ตอนเด็ก ๆ ผมนั่งดูหนังจักร ๆ วงศ์ ๆ ทางโทรทัศน์ทุกเช้าวันเสาร์ จนคุ้นตากับยักษ์ตัวใหญ่ หน้าดุ เขี้ยวยาว ถือกระบองไล่จับมนุษย์ไปกิน พอโตขึ้นมาศึกษาเรื่องยักษ์ในความเชื่อจีนอย่างจริงจัง ผมถึงพบว่าภาพจำแบบนั้นเป็นเพียงเสี้ยวเดียวของเรื่องราวที่ซับซ้อนกว่าที่คิดไว้มาก
ยักษ์ในความเชื่อจีนมีรากมาจาก 夜叉 (เย่ชา — ยักษ์ในความเชื่อจีน) ซึ่งแปลงมาจากคำสันสกฤตว่า Yaksa ในศาสนาพุทธอินเดีย แล้วผ่านการปรับตัวในจีนมากว่าพันปีจนกลายเป็นสัญลักษณ์ที่มีทั้งมุมของผู้พิทักษ์ธรรมและมุมของผีร้ายในเรื่องเล่าพื้นบ้าน ต่างจากยักษ์ไทยในหนังจักร ๆ วงศ์ ๆ ที่มีภาพลักษณ์ค่อนข้างชัดเจนและคงที่กว่าในฐานะยักษ์นักรบใต้บังคับท้าวเวสสุวรรณ
ประเด็นสำคัญ
- 夜叉 มาจากคำสันสกฤต Yaksa เดิมเป็นเทพชั้นรองผู้พิทักษ์ป่าและทรัพย์สิน ไม่ใช่ผีร้ายแต่แรก
- ภาพลักษณ์ยักษ์จีนผ่านการเปลี่ยนแปลงหลักสามครั้งในสมัยถัง สมัยซ่ง และสมัยหยวน-หมิง
- มีการแบ่งประเภทยักษ์จีนเป็นสามกลุ่มหลักตามที่อยู่และหน้าที่: 地行夜叉 บนดิน 虛空夜叉 บนอากาศ และ 天夜叉 ชั้นเทพ
- คำว่า "母夜叉" (มู่เย่ฉา — ยักษ์แม่ใหญ่/ยักษ์หญิงดุร้าย) กลายเป็นคำเปรียบเปรยหญิงดุในภาษาจีนจากวรรณกรรมสมัยหมิง
- ท้าวเวสสุวรรณในความเชื่อไทยตรงกับ 多闻天王 (ตัวเหวินเทียนหวัง) ในจีน ซึ่งเป็นหนึ่งในธรรมบาลสี่ทิศ
จากเทพผู้พิทักษ์สู่ผีเฝ้าเมือง: สามครั้งของการเปลี่ยนโฉมยักษ์จีน
ตามงานศึกษาว่าด้วยภาพลักษณ์ 夜叉 ในวัฒนธรรมจีน คำนี้มีต้นทางจากคำสันสกฤต Yaksa ในเทพปรัมปราอินเดียโบราณ เดิมเป็นเทพชั้นรองผู้ดูแลป่าเขาและทรัพย์สมบัติ เป็นบริวารของท้าวกุเวร (Kubera) เทพแห่งทรัพย์ ยิ่งกว่านั้นคนอินเดียโบราณบางกลุ่มยังเรียกยักษ์เหล่านี้ว่า "ผู้ซื่อสัตย์" ด้วยซ้ำ ไม่ได้มีความน่ากลัวเป็นด้านหลักอย่างที่เราคุ้นเคย เมื่อพุทธศาสนาเผยแผ่เข้าจีนผ่านเส้นทางสายไหม ยักษ์ถูกจัดเข้าไปอยู่ในกลุ่มเทียนหลงปาปู้ (天龙八部 — แปดหมู่เทพและอสูรผู้พิทักษ์พุทธศาสนา) ซึ่งมีทั้งฝ่ายดีที่อยู่ใต้การปกครองของพระวิษณุมุนี (毗沙门天) และฝ่ายที่ออกหากินเวลากลางคืนด้วยเลือดเนื้อมนุษย์
