หน้าแรก ประวัติครอบครัว สมาชิกครอบครัว ธุรกิจ บทความ คำถามที่พบบ่อย ติดต่อครอบครัว
เทพเจ้าจีน · Ghost-Catching Deity

เทพจงขุย จากบัณฑิตสู่มือปราบวิญญาณ เทพสายนรกเหนือวิญญาณร้ายทั้งปวง

เปิดตำนานเทพจงขุยจากบัณฑิตผู้อาภัพสู่เทพปราบวิญญาณร้าย พร้อมเรื่องเล่าส่วนตัวของผู้เขียนที่ได้รับองค์ท่านจากพระคณาจารย์วัดมังกรกมลาวาส

โดย · · อ่าน ~10 นาที
เทพจงขุยถือดาบนั่งบนโขดหินยามค่ำคืน มีค้างคาวบินและวัดโบราณบนภูเขาในแสงจันทร์
เทพจงขุยถือดาบนั่งบนโขดหินยามค่ำคืน มีค้างคาวบินและวัดโบราณบนภูเขาในแสงจันทร์

ทุกครั้งที่ผมมองขึ้นไปบนหิ้งเทพเจ้าเต๋าที่บ้าน สายตาจะไปหยุดอยู่ที่องค์หนึ่งเสมอ นั่นคือองค์เทพจงขุย (鍾馗 - จงขุย) ใบหน้าที่ดุดันของท่านไม่เคยทำให้ผมรู้สึกหวาดกลัว มีแต่ความรู้สึกอบอุ่นใจทุกครั้งที่มอง เพราะรู้ว่านี่คือเทพที่ยืนอยู่ระหว่างเรากับสิ่งชั่วร้ายทั้งปวง องค์ท่านมาอยู่กับผมด้วยเรื่องราวที่ผูกพันลึกซึ้งกว่าที่ใครจะคาดคิด และนั่นคือจุดเริ่มต้นที่ผมอยากเล่าให้ฟังในวันนี้

คำตอบสั้น ๆ

เทพจงขุยคือเทพเจ้าจีนที่เดิมเป็นบัณฑิตผู้มีสติปัญญาเลิศล้ำแต่ถูกกีดกันเพราะรูปลักษณ์อัปลักษณ์ ก่อนจะตายด้วยความอาภัพแล้วกลับมาเกิดใหม่ในฐานะเทพผู้ปราบภูตผีปีศาจ ควบคุมวิญญาณร้ายทุกทิศทาง และเป็นที่เคารพร่วมกันทั้งในสายเต๋า ขงจื๊อ และพุทธมาจนถึงทุกวันนี้ ท่านได้รับการยกย่องในนาม 翊聖雷霆驅魔辟邪鎮宅賜福帝君 (อี้เซิ่งเหลยถิงชวีมอปี้เสียเจิ้นไจ๋ซื่อฝูตี้จวิน - เทพจอมทัพฟ้าปราบมารขจัดภัยคุ้มบ้านประทานพร) หนึ่งในสามเทพปราบมารใหญ่ของศาสนาเต๋า

ประเด็นสำคัญ

  • จงขุยเดิมเป็นบัณฑิตสอบจอหงวนแต่ถูกปฏิเสธเพราะหน้าตาอัปลักษณ์ จึงชนเสาพระที่นั่งจนสิ้นชีวิต
  • ตำนานสำคัญคือ "ถังเสวียนจงฝันเห็นจงขุยจับผี" ทำให้ภาพวาดจงขุยแพร่หลายทั่วแผ่นดินจีน
  • ท่านเป็นเทพร่วมสามศาสนา ทั้งเต๋า ขงจื๊อ และพุทธ ในฐานะผู้ปราบมารและผู้พิพากษานรก
  • ค้างคาวสีแดงข้างภาพจงขุยสื่อถึงคำพ้องเสียง "ฝู" ที่แปลว่าโชคลาภตามหลังการขจัดภัย
  • ผู้เขียนได้รับองค์จงขุยจากพระคณาจารย์จีนธรรมวชิรานุวัตร (เย็นงี้) เจ้าอาวาสวัดมังกรกมลาวาส ผู้บูรณะวัดทิพยวารีวิหาร
  • ประเพณีแขวนภาพจงขุยนิยมทำช่วงตรุษจีน เทศกาลตวนอู่ (端午節) และเทศกาลสารทจีน

