้ลูก" แต่ยืนยันว่าบุตรที่ได้รับต้องมีบุญและมีปัญญา สะท้อนว่าแก่นแท้ของความเชื่อนี้ไม่ใช่เรื่องปาฏิหาริย์ล้วน ๆ แต่เป็นเรื่องของการปลูกฝังเจตนาดีตั้งแต่ก่อนที่ชีวิตใหม่จะถือกำเนิดขึ้นมา
คำถามที่พบบ่อย
กวนอิมประทานบุตรมีจริงไหม
ในทางพระคัมภีร์มหายาน พระสัทธรรมปุณฑริกสูตรบทที่ 25 ระบุชัดเจนว่าสตรีที่กราบไหว้บูชาพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์จะได้บุตรผู้มีบุญและปัญญา ดังนั้นความเชื่อนี้มีที่มาจากคัมภีร์จริง ไม่ใช่นิทานที่แต่งขึ้นลอย ๆ แต่รูปแบบพิธีกรรมและรูปเคารพที่เห็นในปัจจุบันเป็นผลจากการตีความและผสมผสานทางวัฒนธรรมนับพันปี
ทำไมกวนอิมถึงกลายเป็นผู้หญิง
ในต้นฉบับอินเดียกวนอิมหรือพระอวโลกิเตศวรมีรูปลักษณ์เป็นบุรุษ แต่เมื่อความเชื่อเรื่องประทานบุตรเข้มข้นขึ้นในสมัยราชวงศ์ถัง ภาพลักษณ์สตรีก็เริ่มเป็นที่นิยม เพราะสัมพันธ์กับความเป็นมารดาและการให้กำเนิดโดยธรรมชาติ ประกอบกับอิทธิพลจากพระนางหาริตีและเทพสตรีพื้นเมืองจีนอย่างจิ่วจื่อหมู่ที่เข้ามาผสานรวมด้วย
ขอลูกกับกวนอิมต้องเตรียมอะไรบ้าง
ควรเตรียมธูปสามดอก เครื่องเซ่นไหว้อย่างพุทราแดง ถั่วลิสง ลำไย และเมล็ดบัว พร้อมทั้งเตรียมคำอธิษฐานที่บอกชื่อ วันเดือนปีเกิด ที่อยู่ และสิ่งที่ปรารถนาอย่างชัดเจน ที่สำคัญที่สุดคือควรขอให้ครบถ้วน ไม่ใช่ขอแค่ "อยากมีลูก" แต่ควรขอให้ได้บุตรที่มีบุญ มีปัญญา มีสุขภาพแข็งแรง และมีอายุยืนยาว
กวนอิมประทานบุตรไหว้ที่ไหนดี
ในจีนมีสถานที่ขึ้นชื่อหลายแห่ง เช่น เขาผูโถวซัน ซึ่งถือเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์หลักของกวนอิม รวมถึงวัดต่าง ๆ ในมณฑลซานซี เหอหนาน และกานซู่ สำหรับคนไทยเชื้อสายจีน หลายท่านนิยมไหว้ที่ศาลเจ้าแม่กวนอิมในท้องถิ่นของตนเอง โดยยึดหลักความศรัทธาและความตั้งใจเป็นสำคัญมากกว่าสถานที่
ทำไมต้องขอบุตรอย่างครบถ้วน ไม่ใช่ขอแค่ให้มีลูก
เพราะคำสอนโบราณมองว่าการขอชีวิตหนึ่งมาเกิดเป็นเรื่องใหญ่ ผู้ขอต้องรับผิดชอบตลอดชีวิตของลูกที่จะเกิดมา การขอให้ครบถ้วนทั้งเรื่องบุญ ปัญญา สุขภาพ ความดี และอายุยืนยาว จึงเป็นการฝึกเจตนาที่ดีของผู้เป็นพ่อแม่ตั้งแต่ก่อนที่ลูกจะถือกำเนิดขึ้นมาจริง