จุดเปลี่ยนแรกเกิดในสมัยราชวงศ์ถัง (唐代) เมื่อบันทึกเกร็ดพิศดารของนักปราชญ์ยุคนั้นตัดความดีของยักษ์ออกไปเกือบหมด แล้วผลักให้กลายเป็นผีร้ายเต็มตัว หนังสือ太平广记 (ไท่ผิงกว่างจี้ — สารบบเรื่องเล่าพิศดารสมัยถัง) บันทึกเรื่องยักษ์บุกเข้าบ้านคนกลางดึกเพื่อขโมยของกินไว้หลายเรื่อง จนภาพจำมาตรฐานของยักษ์ในสายตาคนถังกลายเป็นผิวเขียว ผมสีไฟ ตาลุกโพลง เขี้ยวเป็นเลื่อย และยังเชื่อกันว่ายักษ์กลัวธนูกับหน้าไม้ด้วย ผมอ่านถึงจุดนี้แล้วนึกถึงตอนเด็กที่กลัวยักษ์ในทีวีจนต้องหลับตา นี่แหละคือธรรมชาติของความกลัวที่ข้ามวัฒนธรรมได้เหมือนกัน
จุดเปลี่ยนที่สองมาชัดเจนในสมัยราชวงศ์ซ่ง (宋代) ซึ่งกำหนดสถานะยักษ์ให้เป็น "ทหารผี" (鬼兵) จับคู่กับรากษส (罗刹) ในฐานะผู้บังคับใช้กฎของยมโลก ช่วงนี้เองที่ภาพจิตรกรรมฝาผนังตามวัดเริ่มปรากฏ "ยักษ์บิน" หรือ 飛行夜叉 ที่มีปีกคล้างค้างคาวงอกออกจากสีข้าง ทำหน้าที่คุ้มกันพระบรมสารีริกธาตุและตรวจตราคุ้มครองพระธรรม ร่องรอยแบบนี้ยังพบได้ที่ตุนหวง วัดหลิงเยี่ยน และเฟยไหลเฟิง ซึ่งแสดงภาพยักษ์ที่ทั้งน่าเกรงขามและศักดิ์สิทธิ์ในเวลาเดียวกัน แล้วจุดเปลี่ยนที่สามก็มาถึงในสมัยหยวนถึงหมิง เมื่อยักษ์ผสานเข้ากับความเชื่อพื้นบ้านจีนเรื่องวังนาคและเทพประจำถิ่นจนกลายเป็น "ยักษ์เฝ้าทะเล" (巡海夜叉) กลายเป็นสัญลักษณ์ผีจีนที่คนทั่วไปรู้จักกันดีจนถึงทุกวันนี้
แบ่งประเภทยักษ์จีน: ใครอยู่บนดิน ใครบินได้ ใครอยู่ชั้นเทพ
สิ่งที่ผมชอบมากตอนอ่านงานวิจัยเรื่องนี้คือการที่ยักษ์จีนไม่ได้เป็นภาพเดียวแบบราบเรียบเหมือนที่ผมเข้าใจตอนเด็ก แต่ถูกแบ่งเป็นระบบชัดเจนตามที่อยู่และหน้าที่ กลุ่มแรกคือ 地行夜叉 (ตี้สิงเย่ชา — ยักษ์เดินดิน) เป็นแบบที่พบเห็นบ่อยที่สุดในเรื่องเล่าพื้นบ้าน บินไม่ได้ เดินเพ่นพ่านตามป่าเขาทุ่งกว้างและมุมเปลี่ยวยามวิกาล หน้าเขียวเขี้ยวงอกถือทวนถือหอก เป็นตัวเอกในเรื่อง "ยักษ์บุกบ้านกลางคืน" ที่ผมเล่าไปก่อนหน้า และมักถูกมองเป็นลางร้าย
