ผมจำได้ว่าเคยนั่งคุยกับเพื่อนกลุ่มหนึ่งที่ชอบสามก๊กเหมือนกัน แล้วมีคนถามขึ้นมาว่า "ในเรื่องสามก๊กทั้งหมด ใครน่าเสียดายที่สุด" หลายคนตอบจูกัดเหลียง บางคนตอบกวนอู แต่ผมกลับนึกถึงชายคนหนึ่งที่คนพูดถึงน้อยกว่าที่ควรจะเป็น ทำไมจงโฮยถึงเป็นตัวละครที่น่าเสียดายที่สุดในสามก๊ก คำถามนี้ผมคิดว่าคำตอบมันซ่อนอยู่ในชีวิตของเขาเองทุกช่วงตอน ตั้งแต่วันที่เขาเป็นเด็กอัจฉริยะจนถึงวันที่เขาตายในสมรภูมิที่ตัวเองก่อขึ้นมา
จงโฮย (鍾會 — จงฮุ่ย ชื่อรองซื่อจี้) น่าเสียดายที่สุดเพราะเขามีทั้งสติปัญญา ฝีมือการทหาร และวรรณศิลป์ระดับหาตัวจับยากในยุคสามก๊กตอนปลาย ถึงขนาดถูกยกให้เป็น "เตียวเหลียงแห่งยุค" แต่กลับปล่อยให้ความทะเยอทะยานเข้าครอบงำหลังพิชิตจ๊กก๊กสำเร็จในปี ค.ศ. 263 จนก่อกบฏต่อตระกูลสุมาและถูกทหารตัวเองสังหารตายในวัยเพียง 40 ปี
ประเด็นสำคัญ
- จงโฮยเป็นบุตรของจงอิ้ว ปรมาจารย์อักษรจีนตัวบรรจง (楷书 — ไข่ซู) ในยุคราชวงศ์วุยก๊ก
- ถูกเจียงจี้ ขุนนางคนสำคัญของวุยก๊ก ทำนายไว้ตั้งแต่อายุ 5 ขวบว่า "ไม่ใช่คนธรรมดา"
- เป็นมันสมองหลักของตระกูลสุมา จนคนยุคนั้นเปรียบเทียบกับเตียวเหลียง ที่ปรึกษาคนสำคัญของราชวงศ์ฮั่นตะวันตก
- วางแผนพิชิตจ๊กก๊กสำเร็จร่วมกับเตงงายในปี ค.ศ. 263 คุมกำลังทหารกว่าแสนคน
- หลังชนะศึก กลับก่อกบฏต่อสุมาเจียวโดยร่วมมือกับเกียงอุย จนถูกทหารตัวเองสังหาร
- เสียชีวิตพร้อมเกียงอุยในความวุ่นวายของกองทัพ อายุเพียง 40 ปี
จงโฮยคือใครในสามก๊ก
จงโฮย (鍾會 — จงฮุ่ย) เกิดเมื่อปี ค.ศ. 225 ที่เมืองฉางเส่อ แคว้นอิ๋งชวน (颍川长社 — ปัจจุบันอยู่ในมณฑลเหอหนาน) เป็นลูกของตระกูลผู้ดีระดับสูงที่สุดในยุคนั้น พ่อของเขาคือจงอิ้ว ไท่ฟู่ (太傅 — ตำแหน่งครูใหญ่ของราชสำนัก) แห่งวุยก๊ก และเป็นปรมาจารย์อักษรตัวบรรจงที่คนจีนยกให้เป็นบรมครูด้านนี้มาจนถึงทุกวันนี้ ส่วนพี่ชายของเขาคือจงยกก็ได้เป็นถึงเจ้าเมืองชิงจิ๋ว ผมเล่าเรื่องนี้ให้ลูกหลานในบ้านฟังบ่อยๆ ว่าคนที่เกิดมาพร้อมทั้ง "เส้นสาย" และ "ของจริง" แบบจงโฮยนี่หายากมากในประวัติศาสตร์จีน เพราะคนส่วนใหญ่มีแค่อย่างใดอย่างหนึ่ง
