↑
ครอบครัว ธุรกิจ แถวนี้ 101 แซ่อึ้ง บทความ ติดต่อครอบครัว
เทพเจ้าจีน · Yaksha Guardian Myth

ยักษ์ในหนังจักร ๆ วงศ์ ๆ กับยักษ์ที่แท้จริงในความเชื่อจีน ต่างกันอย่างไร

เปรียบเทียบยักษ์ในความเชื่อจีน 夜叉 กับยักษ์ไทยในหนังจักร ๆ วงศ์ ๆ ผ่านมุมมองครอบครัวจีนไทยและหลักฐานทางวัฒนธรรมจีนที่สืบทอดมากว่าพันปี

โดย · · อ่าน ~8 นาที
รูปสลักยักษ์เย่ชาเฝ้าประตูวัดจีนโบราณ
รูปสลักยักษ์เย่ชาเฝ้าประตูวัดจีนโบราณ

ตอนเด็ก ๆ ผมนั่งดูหนังจักร ๆ วงศ์ ๆ ทางโทรทัศน์ทุกเช้าวันเสาร์ จนคุ้นตากับยักษ์ตัวใหญ่ หน้าดุ เขี้ยวยาว ถือกระบองไล่จับมนุษย์ไปกิน พอโตขึ้นมาศึกษาเรื่องยักษ์ในความเชื่อจีนอย่างจริงจัง ผมถึงพบว่าภาพจำแบบนั้นเป็นเพียงเสี้ยวเดียวของเรื่องราวที่ซับซ้อนกว่าที่คิดไว้มาก

คำตอบสั้น ๆ

ยักษ์ในความเชื่อจีนมีรากมาจาก 夜叉 (เย่ชา — ยักษ์ในความเชื่อจีน) ซึ่งแปลงมาจากคำสันสกฤตว่า Yaksa ในศาสนาพุทธอินเดีย แล้วผ่านการปรับตัวในจีนมากว่าพันปีจนกลายเป็นสัญลักษณ์ที่มีทั้งมุมของผู้พิทักษ์ธรรมและมุมของผีร้ายในเรื่องเล่าพื้นบ้าน ต่างจากยักษ์ไทยในหนังจักร ๆ วงศ์ ๆ ที่มีภาพลักษณ์ค่อนข้างชัดเจนและคงที่กว่าในฐานะยักษ์นักรบใต้บังคับท้าวเวสสุวรรณ

ประเด็นสำคัญ

  • 夜叉 มาจากคำสันสกฤต Yaksa เดิมเป็นเทพชั้นรองผู้พิทักษ์ป่าและทรัพย์สิน ไม่ใช่ผีร้ายแต่แรก
  • ภาพลักษณ์ยักษ์จีนผ่านการเปลี่ยนแปลงหลักสามครั้งในสมัยถัง สมัยซ่ง และสมัยหยวน-หมิง
  • มีการแบ่งประเภทยักษ์จีนเป็นสามกลุ่มหลักตามที่อยู่และหน้าที่: 地行夜叉 (ตี้สิงเย่ชา) บนดิน 虛空夜叉 (ซวีคงเย่ชา) บนอากาศ และ 天夜叉 (เทียนเย่ชา) ชั้นเทพ
  • คำว่า "母夜叉" (มู่เย่ฉา — แม่ยักษ์) กลายเป็นคำเปรียบเปรยหญิงดุในภาษาจีนจากวรรณกรรมสมัยหมิง
  • ท้าวเวสสุวรรณในความเชื่อไทยตรงกับ 多闻天王 (ตัวเหวินเทียนหวัง) ในจีน ซึ่งเป็นหนึ่งในธรรมบาลสี่ทิศ