กลุ่มที่สองคือ 虛空夜叉 (ซวีคงเย่ชา — ยักษ์เวหา) หรือที่เรียกกันว่ายักษ์บิน มีปีกคล้างค้างคาวคู่ใหญ่เท่าเสื่อขนาดใหญ่ รูปทรงคล้ายเหยี่ยวนกอินทรี ปรากฏครั้งแรกในจิตรกรรมฝาผนังวัดสมัยซ่ง โคจรไปมาระหว่างสวรรค์กับโลกมนุษย์ ทำหน้าที่เป็นทั้งผู้พิทักษ์ธรรมที่ขนพระธาตุ และในบางเรื่องก็กลายเป็นปีศาจลักพาเด็ก ภาพวาดจีนโบราณแนว "ยักษ์อุ้มเด็ก" ที่พบในภาพวาดพิธีทางน้ำก็จัดอยู่ในกลุ่มนี้ ส่วนกลุ่มที่สามคือ 天夜叉 (เทียนเย่ชา — ยักษ์สวรรค์) เป็นระดับสูงสุดในระบบธรรมบาล มีฤทธานุภาพและอยู่ใต้การบังคับของท้าวมหาราช คัมภีร์พุทธศาสนาบันทึกถึง "ยักษ์แม่ทัพสิบสอง" และ "ยักษ์แม่ทัพยี่สิบแปด" ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มนี้ทั้งหมด เป็นเทพฝ่ายดีที่ช่วยปกป้องผู้ศรัทธาและขจัดภัยพิบัติ
นอกจากสามกลุ่มหลักนี้ ยังมียักษ์ที่ถูกกำหนดบทบาทเฉพาะทางแบบจีนแท้ ๆ เช่นตัวละคร李艮 (หลี่เกิ้น) ยักษ์เฝ้าทะเลตะวันออกในวรรณกรรม封神演义 (เฟิงเสิ่นเหยี่ยนอี้ — ตำนานการแต่งตั้งเทพ) ที่ได้รับฉายาว่า "ดาวภัยใหญ่" ทำหน้าที่ตรวจการทะเลตะวันออกและควบคุมทางน้ำ สะท้อนว่าคนจีนเอายักษ์จากอินเดียมาผสานเข้ากับระบบวังนาคของตัวเองได้อย่างกลมกลืน
ตารางเทียบยักษ์จีนกับยักษ์ในความเชื่อไทย
| ประเด็น | ยักษ์จีน (夜叉) | ยักษ์ไทยในหนังจักร ๆ วงศ์ ๆ |
|---|---|---|
| ที่มา | คำสันสกฤต Yaksa ผ่านพุทธศาสนา | รากษสในวรรณคดีอินเดีย-ไทย |
| ภาพลักษณ์หลัก | แบ่งเป็นหลายกลุ่ม ทั้งผีร้ายและเทพพิทักษ์ | ตัวใหญ่ เขี้ยวยาว ถือกระบอง ค่อนข้างตายตัว |
| บทบาททางสังคม | คำเปรียบเปรยในภาษาพูด เช่น มู่เย่ฉา | มักผูกกับผู้ใหญ่ในเรื่อง เช่นทศกัณฐ์ |
| ผู้นำสูงสุด | ตัวเหวินเทียนหวัง (多闻天王) | ท้าวเวสสุวรรณ |
| การรับรู้ปัจจุบัน | คำในภาษาพูดมากกว่าตัวละครในนิทาน | ตัวละครในเรื่องเล่าและวรรณคดีชัดเจน |
ตารางนี้ทำให้ผมเห็นชัดว่า แม้รากศัพท์จะมาจากแหล่งเดียวกันคือ Yaksa ในอินเดีย แต่เส้นทางที่ยักษ์เดินทางไปจีนกับที่เดินทางมาไทยนั้นต่างกันมาก จีนดูดกลืนยักษ์เข้าไปในภาษาพูดจนกลายเป็นคำเปรียบเปรยที่คนทั่วไปใช้ในชีวิตประจำวัน ขณะที่ไทยเก็บยักษ์ไว้ในรูปตัวละครที่มีบทบาทชัดในเรื่องเล่าและงานศิลปะ เช่นรูปปั้นยักษ์เฝ้าประตูวัดที่คนไทยคุ้นเคยกันดี
มู่เย่ฉา: เมื่อยักษ์หญิงสวยกลายเป็นคำเปรียบเปรยหญิงดุ