เรื่องที่ผมชอบเล่าให้คนฟังที่สุดคือตอนที่จงโฮยไปเข้าเฝ้าพระเจ้าโจผี พี่ชายของเขากลัวจนเหงื่อท่วมตัว แต่จงโฮยกลับนิ่งสนิทไม่มีเหงื่อออกเลย พอถูกถามว่าทำไมไม่ตื่นเต้นเหมือนพี่ชาย เขาตอบกลับไปว่า "เพราะข้าพเจ้าเกรงกลัวจนเหงื่อมิอาจไหลออกมาได้" คำตอบนี้แสดงไหวพริบระดับที่คนทั่วไปคิดไม่ทันตั้งแต่วัยเด็ก และมันสอดคล้องกับข้อมูลที่ว่าเจียงจี้ ขุนนางคนสำคัญของวุยก๊ก ได้ประเมินจงโฮยไว้ตั้งแต่อายุเพียง 5 ขวบว่า "ไม่ใช่คนธรรมดา" (非常人也) ซึ่งในสายตาผม การที่คนระดับเจียงจี้ยอมพูดแบบนี้กับเด็กอายุ 5 ขวบนี่ไม่ใช่คำชมเล่นๆ
พอโตขึ้น จงโฮยไม่ได้เก่งแค่ด้านการทหารอย่างเดียว เขาเข้าใจลัทธิขงจื้อ (儒学 — หรูเสวีย) หลักนิติศาสตร์ ยุทธศาสตร์การทหาร และปรัชญาเสวียนเสวีย (玄学 — ปรัชญาความลึกลับแบบเต๋าผสมขงจื้อของยุคเว่ยจิ้น) ได้อย่างลึกซึ้ง เขาก้าวเข้าสู่วงราชการตั้งแต่วัยหนุ่ม ผ่านตำแหน่งสำคัญอย่างเลขานุการ (秘书郎) และผู้ช่วยเลขาธิการสำนักราชวัง (中书侍郎) จนกลายเป็นที่ปรึกษาหลักของกลุ่มตระกูลสุมาตั้งแต่อายุยังน้อย
ทำไมถูกเปรียบกับเตียวเหลียง
คนยุคนั้นเปรียบจงโฮยเป็น "เตียวเหลียงแห่งยุค" ซึ่งเตียวเหลียงคือที่ปรึกษาคนสำคัญที่สุดของหลิวปัง ปฐมกษัตริย์ราชวงศ์ฮั่นตะวันตก ผู้ที่ใช้ปัญญาวางแผนพิชิตแผ่นดินจนสถาปนาราชวงศ์ฮั่นได้สำเร็จ การเปรียบเทียบระดับนี้ในสังคมจีนโบราณถือเป็นการยกย่องสูงสุดสำหรับที่ปรึกษาคนหนึ่ง เพราะเตียวเหลียงคือสัญลักษณ์ของ "ปัญญาที่เปลี่ยนแผ่นดิน" จงโฮยได้ตามสุมาสูไปปราบกบฏกวนขิ่วเจี่ยน และตามสุมาเจียวไปปราบกบฏจูกัดตัน โดยออกอุบายพลิกสถานการณ์หลายครั้งจนช่วยตระกูลสุมาผ่านวิกฤตการแย่งอำนาจมาได้ทุกครั้ง
ในมุมมองผม การเปรียบเทียบนี้มันมาพร้อมกับดาบสองคม เพราะเตียวเหลียงเองก็เป็นตัวอย่างของคนที่รู้จัก "ถอย" เมื่อภารกิจสำเร็จ เขาปฏิเสธตำแหน่งใหญ่โตและหันไปศึกษาเต๋าในบั้นปลายชีวิตเพื่อรักษาชีวิตตัวเองไว้ แต่จงโฮยกลับไม่ได้เรียนรู้บทเรียนข้อนี้จากต้นแบบของตัวเองเลย เขาเก่งเท่าเตียวเหลียงในเรื่องกลยุทธ์ แต่ขาดสิ่งที่เตียวเหลียงมีคือการรู้จักพอ ผมมองว่านี่คือจุดที่ทำให้เรื่องราวของทั้งสองคนแยกทางกันอย่างสิ้นเชิงในบทสรุปของชีวิต