องค์จงขุยบนหิ้งบ้านผม ของเมตตาจากพระคณาจารย์จีนธรรมวชิรานุวัตร

องค์เทพจงขุยที่ผมบูชาอยู่ทุกวันนี้ ผมได้รับมาจากพระคณาจารย์จีนธรรมวชิรานุวัตร (เย็นงี้) เจ้าอาวาสวัดมังกรกมลาวาส หรือเล่งเน่ยยี่ และรองเจ้าคณะใหญ่จีนนิกายในปัจจุบัน ผมรู้จักท่านมาตั้งแต่ราว พ.ศ. 2543 ช่วงที่ท่านเพิ่งเข้ามารับภาระดูแลวัดทิพยวารีวิหาร ย่านบ้านหม้อ ตอนนั้นวัดเก่าแก่มากและเสนาสนะก็ทรุดโทรมไปมาก ท่านใช้เวลากว่า 15 ปีบูรณปฏิสังขรณ์ ปรับปรุงภูมิทัศน์ และสร้างพระอุโบสถหลังใหม่ จนวัดงดงามราวกับสร้างขึ้นใหม่ทั้งหลัง ด้วยงบประมาณนับร้อยล้านบาทที่มาจากแรงศรัทธาของประชาชน

ท่านบอกผมเสมอว่าความสำเร็จทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้ด้วยบารมีขององค์เจ้าพ่อมังกรเขียว ช่วงนั้นผมมีโอกาสช่วยจัดทำภาพเจ้าพ่อมังกรเขียวและพิมพ์ยันต์ถวายวัด ก่อนที่ท่านจะเมตตามอบองค์จงขุยซึ่งท่านรักและบูชาด้วยตนเองให้ผมนำกลับมาบูชาที่บ้าน จนถึงวันนี้องค์ท่านก็ยังประดิษฐานอยู่บนหิ้งเทพเจ้าเต๋าของผม และทุกครั้งที่มององค์ท่าน ผมก็นึกถึงความเมตตาของพระอาจารย์ผู้มอบให้ไปพร้อมกันเสมอ

กำเนิดเทพจงขุย จากเครื่องพิธีโบราณสู่ตำนานราชสำนักถัง

ถ้าจะเข้าใจเทพจงขุยให้ลึกซึ้ง ต้องย้อนกลับไปไกลกว่าที่หลายคนคิด เพราะรากเหง้าของท่านไม่ได้เริ่มจากการเป็นมนุษย์ด้วยซ้ำ ในคัมภีร์โจวหลี่ (周禮 - จิวหลี่ - บันทึกพิธีกรรมสมัยราชวงศ์โจว) ตอน 考工記 (เข่ากงจี้ - บันทึกงานช่าง) มีการกล่าวถึง 終葵 (จงขุย) ในฐานะกระบองหยกปลายแหลมยาวสามฉื่อ (尺) ซึ่งเป็นเครื่องราชูปโภคของโอรสสวรรค์และใช้ในพิธีขับไล่ภูตผีของยุคโบราณ เนื่องจากคำว่า "จงขุย" ในสำเนียงจีนโบราณพ้องเสียงกับคำนี้ วัตถุที่ไม่มีชีวิตจึงค่อย ๆ ถูกเล่าขานจนกลายเป็นบุคคลที่มีอำนาจปราบผีในที่สุด ผมมองว่านี่คือตัวอย่างที่งดงามของวิธีที่ความเชื่อจีนทำงาน คือเริ่มจากสัญลักษณ์แล้วค่อยเติมเรื่องราวและจิตวิญญาณเข้าไปทีละชั้น