เรื่องที่ผมทึ่งที่สุดในงานวิจัยชิ้นนี้คือความเปลี่ยนแปลงของยักษ์หญิง ในตำนานอินเดียโบราณและคัมภีร์พุทธศาสนายุคแรก ยักษ์หญิงหรือ Yakshini ถูกวาดภาพเป็นหญิงสาวรูปงาม ทรวดทรงอิ่มเอิบ ทำหน้าที่พิทักษ์ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์และทรัพย์สมบัติ เป็นเทพธิดาที่ทั้งมีฤทธิ์และมีเสน่ห์ งานประติมากรรมพุทธศิลป์หลายแห่งยังเก็บภาพยักษ์หญิงที่งดงามอ่อนช้อยไว้ให้เห็น แต่พอเข้ามาอยู่ในจีน ภาพนี้กลับพลิกด้านตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง
กระบวนการเปลี่ยนความหมายนี้ใช้เวลานานหลายศตวรรษ ในเรื่องเล่าพิศดารสมัยถังและซ่ง ยักษ์หญิงยังคงมีทั้งสองด้านผสมกัน ทั้งหน้าเขียวเขี้ยวงอกน่ากลัว และแปลงกายเป็นหญิงสวยล่อลวงชาย ยังไม่ตกผลึกไปทางใดทางหนึ่งชัดเจน จนกระทั่งสมัยราชวงศ์หมิง เมื่อวรรณกรรมประโลมโลกเฟื่องฟู ภาพยักษ์หญิงถึงพลิกไปทางลบอย่างเบ็ดเสร็จ วรรณกรรมเรื่อง水浒传 (สุ่ยหูจ้วน — ซ้องกั๋ง) บรรยายตัวละครซุนเอ้อร์เหนียง (孙二娘) ผู้เปิดโรงเตี๊ยมดำและมีบุคลิกดุดันแข็งกร้าวไว้ว่า "เสื้อแดงสะท้อนภาพยักษ์" ตรงจุดนี้เองที่คำว่า 母夜叉 (มู่เย่ฉา — ยักษ์แม่ใหญ่) ถูกผนึกเข้ากับภาพผู้หญิงดุร้ายจนกลายเป็นคำติดปากที่ใช้เรียกหญิงแข็งกร้าวมาถึงปัจจุบัน
แต่เรื่องนี้ก็ไม่ได้จบด้วยความอยุติธรรมเสียทั้งหมด เพราะในวรรณกรรมเรื่อง聊斋志异 (เหลียวจ้ายจื้ออี้ — เรื่องเล่าพิสดารจากศาลาสนทนา) ตอน "夜叉国" (เย่ชากั๋ว — ดินแดนยักษ์) กลับให้ภาพที่ต่างออกไปอย่างน่าประหลาดใจ นางยักษ์จากดินแดนนั้นแม้หน้าตาน่าเกรงขาม แต่จิตใจกลับซื่อสัตย์และรักครอบครัวอย่างสุดหัวใจ แต่งงานกับชายมนุษย์และเลี้ยงลูกจนเติบใหญ่กลายเป็นนักรบกล้าหาญ เรื่องนี้ทำให้ผมรู้สึกว่าคนจีนโบราณก็ไม่ได้มองยักษ์หญิงเป็นตัวร้ายไปเสียหมด ยังเก็บเมล็ดพันธุ์แห่งความดีงามซ่อนไว้ในตัวละครที่ดูน่ากลัวที่สุด นี่คือมุมที่ผมชอบเป็นพิเศษ เพราะสะท้อนความคิดจีนที่มองโลกอย่างมีมิติ ไม่ตัดสินอะไรด้วยรูปลักษณ์ภายนอกเพียงอย่างเดียว