จากเทพผู้พิทักษ์สู่ผีเฝ้าเมือง: สามครั้งของการเปลี่ยนโฉมยักษ์จีน

คำว่า 夜叉 มีต้นทางจากคำสันสกฤต Yaksa ในเทพปรัมปราอินเดียโบราณ เดิมเป็นเทพชั้นรองผู้ดูแลป่าเขาและทรัพย์สมบัติ เป็นบริวารของท้าวกุเวร (Kubera) เทพแห่งทรัพย์ ยิ่งกว่านั้นคนอินเดียโบราณบางกลุ่มยังเรียกยักษ์เหล่านี้ว่า "ผู้ซื่อสัตย์" ด้วยซ้ำ ไม่ได้มีความน่ากลัวเป็นด้านหลักอย่างที่เราคุ้นเคย เมื่อพุทธศาสนาเผยแผ่เข้าจีนผ่านเส้นทางสายไหม ยักษ์ถูกจัดเข้าไปอยู่ในกลุ่มเทียนหลงปาปู้ (天龙八部 — แปดหมู่เทพและอสูรผู้พิทักษ์พุทธศาสนา) ซึ่งมีทั้งฝ่ายดีที่อยู่ใต้การปกครองของผีซาเหมินเทียน (毗沙門天) ซึ่งก็คือท้าวเวสสุวรรณองค์เดียวกับที่คนไทยกราบ และมีอีกพระนามว่าตัวเหวินเทียนหวัง และฝ่ายที่ออกหากินเวลากลางคืนด้วยเลือดเนื้อมนุษย์

จุดเปลี่ยนแรกเกิดในสมัยราชวงศ์ถัง (唐代) เมื่อบันทึกเกร็ดพิสดารของนักปราชญ์ยุคนั้นตัดความดีของยักษ์ออกไปเกือบหมด แล้วผลักให้กลายเป็นผีร้ายเต็มตัว หนังสือ太平广记 (ไท่ผิงกว่างจี้ — ประมวลเรื่องเล่าพิสดารที่รวบรวมขึ้นต้นราชวงศ์ซ่ง จากบันทึกสมัยถังและก่อนหน้า) บันทึกเรื่องยักษ์บุกเข้าบ้านคนกลางดึกเพื่อขโมยของกินไว้หลายเรื่อง จนภาพจำมาตรฐานของยักษ์ในสายตาคนถังกลายเป็นผิวเขียว ผมสีไฟ ตาลุกโพลง เขี้ยวเป็นเลื่อย และยังเชื่อกันว่ายักษ์กลัวธนูกับหน้าไม้ด้วย ผมอ่านถึงจุดนี้แล้วนึกถึงตอนเด็กที่กลัวยักษ์ในทีวีจนต้องหลับตา เรื่องแบบนี้เองที่ผมชอบเล่าให้ลูกหลานในครอบครัวฟัง นี่แหละคือธรรมชาติของความกลัวที่ข้ามวัฒนธรรมได้เหมือนกัน

จุดเปลี่ยนที่สองมาชัดเจนในสมัยราชวงศ์ซ่ง (宋代) ซึ่งกำหนดสถานะยักษ์ให้เป็น "ทหารผี" (鬼兵 กุ่ยปิง) จับคู่กับรากษส (罗刹 หลัวชา) ในฐานะผู้บังคับใช้กฎของยมโลก ช่วงนี้เองที่ภาพจิตรกรรมฝาผนังตามวัดเริ่มปรากฏ "ยักษ์บิน" หรือ 飛行夜叉 (เฟยสิงเย่ชา) ที่มีปีกคล้ายค้างคาวงอกออกจากสีข้าง ทำหน้าที่คุ้มกันพระบรมสารีริกธาตุและตรวจตราคุ้มครองพระธรรม ร่องรอยแบบนี้ยังพบได้ที่ตุนหวง วัดหลิงเยี่ยน และเฟยไหลเฟิง ซึ่งแสดงภาพยักษ์ที่ทั้งน่าเกรงขามและศักดิ์สิทธิ์ในเวลาเดียวกัน แล้วจุดเปลี่ยนที่สามก็มาถึงในสมัยหยวนถึงหมิง เมื่อยักษ์ผสานเข้ากับความเชื่อพื้นบ้านจีนเรื่องวังนาคและเทพประจำถิ่นจนกลายเป็น "ยักษ์เฝ้าทะเล" (巡海夜叉 สวินไห่เย่ชา) กลายเป็นสัญลักษณ์ผีจีนที่คนทั่วไปรู้จักกันดีจนถึงทุกวันนี้