ศึกพิชิตจ๊กก๊กกับเตงงาย จุดสูงสุดของอาชีพ
ปีจิ่งเยียนที่สี่ (景元四年 — ค.ศ. 263) ขุนนางในราชสำนักวุยก๊กแทบทั้งหมดคัดค้านการยกทัพไปตีจ๊กก๊ก มีเพียงจงโฮยคนเดียวที่สนับสนุนแผนการนี้ของสุมาเจียวอย่างเต็มที่ จนได้รับแต่งตั้งเป็นเจิ้นซีเจียงจวิน (镇西将军 — ขุนพลผู้พิทักษ์ตะวันตก) คุมการวางแผนศึกทั้งหมด เขายกทัพร่วมกับเตงงายแยกกันสองสาย และในที่สุดก็ร่วมกันพิชิตจ๊กก๊กสำเร็จ จบยุคของราชวงศ์ที่เล่าปี่สถาปนาไว้ลงอย่างสิ้นเชิง
ตรงนี้ผมอยากชี้ให้เห็นว่าความสำเร็จนี้ไม่ใช่เรื่องเล่น จงโฮยคุมกำลังทหารรวมกันกว่าแสนคน สยบเกียงอุยที่เป็นแม่ทัพใหญ่ของจ๊กก๊กได้ และยึดดินแดนแทบทั้งหมดของจ๊กก๊กไว้ในมือ ถ้ามองในแง่ผลงานทางประวัติศาสตร์ การพิชิตจ๊กก๊กครั้งนี้คือฐานสำคัญที่ทำให้ราชวงศ์จิ้นตะวันตกในภายหลังรวมแผ่นดินจีนเป็นหนึ่งเดียวได้สำเร็จ พูดได้ว่าจงโฮยคือหนึ่งในผู้ปิดม่านยุคสามก๊กด้วยมือของตัวเอง แต่ผมมักบอกลูกหลานว่าจุดสูงสุดของชีวิตคนบางครั้งก็เป็นจุดเริ่มต้นของหายนะ เพราะหลังจากพิชิตจ๊กก๊กสำเร็จ จงโฮยเกิดความหวาดระแวงในความดีความชอบของเตงงาย จนใส่ความว่าเตงงายคิดกบฏ แล้วสั่งจับกุมใส่รถขังส่งกลับเมืองลั่วหยาง เท่ากับตัวเขาเองกลายเป็นผู้คุมกองทัพพิชิตจ๊กก๊กทั้งหมดเพียงคนเดียว
จุดจบ: กบฏต่อสุมาเจียวและความตายพร้อมเกียงอุย
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อเกียงอุย แม่ทัพจ๊กก๊กที่ยอมจำนน เข้ามาปลุกปั่นความคิดของจงโฮย จนเขาเกิดความทะเยอทะยานที่จะแยกตัวปกครองแผ่นดินเสฉวนเอง เขาถึงขั้นปลอมพระราชโองการของพระพันปีก้วยไท่โฮ่ว (郭太后 — พระพันปีตระกูลก้วย) เพื่อยกทัพก่อกบฏต่อสุมาเจียวอย่างเปิดเผย นี่คือจุดที่ผมมองว่าคนอัจฉริยะระดับนี้กลับตัดสินใจพลาดที่สุดในชีวิต เพราะเขาน่าจะรู้ดีว่าทหารในกองทัพส่วนใหญ่ยังคงจงรักภักดีต่อตระกูลสุมาอยู่ ไม่ใช่ต่อตัวเขา