หลักฐานที่บันทึกชื่อจงขุยเป็นลายลักษณ์อักษรครั้งแรกในฐานะเทพปราบผีปรากฏในคัมภีร์ 太上洞淵神咒經 (ไท่ช่างต้งเยวียนเสินโจ้วจิง) ช่วงปีลิ่นเต๋อที่หนึ่งของถังเกาจง ซึ่งระบุคำว่า "จงขุยตีตาย" ภูตผีไว้อย่างชัดเจน แต่เหตุการณ์ที่ทำให้จงขุยโด่งดังไปทั่วแผ่นดินคือความฝันของถังเสวียนจง (唐玄宗) จักรพรรดิราชวงศ์ถัง ตามตำนานเล่าว่าหลังเสด็จกลับจากการฝึกทัพที่เขาหลีซาน พระองค์ประชวรด้วยไข้มาลาเรียนานกว่าเดือนโดยแพทย์หลวงรักษาไม่หาย คืนหนึ่งพระองค์ทรงพระสุบินเห็นผีตัวเล็กขโมยถุงหอมของหยางกุ้ยเฟยกับขลุ่ยหยกของพระองค์วิ่งวนอยู่ในตำหนัก ทันใดนั้นชายร่างใหญ่หน้าตาประหลาดพุ่งเข้ามาจับผีตัวนั้นควักลูกตากินต่อหน้าต่อตา แล้วแนะนำตัวว่าคือจงขุย บัณฑิตจากจงหนานซานที่สอบบู๊จอหงวนไม่ได้จึงพลีชีพชนเสาพระที่นั่ง และตั้งปณิธานจะปราบภูตผีทั้งปวงเพื่อแผ่นดินถัง เมื่อทรงตื่นบรรทมไข้ก็หายเป็นปลิดทิ้ง พระองค์จึงรับสั่งให้จิตรกรเอกอู๋เต้าจื่อ (吳道子) วาดภาพจงขุยตามที่ทรงเห็นในฝัน และมีรับสั่งให้พิมพ์แจกจ่ายทั่วราชอาณาจักรให้ทุกบ้านแปะภาพในช่วงปลายปีเพื่อขับไล่สิ่งชั่วร้าย นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้จงขุยกลายเป็นความเชื่อระดับชาติ ไม่ใช่แค่ความเชื่อท้องถิ่นอีกต่อไป

ตำนานบัณฑิตอาภัพ และเรื่องเล่าที่งอกงามตามกาลเวลา

เรื่องราวชีวิตของจงขุยตามที่เล่าสืบต่อกันมาคือ ท่านเป็นชาวจงหนานซานสมัยต้นราชวงศ์ถัง มีใบหน้าแบบเสือดาว ตาโปน หน้าเหล็ก หนวดเคราหยิกฟู รูปลักษณ์อัปลักษณ์อย่างยิ่งแต่กลับมีสติปัญญาเฉียบแหลมและความรู้ท่วมท้น เมื่อเดินทางไปสอบบู๊จอหงวนที่ฉางอันก็ผ่านทุกด่านจนถูกจัดให้เป็นที่หนึ่ง แต่เมื่อถึงขั้นตอนเข้าเฝ้าจักรพรรดิ ขุนนางกังฉินหลูฉี่ (盧杞) กลับตัดสินคนจากรูปลักษณ์ กราบทูลถังเต๋อจงว่าคนหน้าตาอัปลักษณ์ไม่ควรได้รับตำแหน่งจอหงวน จงขุยแม้จะโต้แย้งด้วยเหตุผลแต่ก็ถูกริบตำแหน่งทันที ความโกรธแค้นและความอัดอั้นทำให้ท่านพุ่งชนเสาหินในท้องพระโรงจนสิ้นชีวิต ต่อมาเมื่อจักรพรรดิทรงทราบเรื่องก็เสียพระทัยและเคารพในความซื่อตรง จึงพระราชทานฝังศพด้วยเกียรติยศแบบจอหงวนพร้อมเสื้อคลุมสีเขียว ความกรุณาครั้งนี้เองที่ทำให้จงขุยรำลึกถึงบุญคุณตลอดไป และตั้งปณิธานปราบปรามคนพาลและภูตผีในโลกมนุษย์ให้หมดสิ้น