แบ่งประเภทยักษ์จีน: ใครอยู่บนดิน ใครบินได้ ใครอยู่ชั้นเทพ

สิ่งที่ผมชอบมากตอนศึกษาเรื่องนี้คือการที่ยักษ์จีนไม่ได้เป็นภาพเดียวแบบราบเรียบเหมือนที่ผมเข้าใจตอนเด็ก แต่ถูกแบ่งเป็นระบบชัดเจนตามที่อยู่และหน้าที่ อรรถกถาคัมภีร์วิมลเกียรตินิทเทศระบุไว้ตรงตัวว่ายักษ์มีสามจำพวก คืออยู่บนดิน อยู่กลางเวหา และยักษ์ชั้นฟ้า กลุ่มแรกคือ 地行夜叉 (ตี้สิงเย่ชา — ยักษ์เดินดิน) เป็นแบบที่พบเห็นบ่อยที่สุดในเรื่องเล่าพื้นบ้าน บินไม่ได้ เดินเพ่นพ่านตามป่าเขาทุ่งกว้างและมุมเปลี่ยวยามวิกาล หน้าเขียวเขี้ยวงอกถือทวนถือหอก เป็นตัวเอกในเรื่อง "ยักษ์บุกบ้านกลางคืน" ที่ผมเล่าไปก่อนหน้า และมักถูกมองเป็นลางร้าย

กลุ่มที่สองคือ 虛空夜叉 (ซวีคงเย่ชา — ยักษ์เวหา) หรือที่เรียกกันว่ายักษ์บิน มีปีกคล้ายค้างคาวคู่ใหญ่เท่าเสื่อขนาดใหญ่ รูปทรงคล้ายเหยี่ยวนกอินทรี ปรากฏครั้งแรกในจิตรกรรมฝาผนังวัดสมัยซ่ง โคจรไปมาระหว่างสวรรค์กับโลกมนุษย์ ทำหน้าที่เป็นทั้งผู้พิทักษ์ธรรมที่ขนพระธาตุ และในบางเรื่องก็กลายเป็นปีศาจลักพาเด็ก ภาพวาดจีนโบราณแนว "ยักษ์อุ้มเด็ก" ที่พบในภาพวาดพิธีทางน้ำก็จัดอยู่ในกลุ่มนี้ ส่วนกลุ่มที่สามคือ 天夜叉 (เทียนเย่ชา — ยักษ์สวรรค์) เป็นระดับสูงสุดในระบบธรรมบาล มีฤทธานุภาพและอยู่ใต้การบังคับของท้าวมหาราช คัมภีร์พุทธศาสนาบันทึกถึง "ยักษ์แม่ทัพสิบสอง" และ "ยักษ์แม่ทัพยี่สิบแปด" ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มนี้ทั้งหมด เป็นเทพฝ่ายดีที่ช่วยปกป้องผู้ศรัทธาและขจัดภัยพิบัติ

นอกจากสามกลุ่มหลักนี้ ยังมียักษ์ที่ถูกกำหนดบทบาทเฉพาะทางแบบจีนแท้ ๆ เช่นตัวละคร李艮 (หลี่เกิ้น) ยักษ์เฝ้าทะเลตะวันออกในวรรณกรรม封神演义 (เฟิงเสิ่นเหยี่ยนอี้ — ตำนานการแต่งตั้งเทพ) ที่ได้รับฉายาว่า "ดาวภัยใหญ่" ทำหน้าที่ตรวจการทะเลตะวันออกและควบคุมทางน้ำ สะท้อนว่าคนจีนเอายักษ์จากอินเดียมาผสานเข้ากับระบบวังนาคของตัวเองได้อย่างกลมกลืน