พอย้อนกลับมาเทียบกับความเชื่อไทยที่ผมโตมากับมัน ผมสังเกตว่าคนไทยเก็บยักษ์ไว้ในบทบาทของธรรมบาลอย่างชัดเจนกว่า ท้าวเวสสุวรรณเป็นตัวอย่างที่ดีที่สุด เพราะแม้ท่านจะมีลักษณะเป็นยักษ์ แต่สถานะของท่านคือเทพผู้คุ้มครองมนุษย์จากภัยอันตรายและวิญญาณร้าย ไม่ต่างจากที่ตัวเหวินเทียนหวังในจีนทำหน้าที่เป็นหนึ่งในธรรมบาลสี่ทิศ คอยพิทักษ์พระธรรมและปกป้องผู้มีศรัทธา ทั้งสองวัฒนธรรมจึงมีจุดร่วมกันอยู่ลึก ๆ คือมองยักษ์เป็นพลังที่ดุดันแต่ใช้ไปในทางที่ถูก มากกว่าจะเป็นแค่ตัวร้ายเพียงมิติเดียว
สิ่งที่ผมอยากทิ้งไว้ให้ผู้อ่านคิดต่อคือ ความแตกต่างระหว่างยักษ์ในหนังจักร ๆ วงศ์ ๆ กับยักษ์ที่แท้จริงในความเชื่อจีนนั้น ไม่ใช่เรื่องผิดหรือถูก แต่เป็นเรื่องของเส้นทางวัฒนธรรมที่ต่างกัน คนไทยรับเอาภาพยักษ์มาปรุงแต่งให้ชัดเจนในรูปตัวละครของวรรณคดีและงานศิลปะ ส่วนคนจีนดูดกลืนยักษ์เข้าไปในภาษาพูดและความเชื่อพื้นบ้านจนแทบไม่เหลือรูปลักษณ์ตายตัวอีกต่อไป ทั้งสองทางล้วนเป็นวิธีที่แต่ละสังคมใช้จัดการกับความกลัวและความเกรงขามต่อพลังที่มองไม่เห็น
คำถามที่พบบ่อย
ยักษ์ในความเชื่อจีนมีจริงไหม?
ในทางความเชื่อพื้นบ้านและพุทธศาสนาจีน 夜叉 ถือเป็นสิ่งมีจริงในมิติของศรัทธา เป็นทั้งเทพผู้พิทักษ์ธรรมและผีร้ายตามแต่บริบทของเรื่องเล่า แต่ในทางวิชาการถือเป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่สะท้อนความคิดและความกลัวของคนในแต่ละยุค ไม่มีหลักฐานทางกายภาพยืนยันการมีอยู่จริงตามความหมายวิทยาศาสตร์
ทำไมยักษ์จีนถึงกลายเป็นผีร้ายในเรื่องเล่าสมัยถัง?
เพราะบันทึกเกร็ดพิศดารสมัยถังอย่าง太平广记ตัดคุณลักษณะด้านดีของยักษ์ออกไปเกือบหมด แล้วเน้นเล่าแต่เหตุการณ์ยักษ์บุกบ้านคนกลางดึกเพื่อขโมยของกิน ทำให้ภาพจำของคนยุคนั้นโน้มเอียงไปทางผีร้ายมากกว่าเทพพิทักษ์อย่างที่เคยเป็นในอินเดีย
ยักษ์จีนกับรากษสต่างกันอย่างไร?
ยักษ์ (夜叉) กับรากษส (罗刹) ถูกจัดเป็นคู่กันในสมัยซ่งในฐานะทหารผีของยมโลก ทั้งสองมีหน้าที่คล้ายกันคือบังคับใช้กฎแดนวิญญาณ แต่รากษสมักถูกมองว่าดุร้ายและกินเนื้อมนุษย์มากกว่า ขณะที่ยักษ์มีทั้งฝ่ายดีและฝ่ายร้ายผสมกันตามที่อยู่และหน้าที่
ทำไมผู้หญิงดุถึงถูกเรียกว่ามู่เย่ฉา?