เรื่องที่ผมชอบเล่าให้คนใกล้ตัวฟังมากที่สุดคือ "จงขุยยกน้องสาวแต่งงาน" (鍾馗嫁妹) เพราะมันทำให้เทพผู้ดุดันคนนี้มีมิติของความอบอุ่นแบบมนุษย์ ตามตำนานเมื่อจงขุยกลายเป็นเทพแล้วยังคงห่วงน้องสาวที่ยังไม่ได้แต่งงาน ท่านจึงพาเหล่าภูตผีบริวารแห่ขบวนกลองแตรหามเกี้ยว ยกน้องสาวไปแต่งงานกับตู้ผิง เพื่อนบ้านเก่าด้วยตนเอง เรื่องนี้ปรากฏครั้งแรกในบทละครสมัยซ่ง และถูกนำไปดัดแปลงเป็นงิ้วและภาพปีใหม่ (年畫 - เหนียนฮว่า) นับไม่ถ้วนในสมัยหมิงกับชิง จากเทพปราบผีที่หน้าตาน่าเกรงขาม กลับกลายเป็นพี่ชายที่รักน้องสาวสุดหัวใจ ตำนานยังเล่าอีกว่าทุกสิ้นปีท่านจะขึ้นสวรรค์รายงานความดีความชั่วของมนุษย์ต่อองค์อวี้หวงต้าตี้ (玉皇大帝) แล้วกลับลงมาโลกมนุษย์ในช่วงเทศกาลตวนอู่ (端午) พร้อมผู้ช่วยนามฟู่ชวี (負屈) กับหานหยวน (含冤) ออกตระเวนจับสิ่งอัปมงคลตามบ้านเรือน ส่วนเรื่องเล่าเรื่องค้างคาวพันปีที่จงขุยพบในเขาจงหนานซานแล้วไม่สังหารเพราะมันไม่เคยทำร้ายใคร กลับช่วยเตือนภัยไฟป่าให้ชาวบ้าน จึงรับไว้เป็นสัตว์นำทาง นี่คือที่มาของภาพวาดจงขุยที่มักมีค้างคาวสีแดงบินอยู่ใกล้ ๆ เสมอ

ทำไมต้องมีพัดและค้างคาวสีแดง สัญลักษณ์ที่ซ่อนความหมายมงคล

ภาพลักษณ์คลาสสิกของจงขุยที่อู๋เต้าจื่อวางรากฐานไว้คือ "สวมเสื้อคลุมสีน้ำเงิน ตาข้างหนึ่งหรี่ มือซ้ายจับผี มือขวาควักลูกตาผี" กลายเป็นแม่แบบให้ภาพวาดจงขุยรุ่นหลังทั้งหมด แต่สิ่งที่ผมสังเกตเสมอเวลาดูภาพจงขุยตามร้านและวัดคือท่านมักถือพัดอยู่ด้วย ซึ่งสะท้อนภูมิหลังที่เคยเป็นบัณฑิตสอบได้ตำแหน่งจอหงวนตามที่ผมเล่าให้ฟังไปแล้ว พัดในที่นี้ไม่ใช่แค่เครื่องประดับ แต่เป็นสัญลักษณ์ของการปัดเป่าภัยอันตรายและสิ่งอัปมงคลให้ออกไปจากตัวผู้บูชา ส่วนค้างคาวสีแดงที่ปรากฏข้างภาพนั้นเกิดจากการเล่นคำพ้องเสียงแบบจีนคลาสสิก คือคำว่าค้างคาว (蝠 - ฝู) ออกเสียงเหมือนคำว่าโชคลาภหรือความสุข (福 - ฝู) การวาดค้างคาวคู่กับจงขุยจึงสื่อความหมายมงคลว่า เมื่อท่านปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายออกไปแล้ว โชคลาภและความสิริมงคลก็จะตามเข้ามาแทนที่