สุดท้ายแผนการนี้ก็ล่มไม่เป็นท่า นายทหารใต้บังคับบัญชาอย่างฮูเลียด (胡烈 — หูเลี่ย) ก่อการกบฏขึ้นภายในกองทัพ จงโฮยกับเกียงอุยต้องเสียชีวิตพร้อมกันในความวุ่นวายของกองทัพที่ก่อขึ้นเอง อายุของจงโฮยในวันนั้นมีเพียง 40 ปี เป็นการปิดฉากชีวิตที่เริ่มต้นด้วยความอัจฉริยะแต่จบลงด้วยความพ่ายแพ้อย่างสิ้นเชิง ผมมองว่าถ้าเขาหยุดไว้แค่ตอนพิชิตจ๊กก๊กสำเร็จแล้วกลับไปรับความดีความชอบแบบปกติ ชื่อของจงโฮยน่าจะถูกจารึกไว้ในระดับเดียวกับขุนศึกผู้ยิ่งใหญ่คนอื่นๆ ของสามก๊กแทนที่จะเป็นแค่เชิงอรรถของประวัติศาสตร์
นอกเหนือจากการทหาร: จงโฮยในด้านศิลปะและปรัชญา
หลายคนอาจไม่รู้ว่าจงโฮยไม่ได้เก่งแค่เรื่องกลยุทธ์การทหารอย่างเดียว ด้านศิลปะการเขียนตัวอักษร งานเขียนของเขาทั้งแบบลี่ (隸 — อักษรบรรจงโบราณ) หางสิง (行 — อักษรกึ่งวิ่ง) เฉ่า (草 — อักษรหวัด) และจางเฉ่า (章草 — อักษรหวัดแบบโบราณ) ได้รับการประเมินจากจางหวยกวาน นักวิจารณ์อักษรศิลป์คนสำคัญแห่งราชวงศ์ถัง ว่าอยู่ในระดับ "เมี่ยวผิ่น" (妙品 — ชั้นเยี่ยม) มีความอิสระโลดโผนแต่ยังคงเค้าโครงของจงอิ้วผู้เป็นพ่อไว้อย่างครบถ้วน
ในด้านปรัชญาเสวียนเสวีย เขายังเขียนงานสำคัญอย่าง 易无互体 (อี้อู๋หู่ถี่ — บทวิเคราะห์เรื่องโครงสร้างในคัมภีร์อี้จิง) 老子注 (เหลาจื่อจู้ — บทอรรถาธิบายคัมภีร์เต้าเต๋อจิงของเหลาจื่อ) และ 四本论 (ซื่อเปิ่นลุ่น — ทฤษฎีสี่รากฐาน) ซึ่งมีอิทธิพลไม่น้อยต่อวงวิชาการปรัชญาในยุคเว่ยจิ้น ด้านวรรณกรรมเขาก็ทิ้งงานเขียนอย่าง 菊花赋 (จวี๋ฮวาฟู่ — บทกวีสดุดีดอกเบญจมาศ) และ 移蜀将吏士民檄 (อี๋สู่เจียงลี่ซื่อหมินซี — ประกาศเรียกร้องขุนนางและราษฎรแคว้นเสฉวน) ซึ่งทั้งสองชิ้นนี้ได้รับการยกย่องว่ามีสำนวนคมคายและมีพลังโน้มน้าวใจสูงมาก
ผมมักบอกกับคนที่มาคุยเรื่องสามก๊กกับผมว่า ถ้าเราตัดเรื่องกบฏออกไป จงโฮยคือตัวอย่างของ "คนที่เก่งรอบด้านแบบหาตัวจับยาก" เขาไม่ใช่แค่ขุนศึกที่คิดแผนรบเก่ง แต่เป็นทั้งนักอักษรศิลป์ นักปรัชญา และนักเขียนในเวลาเดียวกัน ถ้าเปรียบกับยุคปัจจุบัน คนแบบนี้คือคนที่เก่งทั้งงานบริหาร งานวิชาการ และงานศิลปะพร้อมกันในคนเดียว ซึ่งหาได้ยากมากในประวัติศาสตร์จีนทุกยุคสมัย ไม่ใช่แค่ยุคสามก๊กเท่านั้น และนี่แหละครับคือเหตุผลที่ผมยืนยันว่าเขาคือหนึ่งในบุคคลที่น่าเสียดายที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์จีนทั้งหมด ไม่ใช่แค่ในเรื่องสามก๊กอย่างเดียว