ตารางเทียบยักษ์จีนกับยักษ์ในความเชื่อไทย

ประเด็น ยักษ์จีน (夜叉) ยักษ์ไทยในหนังจักร ๆ วงศ์ ๆ
ที่มา คำสันสกฤต Yaksa ผ่านพุทธศาสนา รากษสในวรรณคดีอินเดีย-ไทย
ภาพลักษณ์หลัก แบ่งเป็นหลายกลุ่ม ทั้งผีร้ายและเทพพิทักษ์ ตัวใหญ่ เขี้ยวยาว ถือกระบอง ค่อนข้างตายตัว
บทบาททางสังคม คำเปรียบเปรยในภาษาพูด เช่น มู่เย่ฉา มักผูกกับผู้ใหญ่ในเรื่อง เช่นทศกัณฐ์
ผู้นำสูงสุด ตัวเหวินเทียนหวัง (多闻天王) ท้าวเวสสุวรรณ
การรับรู้ปัจจุบัน คำในภาษาพูดมากกว่าตัวละครในนิทาน ตัวละครในเรื่องเล่าและวรรณคดีชัดเจน

ตารางนี้ทำให้ผมเห็นชัดว่า แม้รากศัพท์จะมาจากแหล่งเดียวกันคือ Yaksa ในอินเดีย แต่เส้นทางที่ยักษ์เดินทางไปจีนกับที่เดินทางมาไทยนั้นต่างกันมาก จีนดูดกลืนยักษ์เข้าไปในภาษาพูดจนกลายเป็นคำเปรียบเปรยที่คนทั่วไปใช้ในชีวิตประจำวัน ขณะที่ไทยเก็บยักษ์ไว้ในรูปตัวละครที่มีบทบาทชัดในเรื่องเล่าและงานศิลปะ เช่นรูปปั้นยักษ์เฝ้าประตูวัดที่คนไทยคุ้นเคยกันดี ทำนองเดียวกับเทพจงขุยที่คนจีนติดรูปไว้หน้าประตูเพื่อปราบภูตผี

มู่เย่ฉา: เมื่อยักษ์หญิงสวยกลายเป็นคำเปรียบเปรยหญิงดุ

เรื่องที่ผมทึ่งที่สุดคือความเปลี่ยนแปลงของยักษ์หญิง ในตำนานอินเดียโบราณและคัมภีร์พุทธศาสนายุคแรก ยักษ์หญิงหรือ Yakshini ถูกวาดภาพเป็นหญิงสาวรูปงาม ทรวดทรงอิ่มเอิบ ทำหน้าที่พิทักษ์ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์และทรัพย์สมบัติ เป็นเทพธิดาที่ทั้งมีฤทธิ์และมีเสน่ห์ งานประติมากรรมพุทธศิลป์หลายแห่งยังเก็บภาพยักษ์หญิงที่งดงามอ่อนช้อยไว้ให้เห็น แต่พอเข้ามาอยู่ในจีน ภาพนี้กลับพลิกด้านตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง

กระบวนการเปลี่ยนความหมายนี้ใช้เวลานานหลายศตวรรษ ในเรื่องเล่าพิสดารสมัยถังและซ่ง ยักษ์หญิงยังคงมีทั้งสองด้านผสมกัน ทั้งหน้าเขียวเขี้ยวงอกน่ากลัว และแปลงกายเป็นหญิงสวยล่อลวงชาย ยังไม่ตกผลึกไปทางใดทางหนึ่งชัดเจน จนกระทั่งสมัยราชวงศ์หมิง เมื่อวรรณกรรมประโลมโลกเฟื่องฟู ภาพยักษ์หญิงถึงพลิกไปทางลบอย่างเบ็ดเสร็จ วรรณกรรมเรื่อง水浒传 (สุ่ยหูจ้วน — ซ้องกั๋ง) บรรยายตัวละครซุนเอ้อร์เหนียง (孫二娘) ผู้เปิดโรงเตี๊ยมดำ ซึ่งมีฉายาประจำตัวว่า 母夜叉 และปรากฏตัวครั้งแรกในตอนที่สิบเจ็ดไว้ว่ามีบุคลิกดุดันแข็งกร้าว ตรงจุดนี้เองที่คำว่า 母夜叉 (มู่เย่ฉา — แม่ยักษ์) ถูกผนึกเข้ากับภาพผู้หญิงแข็งกร้าวจนกลายเป็นคำติดปากมาถึงปัจจุบัน ข้อสังเกตที่ควรรู้คือเดิมคำนี้หมายถึงผู้หญิงที่ดุดันเด็ดขาด แล้วค่อยถูกเข้าใจเพี้ยนไปเป็นการว่าเรื่องหน้าตาในภายหลัง