อีกความเชื่อที่ผมมักอธิบายให้ผู้มาเยี่ยมบ้านฟังคือเรื่อง "5 ผี" หรือ 五鬼 (อู่กุ่ย) ตำนานเล่าว่าจงขุยได้ปราบภูตผีที่ก่อความเดือดร้อนในทิศทั้งห้าจนพ่ายแพ้ยอมจำนน แล้วเปลี่ยนสถานะมาเป็นข้ารับใช้คอยช่วยท่านปราบวิญญาณร้ายตนอื่นต่อไป ในจิตรกรรมจีนจึงมักเห็นภาพผีน้อยห้าตนคอยรับใช้ท่าน บ้างถือร่ม บ้างถือพัด บ้างแบกเกี้ยว สัญลักษณ์เหล่านี้ตอกย้ำถึงบารมีที่ควบคุมสิ่งอัปมงคลได้อย่างเบ็ดเสร็จ ผมมองว่าองค์ประกอบเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้ในภาพวาดไม่ใช่แค่ความสวยงามทางศิลปะ แต่เป็นภาษาสัญลักษณ์ที่คนจีนโบราณใช้สื่อสารความหวังและคำอวยพรผ่านสายตา โดยไม่ต้องพูดคำเดียว

เทพร่วมสามศาสนา สถานะในเต๋า ขงจื๊อ และพุทธ

จุดที่ทำให้จงขุยพิเศษกว่าเทพองค์อื่นคือ ท่านไม่ใช่เทพชั้นสูงกำเนิดแต่ดั้งเดิมของศาสนาเต๋า แต่กลับเป็นเทพพื้นบ้านที่ได้รับการยอมรับพร้อมกันทั้งสามศาสนาของจีน ในระบบเต๋าท่านได้รับการยกย่องเป็น 翊聖雷霆驅魔辟邪鎮宅賜福帝君 (อี้เซิ่งเหลยถิงชวีมอปี้เสียเจิ้นไจ๋ซื่อฝูตี้จวิน) หนึ่งในสามเทพปราบมารใหญ่ของเต๋า เคียงคู่กับกวนอูและเจิ้นอู่ต้าตี้ นอกจากนี้ท่านยังดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาแห่งนรก ในแผนกลงทัณฑ์วิญญาณชั่ว มีหน้าที่ตรวจสอบและลงโทษดวงจิตที่ทำบาปหนา คอยรักษาความสงบเรียบร้อยระหว่างโลกมนุษย์กับโลกวิญญาณให้เป็นไปด้วยความยุติธรรม ในทางพุทธศาสนาจีนสายมหายาน ท่านได้รับการนับเป็นหนึ่งในเทพผู้พิทักษ์ธรรมที่ปรากฏในพิธีกรรมใหญ่อย่างพิธีสุ่ยลู่ฝ่าฮุ่ย (水陸法會 - พิธีบุญใหญ่เพื่อโปรดสัตว์ทั้งบกและน้ำ) มีหน้าที่ขับไล่สิ่งอัปมงคลออกจากบริเวณพิธี เพื่อให้พื้นที่ประกอบพิธีบุญสะอาดบริสุทธิ์ ส่วนในสายขงจื๊อ แม้จะไม่มีพิธีกรรมบูชาแบบเป็นทางการ แต่นักปราชญ์จีนรุ่นแล้วรุ่นเล่ากลับยกย่องความซื่อตรงและกล้ายอมพลีชีพเพื่อความถูกต้องของจงขุยให้เป็นแบบอย่างของ 士 (ซื่อ - ปัญญาชนผู้มีคุณธรรม) ที่แท้จริง