เพราะวรรณกรรมสมัยหมิงอย่าง水浒传ผูกภาพตัวละครหญิงที่ดุดันแข็งกร้าวเข้ากับสัญลักษณ์ยักษ์จนกลายเป็นคำเปรียบเปรยติดปาก สะท้อนมุมมองสังคมจีนโบราณที่มองความแข็งกร้าวของผู้หญิงว่าเป็นสิ่งผิดปกติจากบรรทัดฐานที่คาดหวัง
ยักษ์ในนิทานจีนกับยักษ์ไทยเหมือนกันไหม?
มีรากมาจากแหล่งเดียวกันคือ Yaksa ในอินเดีย แต่พัฒนาไปคนละทาง ไทยเก็บยักษ์ไว้เป็นตัวละครชัดเจนในวรรณคดีและงานศิลปะ ส่วนจีนดูดกลืนยักษ์เข้าไปในภาษาพูดและความเชื่อพื้นบ้านจนกลายเป็นคำเปรียบเปรยมากกว่าตัวละครที่จับต้องได้
บทสรุป
เมื่อผมมองย้อนกลับไปที่ความทรงจำตอนเด็กหน้าจอทีวีเช้าวันเสาร์ กับความรู้ที่ได้ศึกษามาตลอดหลายปี ผมพบว่ายักษ์ไม่ใช่แค่ตัวละครในนิทานสำหรับเด็กอีกต่อไป แต่เป็นกระจกสะท้อนวิธีคิดของแต่ละสังคมต่อพลังอำนาจที่ทั้งน่าเกรงขามและจำเป็นต้องมีอยู่ ยักษ์จีนเดินทางจากเทพผู้พิทักษ์ป่าเขาในอินเดีย ผ่านการตีความใหม่สามครั้งใหญ่ในจีน จนกลายเป็นทั้งผีเฝ้าเมือง คำเปรียบเปรยในภาษาพูดอย่างยักษ์แม่ใหญ่ และในขณะเดียวกันก็ยังคงสถานะธรรมบาลผู้พิทักษ์พระธรรมไว้ในอีกมิติหนึ่ง ส่วนยักษ์ไทยในหนังจักร ๆ วงศ์ ๆ ที่ผมดูตอนเด็กนั้น แม้จะดูน่ากลัวเรียบง่ายกว่า แต่ก็มีรากเหง้าโยงใยไปถึงท้าวเวสสุวรรณผู้เป็นใหญ่แห่งเหล่ายักษ์ ซึ่งคนไทยยกย่องในฐานะผู้คุ้มครองมนุษย์จากภัยร้าย ไม่ต่างจากที่ 夜叉 บางกลุ่มในจีนทำหน้าที่ปกป้องพระธรรมและผู้มีศรัทธาเช่นกัน
สิ่งที่ผมอยากฝากไว้ให้ผู้อ่านทุกท่านคือ เวลาเราเห็นยักษ์ตัวไหนในหนัง ในวัด หรือในเรื่องเล่าปากต่อปาก อย่ารีบตัดสินว่าเป็นแค่ตัวร้ายหรือตัวดีไปเสียทั้งหมด เพราะเบื้องหลังภาพลักษณ์ที่ดุร้ายนั้น มักซ่อนประวัติศาสตร์อันยาวนานของการเดินทางข้ามวัฒนธรรม การตีความใหม่ตามยุคสมัย และความคิดของผู้คนที่พยายามทำความเข้าใจพลังอำนาจที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ยักษ์จึงไม่ใช่แค่สัตว์ประหลาดในนิทานก่อนนอน แต่เป็นบันทึกทางวัฒนธรรมที่มีชีวิต เปลี่ยนแปลงและเติบโตไปพร้อมกับผู้คนที่เชื่อในมันมาหลายชั่วอายุคน สำหรับผมแล้ว การได้ศึกษาเรื่องนี้อย่างลึกซึ้งทำให้ผมมองยักษ์ในทีวีตอนเด็กด้วยสายตาที่ต่างไปจากเดิมโดยสิ้นเชิง และหวังว่าบทความนี้จะช่วยให้ผู้อ่านได้มุมมองใหม่เช่นเดียวกัน