แต่เรื่องนี้ก็ไม่ได้จบด้วยความอยุติธรรมเสียทั้งหมด เพราะในวรรณกรรมเรื่อง聊斋志异 (เหลียวจ้ายจื้ออี้ — เรื่องเล่าพิสดารจากศาลาสนทนา) ตอน "夜叉国" (เย่ชากั๋ว — ดินแดนยักษ์) กลับให้ภาพที่ต่างออกไปอย่างน่าประหลาดใจ นางยักษ์จากดินแดนนั้นแม้หน้าตาน่าเกรงขาม แต่จิตใจกลับซื่อสัตย์และรักครอบครัวอย่างสุดหัวใจ แต่งงานกับชายมนุษย์และเลี้ยงลูกจนเติบใหญ่กลายเป็นนักรบกล้าหาญ เรื่องนี้ทำให้ผมรู้สึกว่าคนจีนโบราณก็ไม่ได้มองยักษ์หญิงเป็นตัวร้ายไปเสียหมด ยังเก็บเมล็ดพันธุ์แห่งความดีงามซ่อนไว้ในตัวละครที่ดูน่ากลัวที่สุด นี่คือมุมที่ผมชอบเป็นพิเศษ เพราะสะท้อนความคิดจีนที่มองโลกอย่างมีมิติ ไม่ตัดสินอะไรด้วยรูปลักษณ์ภายนอกเพียงอย่างเดียว

พอย้อนกลับมาเทียบกับความเชื่อไทยที่ผมโตมากับมัน ผมสังเกตว่าคนไทยเก็บยักษ์ไว้ในบทบาทของธรรมบาลอย่างชัดเจนกว่า ท้าวเวสสุวรรณเป็นตัวอย่างที่ดีที่สุด เพราะแม้ท่านจะมีลักษณะเป็นยักษ์ แต่สถานะของท่านคือเทพผู้คุ้มครองมนุษย์จากภัยอันตรายและวิญญาณร้าย ไม่ต่างจากที่ตัวเหวินเทียนหวังในจีนทำหน้าที่เป็นหนึ่งในธรรมบาลสี่ทิศ ที่วัดนางตะเคียน จังหวัดสมุทรสงคราม ก็มีท้าวเวสสุวรรณอายุราวสี่ร้อยปีประดิษฐานอยู่คู่กับยักษ์แม่ใหญ่ คอยพิทักษ์พระธรรมและปกป้องผู้มีศรัทธา ทั้งสองวัฒนธรรมจึงมีจุดร่วมกันอยู่ลึก ๆ คือมองยักษ์เป็นพลังที่ดุดันแต่ใช้ไปในทางที่ถูก มากกว่าจะเป็นแค่ตัวร้ายเพียงมิติเดียว