ผมมองว่าความน่าทึ่งของจงขุยอยู่ที่ท่านสามารถเดินทางข้ามพรมแดนของแต่ละศาสนาได้อย่างเป็นธรรมชาติ โดยไม่มีความขัดแย้งใด ๆ เพราะแก่นแท้ที่ทั้งสามศาสนายึดถือร่วมกันคือความยุติธรรมและการปกป้องผู้บริสุทธิ์ ซึ่งเป็นคุณค่าสากลที่ข้ามพ้นข้อจำกัดทางนิกาย นี่คือเหตุผลที่ผมเชื่อว่าจงขุยยังคงมีชีวิตอยู่ในใจคนจีนทุกยุค ไม่ว่าจะนับถือศาสนาใดในสามศาสนาหลักของแผ่นดินจีน

ในแง่ประเพณีพื้นบ้าน คนจีนหลายพื้นที่นิยมแขวนภาพจงขุยในช่วงเทศกาลตวนอู่และวันสิ้นปี โดยเชื่อว่าใบหน้าดุดันถือกระบี่ของท่านจะช่วยขับไล่โรคระบาดและสิ่งอัปมงคลไม่ให้เข้าบ้าน ในบางพื้นที่ของจีนตอนกลางถึงมีคำกล่าวว่า "บ้านไหนแขวนจงขุย ผีร้ายไม่กล้าเหยียบเข้าประตู" ส่วนในเขตเจียงหนานยังมีธรรมเนียมแขวนภาพจงขุยช่วงเทศกาลสารทจีนหรือจงหยวนเจี๋ย (中元節) ด้วยความเชื่อว่าท่านจะคอยสยบวิญญาณเร่ร่อนไม่ให้มารบกวนผู้คนในช่วงที่ประตูนรกเปิด ความเชื่อนี้สอดคล้องกับที่ผมเคยได้ยินจากผู้ใหญ่ในครอบครัวจีนไทยหลายท่านว่า ช่วงสารทจีนควรมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองบ้านเป็นพิเศษ และจงขุยก็เป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ได้รับความนิยมมาแต่โบราณ

อีกประเพณีที่น่าสนใจคือการรำหน้ากากจงขุยหรือเที่ยวจงขุย (跳鍾馗) ที่ยังพบเห็นได้ในมณฑลส่านซีและซานซีช่วงตรุษจีน ผู้แสดงจะสวมหน้ากากจงขุยถือกระบี่เดินเยี่ยมเยียนตามตรอกซอกซอย พร้อมขบวนภูตน้อยถือค้างคาวและเหรียญทองเดินตามหลัง เมื่อไปถึงหน้าบ้านใครก็จะทำท่าขับไล่สิ่งชั่วร้ายและอวยพรให้ครอบครัวนั้นอยู่เย็นเป็นสุข ชาวบ้านจะเปิดประตูรับด้วยความยินดี เพราะถือเป็นสิริมงคลอย่างสูงที่จงขุยมาเยือนบ้านตน ผมเคยเห็นวิดีโอการแสดงนี้ครั้งแรกจากเพื่อนที่ไปเยือนซานซี และรู้สึกทึ่งว่าความเชื่อโบราณเรื่องจงขุยยังคงมีชีวิตจริงในสังคมจีนสมัยใหม่ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในตำราหรือพิพิธภัณฑ์เท่านั้น

สำหรับคนไทยเชื้อสายจีน โดยเฉพาะผู้ที่คุ้นเคยกับวัดมังกรกมลาวาสหรือเล่งเน่ยยี่ และวัดทิพยวารีวิหาร คงพอทราบว่าเทพเจ้าจีนหลายองค์ในศาลเจ้าจีนแถวเยาวราชและย่านเมืองเก่า มักมีจงขุยประดิษฐานอยู่ในมุมหนึ่งเสมอ เพราะท่านถือเป็นเทพที่ขาดไม่ได้ในระบบความเชื่อเรื่องการป้องกันภัยและการคุ้มครองบ้านเรือน ความเชื่อเรื่องโหงวกุ้ยหรือห้าภูตที่ยอมสวามิภักดิ์ต่อจงขุยก็ยังปรากฏในภาพวาดและงานปั้นตามศาลเจ้าเก่าแก่หลายแห่งในกรุงเทพฯ สะท้อนว่าความเชื่อนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในแผ่นดินจีน แต่ได้เดินทางข้ามทะเลมาฝังรากลึกในวัฒนธรรมจีนโพ้นทะเลด้วยเช่นกัน