จงโฮยกับสุมาอี้และตระกูลสุมา ความสัมพันธ์ที่ซับซ้อน
หลายคนอาจสงสัยว่าจงโฮยมีความเกี่ยวข้องกับสุมาอี้โดยตรงแค่ไหน ในความเป็นจริงแล้วจงโฮยเติบโตขึ้นมาในยุคที่สุมาอี้วางรากฐานอำนาจของตระกูลสุมาไว้เรียบร้อยแล้ว บทบาทหลักของจงโฮยจึงอยู่ในยุคของสุมาสูและสุมาเจียว บุตรชายทั้งสองของสุมาอี้มากกว่า แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่ารากฐานอำนาจที่สุมาอี้วางไว้ตั้งแต่ยุคก่อนหน้านั้นเองที่เปิดทางให้คนอย่างจงโฮยได้แสดงฝีมืออย่างเต็มที่ เพราะถ้าไม่มีสุมาอี้ปูทางไว้ก่อน ตระกูลสุมาก็คงไม่มีอำนาจมากพอที่จะให้จงโฮยได้ก้าวขึ้นมาเป็นมันสมองระดับแนวหน้าแบบนี้
ผมมองว่าความสัมพันธ์ระหว่างจงโฮยกับตระกูลสุมาเป็นภาพสะท้อนที่น่าสนใจของการเมืองจีนโบราณ คือคนที่ถูกอุปถัมภ์จนถึงจุดสูงสุดมักจะกลายเป็นภัยคุกคามต่อผู้อุปถัมภ์เองในที่สุด เพราะยิ่งไว้ใจมากเท่าไหร่ ยิ่งมอบอำนาจให้มากเท่าไหร่ คนที่ได้รับอำนาจนั้นก็ยิ่งมีศักยภาพที่จะหันมาทรยศได้มากขึ้นเท่านั้น สุมาเจียวเองก็คงไม่คาดคิดว่าคนที่ตนไว้ใจที่สุดในการวางแผนพิชิตจ๊กก๊กจะกลายเป็นคนที่คิดก่อกบฏหลังศึกจบลงเพียงไม่กี่เดือน
บทเรียนจากชีวิตจงโฮยที่ยังใช้ได้ถึงทุกวันนี้
ทุกครั้งที่ผมเล่าเรื่องจงโฮยให้คนรุ่นใหม่ฟัง ผมมักจะเน้นย้ำจุดหนึ่งเสมอ นั่นคือความแตกต่างระหว่าง "ความเก่ง" กับ "ความนิ่ง" คนที่เก่งมากอย่างจงโฮยไม่ได้ขาดสติปัญญาในการวางแผน แต่ขาดความสามารถในการควบคุมความทะเยอทะยานของตัวเอง ซึ่งเป็นทักษะคนละแบบกันโดยสิ้นเชิง คนที่ฉลาดเรื่องกลยุทธ์ภายนอกอาจไม่ได้ฉลาดเรื่องการมองใจตัวเองเสมอไป
เรื่องนี้สอนให้เห็นว่าความสำเร็จสูงสุดในชีวิตคนบางครั้งกลับเป็นจุดที่อันตรายที่สุด เพราะเมื่อคนเราไปถึงจุดที่ไม่มีใครกล้าขัดขวางแล้ว สิ่งที่จะหยุดยั้งเราได้มีเพียงสติของตัวเองเท่านั้น จงโฮยมีทุกอย่างพร้อม ทั้งสติปัญญา อำนาจ กองทัพ และโอกาส แต่เขาขาดสิ่งเดียวคือการรู้จักพอ ผมคิดว่านี่คือบทเรียนที่มีค่ามากกว่าตัวเรื่องสามก๊กเองเสียอีก เพราะมันใช้ได้กับทุกยุคทุกสมัย ไม่ว่าจะเป็นคนทำงาน นักธุรกิจ หรือแม้แต่คนธรรมดาทั่วไปที่ประสบความสำเร็จในชีวิตจนถึงจุดหนึ่ง