บทสรุป
เมื่อมองย้อนกลับไปที่ภาพเพื่อของพ่อผมคนนั้นที่ผมเห็นตอนเด็ก ผมคิดว่าสิ่งที่ท่านทำไม่ได้ต่างจากสิ่งที่คนจีนทำกันมานับพันปีเลย นั่นคือการยึดถือศรัทธาที่มีรากฐานจริงจากพระคัมภีร์ ผสมผสานกับธรรมเนียมปฏิบัติที่ถูกกลั่นกรองผ่านกาลเวลาและวัฒนธรรมหลายชั้น กวนอิมประทานบุตรจึงไม่ใช่เพียงนิทานปลอบใจคนอยากมีลูก แต่เป็นความเชื่อที่มีที่มาจากพระสัทธรรมปุณฑริกสูตรอย่างแท้จริง ผ่านการตีความและผสานร่วมกับความเชื่อเรื่องพระนางหาริตีและเทพสตรีพื้นเมืองจีนจนกลายเป็นภาพลักษณ์ที่เราคุ้นตาทุกวันนี้ สิ่งที่ผมอยากทิ้งไว้ให้คิดต่อคือ ไม่ว่าจะเชื่อในแง่ศาสนา แง่วัฒนธรรม หรือเพียงแง่ความหวังของมนุษย์ผู้ปรารถนาจะมีทายาทสักคนหนึ่ง สิ่งที่สำคัญกว่าปาฏิหาริย์ใด ๆ ก็คือเจตนาที่บริสุทธิ์ในใจของผู้ขอ
ผมเองเคยคิดทบทวนอยู่หลายครั้งว่า ทำไมคนโบราณถึงไม่สอนให้ขอลูกแบบง่าย ๆ สั้น ๆ แต่กลับสอนให้อธิษฐานอย่างละเอียด ครบถ้วนทุกด้าน ทั้งบุญ ปัญญา สุขภาพ ความดี และอายุยืนยาว ยิ่งอายุมากขึ้นผมยิ่งเข้าใจว่านั่นคือปัญญาของคนรุ่นก่อนที่สอนให้เรารู้จักรับผิดชอบต่อชีวิตที่เรากำลังจะได้รับ ไม่ใช่เพียงขอเพื่อสนองความต้องการของตัวเองเท่านั้น การขอลูกจึงไม่ใช่แค่พิธีกรรมทางไสยศาสตร์ แต่เป็นการฝึกใจให้พร้อมเป็นพ่อแม่ที่ดีตั้งแต่วันแรกที่เริ่มอธิษฐาน
ไม่ว่าท่านผู้อ่านจะกำลังเดินทางไปกราบไหว้เจ้าแม่กวนอิมที่ศาลเจ้าใกล้บ้าน หรือเพียงอ่านบทความนี้ด้วยความสงสัยใคร่รู้ ผมหวังว่าเรื่องราวที่ผมนำมาเล่าจะช่วยให้ท่านเห็นภาพที่ครบถ้วนขึ้น ทั้งในแง่หลักฐานทางประวัติศาสตร์และพระคัมภีร์ที่ยืนยันรากฐานจริงของความเชื่อนี้ และในแง่คติความเชื่อที่ถูกส่งต่อกันมาในครอบครัวจีนโพ้นทะเลอย่างเราท่าน ท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าคำตอบทางวิชาการจะชี้ไปทางไหน สิ่งที่ป้าของผมและคนอีกนับล้านในโลกนี้ได้รับจากการกราบไหว้ขอลูกอย่างตั้งใจ ก็คือกำลังใจและความหวังที่จะมีชีวิตใหม่มาเติมเต็มครอบครัว ซึ่งผมเชื่อว่านั่นคือแก่นแท้ที่แท้จริงของศรัทธา ไม่ว่าจะผ่านยุคสมัยใดก็ตาม