คำถามที่พบบ่อย

จงขุยกับจงขุยเจี่ยเมี่ย (鍾馗嫁妹) เกี่ยวข้องกันอย่างไร

จงขุยเจี่ยเมี่ยหรือ "จงขุยยกน้องสาวแต่งงาน" เป็นตำนานที่แต่งขึ้นภายหลังในสมัยซ่ง เล่าว่าเมื่อจงขุยเป็นเทพแล้วยังห่วงน้องสาวที่ยังไม่มีคู่ครอง จึงพาเหล่าภูตผีบริวารแห่ขันหมากไปสู่ขอให้แต่งงานกับเพื่อนบ้านเก่าชื่อตู้ผิง เรื่องนี้ทำให้ภาพลักษณ์เทพผู้ดุดันมีมิติของความรักและความอบอุ่นแบบมนุษย์มากขึ้น

ทำไมต้องแขวนภาพจงขุยหน้าบ้านในช่วงตรุษจีนหรือตวนอู่

เพราะความเชื่อดั้งเดิมที่สืบมาจากรับสั่งของถังเสวียนจงให้พิมพ์ภาพจงขุยแจกทั่วแผ่นดิน แขวนไว้ตอนปลายปีเพื่อขับไล่สิ่งชั่วร้าย ต่อมาความเชื่อนี้ขยายไปสู่เทศกาลตวนอู่ที่เชื่อว่าโรคระบาดและวิญญาณร้ายมักแพร่กระจายในช่วงนั้น ใบหน้าดุดันถือกระบี่ของจงขุยจึงถูกใช้เป็นเครื่องป้องกันภัยประจำบ้าน

จงขุยกับค้างคาวสีแดงมีความหมายอย่างไร

ค้างคาวสีแดงที่ปรากฏข้างภาพจงขุยเกิดจากการเล่นคำพ้องเสียง คำว่าค้างคาว (蝠 - ฝู) ออกเสียงเหมือนคำว่าโชคลาภหรือความสุข (福 - ฝู) ตามความเชื่อดั้งเดิมที่เล่าว่าท่านเคยพบค้างคาวพันปีในเขาจงหนานซานที่ไม่เคยทำร้ายใคร แถมยังช่วยเตือนภัยไฟป่าให้ชาวบ้าน จึงรับไว้เป็นสัตว์นำทาง การวาดค้างคาวคู่กับจงขุยจึงสื่อความหมายว่า เมื่อท่านปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายออกไปแล้ว โชคลาภและความสิริมงคลก็จะตามเข้ามาแทนที่

โหงวกุ้ยที่รับใช้จงขุยคือใคร

โหงวกุ้ย (五鬼) หรือ "5 ผี" คือภูตผีที่เคยก่อความเดือดร้อนในทิศทั้งห้า จนถูกจงขุยปราบจนพ่ายแพ้ยอมสวามิภักดิ์ แล้วเปลี่ยนสถานะมาเป็นบริวารคอยรับใช้ท่านในการออกปราบวิญญาณร้ายตนอื่นต่อไป ในภาพวาดจีนจึงมักเห็นผีน้อยห้าตนคอยถือร่ม ถือพัด หรือแบกเกี้ยวให้ท่านเสมอ

บทสรุป

เมื่อผมมองย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้นของเรื่องนี้ นับตั้งแต่วันที่ได้รับองค์เทพจงขุยจากพระคณาจารย์จีนธรรมวชิรานุวัตร (เย็นงี้) แห่งวัดมังกรกมลาวาสหรือเล่งเน่ยยี่ มาจนถึงวันนี้ที่ผมได้มีโอกาสเรียบเรียงเรื่องราวทั้งหมดให้ทุกท่านได้อ่าน ผมยิ่งรู้สึกซาบซึ้งในความหมายที่แท้จริงของเทพองค์นี้มากขึ้นทุกครั้ง จงขุยไม่ใช่แค่เทพเจ้าที่มีไว้ขู่ผีหรือปัดเป่าสิ่งอัปมงคลตามความเชื่อผิวเผิน แต่ท่านคือสัญลักษณ์ของความยุติธรรมที่ไม่เคยยอมจำนนต่อความอยุติธรรม แม้ต้องแลกด้วยชีวิตของตนเองก็ตาม