คำถามที่พบบ่อย
จงโฮยคือใครในสามก๊ก
จงโฮย (鍾會) เป็นขุนนางและนักการทหารคนสำคัญของวุยก๊กในยุคสามก๊กตอนปลาย เป็นบุตรของจงอิ้ว ปรมาจารย์อักษรจีน มีบทบาทเป็นที่ปรึกษาหลักของตระกูลสุมา และเป็นผู้นำทัพพิชิตจ๊กก๊กสำเร็จในปี ค.ศ. 263
ทำไมจงโฮยถึงกบฏต่อสุมาเจียว
หลังพิชิตจ๊กก๊กสำเร็จ จงโฮยเกิดความทะเยอทะยานอยากตั้งตัวเป็นใหญ่ในเสฉวน ประกอบกับถูกเกียงอุยปลุกปั่น จึงตัดสินใจปลอมพระราชโองการก่อกบฏต่อสุมาเจียว แต่แผนล้มเหลวเพราะทหารส่วนใหญ่ยังจงรักภักดีต่อตระกูลสุมา
จงโฮยเก่งด้านไหนบ้าง
จงโฮยเก่งรอบด้าน ทั้งด้านการทหาร กลยุทธ์การเมือง อักษรศิลป์ ปรัชญาเสวียนเสวีย และวรรณกรรม ถือเป็นบุคคลที่มีความสามารถหลากหลายที่สุดคนหนึ่งในยุคสามก๊กตอนปลาย
จงโฮยตายอย่างไร
จงโฮยเสียชีวิตพร้อมกับเกียงอุยในความวุ่นวายของกองทัพที่ตนเองก่อกบฏขึ้น หลังนายทหารใต้บังคับบัญชาอย่างฮูเลียดก่อการกบฏภายในกองทัพ อายุขณะเสียชีวิตเพียง 40 ปี
ทำไมจงโฮยถึงถูกเปรียบกับเตียวเหลียง
เพราะจงโฮยมีบทบาทเป็นมันสมองหลักที่ช่วยตระกูลสุมาผ่านวิกฤตการเมืองหลายครั้ง เช่นเดียวกับที่เตียวเหลียงเคยช่วยหลิวปังวางแผนสถาปนาราชวงศ์ฮั่นตะวันตกได้สำเร็จ
จงโฮยเกี่ยวข้องกับสุมาอี้อย่างไร
จงโฮยเติบโตขึ้นในยุคที่สุมาอี้วางรากฐานอำนาจของตระกูลสุมาไว้แล้ว บทบาทหลักของเขาจึงอยู่ในยุคสุมาสูและสุมาเจียว บุตรชายของสุมาอี้ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ารากฐานที่สุมาอี้สร้างไว้คือสิ่งที่เปิดทางให้จงโฮยได้แสดงฝีมืออย่างเต็มที่ในภายหลัง
จงโฮยกับเตงงายใครมีบทบาทมากกว่าในศึกพิชิตจ๊กก๊ก
ทั้งสองคนร่วมมือกันวางแผนและแยกทัพเข้าตีจ๊กก๊ก จงโฮยรับผิดชอบแผนใหญ่และคุมกำลังส่วนหลัก ส่วนเตงงายใช้เส้นทางลัดบุกเข้าเสฉวนจนถึงเมืองหลวงก่อน แต่หลังศึกจบ จงโฮยกลับใส่ความเตงงายว่าคิดกบฏเพื่อคุมอำนาจทั้งหมดไว้เพียงคนเดียว
ทำไมเกียงอุยกับจงโฮยถึงตายพร้อมกัน
เกียงอุยเป็นผู้ปลุกปั่นให้จงโฮยเกิดความทะเยอทะยานอยากตั้งตัวเป็นใหญ่ในเสฉวน ทั้งสองร่วมมือกันก่อกบฏต่อสุมาเจียว แต่แผนล้มเหลวเพราะทหารส่วนใหญ่ไม่จงรักภักดีต่อพวกเขา จนถูกสังหารพร้อมกันในความวุ่นวายของกองทัพ
ประวัติจงโฮยด้านขงจื้อและเต๋าเซียนเป็นอย่างไร
จงโฮยศึกษาลัทธิขงจื้อ หลักนิติศาสตร์ และปรัชญาเสวียนเสวียซึ่งผสมผสานแนวคิดเต๋ากับขงจื้อเข้าด้วยกัน เขาเขียนงานสำคัญอย่างบทอรรถาธิบายคัมภีร์เต้าเต๋อจิงของเหลาจื่อ แสดงถึงความลึกซึ้งทางปรัชญาที่หาได้ยากในขุนศึกยุคเดียวกัน
บทสรุป
เมื่อมองย้อนกลับไปทั้งชีวิตของจงโฮยอีกครั้ง ผมยังคงยืนยันความเห็นเดิมว่าเขาคือหนึ่งในตัวละครที่น่าเสียดายที่สุดในสามก๊ก ไม่ใช่เพราะโชคชะตาที่โหดร้ายกับเขา แต่เพราะเขาเป็นคนสร้างโชคชะตาของตัวเองด้วยมือทั้งสองข้าง เขามีทุกอย่างที่คนคนหนึ่งจะฝันถึงได้ ทั้งสติปัญญา วงศ์ตระกูล อำนาจ และโอกาสทางประวัติศาสตร์ที่คนอื่นทั้งชีวิตอาจไม่มีวันได้พบ แต่สุดท้ายสิ่งที่ทำลายเขาไม่ใช่ศัตรูจากภายนอก ไม่ใช่ตระกูลสุมา ไม่ใช่เกียงอุย และไม่ใช่แม้แต่ทหารที่ลงมือสังหารเขาในวันสุดท้าย แต่คือความทะเยอทะยานที่ซ่อนอยู่ในใจตัวเขาเองตลอดมา ผมหวังว่าเรื่องราวของจงโฮยที่ผมเล่าให้ฟังในครั้งนี้จะเป็นมากกว่าแค่ความรู้ทางประวัติศาสตร์จีนอีกหนึ่งเรื่อง แต่จะเป็นกระจกที่ทุกคนได้ลองยกขึ้นมาสะท้อนดูใจตัวเองบ้าง ว่าเรากำลังยืนอยู่ที่จุดไหนของเส้นทางชีวิต และเรามีสติมากพอที่จะรู้จักหยุดหรือถอยเมื่อถึงเวลาอันควรหรือยัง เพราะสุดท้ายแล้ว ความเก่งกาจเพียงอย่างเดียวไม่เคยเพียงพอที่จะรับประกันความสุขหรือความมั่นคงในชีวิตของใครคนหนึ่งได้เลย
เมื่อมองย้อนกลับไปทั้งชีวิตของจงโฮย ผมยังยืนยันความเห็นเดิมว่าเขาคือหนึ่งในตัวละครที่น่าเสียดายที่สุดในสามก๊ก (三國 — ซานกั๋ว ยุคที่แผ่นดินจีนแตกเป็นสามอาณาจักรคือวุยก๊ก จ๊กก๊ก และง่อก๊ก) เพราะสิ่งที่เขามีมันไม่ใช่แค่ "โชคดี" หรือ "เส้นสาย" อย่างที่คนบางกลุ่มชอบมองข้าม แต่เป็นความสามารถที่แท้จริงในหลายด้านพร้อมกัน ทั้งการทหาร การเมือง อักษรศิลป์ และปรัชญา ผมเคยลองนึกเล่นๆ ว่าถ้าจงโฮยหยุดที่จุดสูงสุดของอาชีพ คือหลังพิชิตจ๊กก๊กสำเร็จแล้วยอมรับตำแหน่งและเกียรติยศแบบขุนนางทั่วไป ชื่อของเขาน่าจะถูกจารึกไว้เคียงข้างขุนศึกผู้ยิ่งใหญ่คนอื่นๆ ของยุคสามก๊กอย่างไม่มีข้อกังขา แต่ประวัติศาสตร์ก็คือประวัติศาสตร์ มันไม่มีทางย้อนกลับไปแก้ไขได้