จากบัณฑิตผู้ถูกปฏิเสธเพราะรูปลักษณ์ สู่เทพผู้พิพากษานรกที่ทั้งสามศาสนาของจีนยอมรับร่วมกัน จากตำนานความฝันของถังเสวียนจงที่ทำให้ภาพวาดของท่านแพร่หลายไปทั่วแผ่นดิน สู่ประเพณีแขวนภาพจงขุยที่ยังคงสืบทอดในครอบครัวจีนไทยจนถึงทุกวันนี้ ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ยุคสมัย แก่นแท้ของจงขุยยังคงเดิมเสมอ นั่นคือความซื่อตรง ความกล้าหาญ และความเมตตาที่ซ่อนอยู่ใต้ใบหน้าอันดุดัน

ผมหวังว่าเรื่องราวที่ผมนำมาถ่ายทอดในวันนี้ จะช่วยให้ทุกท่านมองเทพจงขุยด้วยสายตาที่ต่างออกไป ไม่ใช่แค่เทพผู้น่าเกรงขามที่ใช้ขู่วิญญาณร้าย แต่เป็นเทพที่สอนให้เราเห็นว่า แม้โลกจะไม่ยุติธรรมกับเราเพียงใด เราก็ยังเลือกที่จะยืนหยัดเพื่อความถูกต้องได้เสมอ เช่นเดียวกับที่องค์ท่านยืนอยู่บนหิ้งบ้านผมมาหลายปี คอยเตือนใจให้ผมระลึกถึงคุณค่านี้อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

แหล่งข้อมูลและอ่านเพิ่มเติม

ผู้เขียนและความน่าเชื่อถือ (E-E-A-T)

เขียนโดย

ผู้ถ่ายทอดอภิปรัชญาจีน วัฒนธรรม ความเชื่อ ศาสนา และสังคมร่วมสมัย โดยเชื่อมโยงองค์ความรู้จากเอกสารอ้างอิง ประวัติศาสตร์ และประสบการณ์ของครอบครัวจีนไทย พร้อมอธิบายข้อแตกต่างระหว่างหลักฐานทางวิชาการ คติความเชื่อ และข้อคิดเห็นของผู้เขียนอย่างรอบคอบ

ประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้: ผู้เขียนรู้จักพระคณาจารย์จีนธรรมวชิรานุวัตร (เย็นงี้) ตั้งแต่ราว พ.ศ. 2543 ช่วยจัดทำภาพเจ้าพ่อมังกรเขียวและพิมพ์ยันต์ถวายวัดทิพยวารีวิหาร และได้รับองค์เทพจงขุยที่ท่านบูชาเองมาประดิษฐานบนหิ้งเทพเจ้าเต๋าที่บ้าน

ประวัติการแก้ไข

  • — เพิ่มเรื่องที่ผู้เขียนได้รับองค์จงขุยจากพระคณาจารย์จีนธรรมวชิรานุวัตร (เย็นงี้) และเพิ่มแหล่งอ้างอิงเรื่องวัดทิพยวารีวิหารและวัดมังกรกมลาวาส
  • — เผยแพร่ครั้งแรก

พบข้อมูลคลาดเคลื่อน แจ้งได้ที่หน้าติดต่อ และอ่านวิธีตรวจสอบกับแก้ไขข้อผิดพลาดได้ที่นโยบายบรรณาธิการ

บทความที่เกี่ยวข้อง

ดูบทความทั้งหมดในหมวดเทพเจ้าจีนและตำนาน