สิ่งที่ผมอยากทิ้งท้ายไว้คือ เรื่องราวของจงโฮยไม่ได้เป็นแค่นิทานสอนใจธรรมดา แต่มันคือกระจกสะท้อนธรรมชาติของมนุษย์ที่ข้ามผ่านกาลเวลามาได้อย่างน่าประหลาด ไม่ว่าจะเป็นยุคของสุมาอี้ที่วางรากฐานอำนาจให้ลูกหลานตระกูลสุมา หรือยุคปัจจุบันที่คนเราแข่งขันกันสร้างความสำเร็จในหน้าที่การงาน หลักการเดียวกันนี้ยังใช้ได้เสมอ นั่นคือความเก่งเพียงอย่างเดียวไม่เคยเพียงพอ ถ้าขาดความสามารถในการควบคุมใจตัวเองเมื่อยืนอยู่บนจุดสูงสุด เรื่องของเตียวเหลียงที่รู้จักถอยเมื่อภารกิจสำเร็จ กับเรื่องของจงโฮยที่เดินหน้าจนสุดทาง คือบทเรียนคู่ขนานที่ผมคิดว่าคนไทยทุกยุคสมัยควรอ่านซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะสุดท้ายแล้ว ไม่ว่าคุณจะฉลาดแค่ไหน มีอำนาจมากเพียงใด สิ่งที่ตัดสินชะตากรรมของคุณในท้ายที่สุด มักไม่ใช่ศัตรูภายนอก แต่คือความทะเยอทะยานที่ซ่อนอยู่ภายในใจของตัวเองต่างหาก
ผมเองก็ยังนั่งนึกอยู่บ่อยๆ ว่าถ้าได้ลองย้อนเวลาไปคุยกับจงโฮยสักครั้งในวันที่เขาคุมทัพแสนคนอยู่ในเสฉวน ผมจะพูดอะไรกับเขาดี บางทีอาจจะแค่ประโยคเดียวว่า "ท่านทำมาถึงจุดนี้ได้เก่งมากแล้ว หยุดตรงนี้เถอะ" แต่ในความเป็นจริงคนที่อยู่ในกระแสอำนาจระดับนั้นมักไม่มีใครกล้าพูดแบบนี้กับเขาหรือถ้ามีคนพูด เขาก็อาจจะไม่ฟังอยู่ดี นี่แหละคือความน่าเศร้าที่แท้จริงของเรื่องราวจงโฮย ไม่ใช่แค่ตัวเขาคนเดียวที่พลาด แต่เป็นเพราะไม่มีใครหรือไม่มีอะไรหยุดเขาไว้ได้ในช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด
ผมเชื่อว่าคนที่ตามอ่านสามก๊กมานานจะสัมผัสได้ว่า เรื่องราวของจงโฮยต่างจากโศกนาฏกรรมของตัวละครอื่นในสามก๊กตรงที่มันไม่มีศัตรูภายนอกมาเป็นตัวร้ายให้เราโกรธแทนได้เลย กวนอูตายเพราะแผนของลิบองกับซุนกวน ขงเบ้งตรากตรำจนตายเพราะภาระที่แบกไว้เพื่อแผ่นดินเสฉวน แต่จงโฮยตายเพราะมือของตัวเองแท้ๆ นี่คือสิ่งที่ทำให้เรื่องของเขาสะเทือนใจคนอ่านในแบบที่ต่างออกไป เพราะมันเตือนให้เราเห็นว่าศัตรูที่อันตรายที่สุดในชีวิตคนบางครั้งไม่ได้อยู่นอกตัวเราเลย