สิ่งที่ผมอยากทิ้งไว้ให้ผู้อ่านคิดต่อคือ ความแตกต่างระหว่างยักษ์ในหนังจักร ๆ วงศ์ ๆ กับยักษ์ที่แท้จริงในความเชื่อจีนนั้น ไม่ใช่เรื่องผิดหรือถูก แต่เป็นเรื่องของเส้นทางวัฒนธรรมที่ต่างกัน คนไทยรับเอาภาพยักษ์มาปรุงแต่งให้ชัดเจนในรูปตัวละครของวรรณคดีและงานศิลปะ ส่วนคนจีนดูดกลืนยักษ์เข้าไปในภาษาพูดและความเชื่อพื้นบ้านจนแทบไม่เหลือรูปลักษณ์ตายตัวอีกต่อไป ทั้งสองทางล้วนเป็นวิธีที่แต่ละสังคมใช้จัดการกับความกลัวและความเกรงขามต่อพลังที่มองไม่เห็น

คำถามที่พบบ่อย

ยักษ์ในความเชื่อจีนมีจริงไหม?

ในทางความเชื่อพื้นบ้านและพุทธศาสนาจีน 夜叉 ถือเป็นสิ่งมีจริงในมิติของศรัทธา เป็นทั้งเทพผู้พิทักษ์ธรรมและผีร้ายตามแต่บริบทของเรื่องเล่า แต่ในทางวิชาการถือเป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่สะท้อนความคิดและความกลัวของคนในแต่ละยุค ไม่มีหลักฐานทางกายภาพยืนยันการมีอยู่จริงตามความหมายวิทยาศาสตร์

ยักษ์ภาษาจีนเรียกว่าอะไร อ่านว่าอย่างไร?

ยักษ์ในคติพุทธและเรื่องเล่าจีนเขียนว่า 夜叉 อ่านแบบจีนกลางว่าเย่ชา เป็นคำที่ถอดเสียงมาจากคำสันสกฤต Yaksa ซึ่งเข้ามาจีนพร้อมพุทธศาสนา ส่วนคำว่า 母夜叉 (มู่เย่ฉา) แปลตรงตัวว่าแม่ยักษ์ และกลายเป็นคำเปรียบเปรยหญิงดุมาตั้งแต่วรรณกรรมสมัยหมิง

ยักษ์จีนมีกี่ประเภท?

อรรถกถาวิมลเกียรตินิทเทศ (注維摩詰經) แบ่งยักษ์ไว้สามจำพวก คือยักษ์ที่อยู่บนดิน ยักษ์ที่อยู่กลางเวหา และยักษ์ชั้นฟ้า ตรงกับ 地行夜叉 ยักษ์เดินดิน 虛空夜叉 ยักษ์เวหาหรือยักษ์บิน และ 天夜叉 ยักษ์สวรรค์ที่อยู่ใต้บังคับท้าวมหาราช คัมภีร์เดียวกันอธิบายว่ายักษ์บนดินบินไม่ได้เพราะเคยให้ทานเพียงทรัพย์ ส่วนยักษ์ชั้นฟ้าบินได้เพราะเคยให้ทานรถและม้า

ทำไมยักษ์จีนถึงกลายเป็นผีร้ายในเรื่องเล่าสมัยถัง?

เพราะเรื่องเล่าพิสดารสมัยถังที่รวบรวมไว้ใน太平广记ตัดคุณลักษณะด้านดีของยักษ์ออกไปเกือบหมด แล้วเน้นเล่าแต่เหตุการณ์ยักษ์บุกบ้านคนกลางดึกเพื่อขโมยของกิน ทำให้ภาพจำของคนยุคนั้นโน้มเอียงไปทางผีร้ายมากกว่าเทพพิทักษ์อย่างที่เคยเป็นในอินเดีย

ยักษ์จีนกับรากษสต่างกันอย่างไร?

ยักษ์ (夜叉) กับรากษส (罗刹) ถูกจัดเป็นคู่กันในสมัยซ่งในฐานะทหารผีของยมโลก ทั้งสองมีหน้าที่คล้ายกันคือบังคับใช้กฎแดนวิญญาณ แต่รากษสมักถูกมองว่าดุร้ายและกินเนื้อมนุษย์มากกว่า ขณะที่ยักษ์มีทั้งฝ่ายดีและฝ่ายร้ายผสมกันตามที่อยู่และหน้าที่

ทำไมผู้หญิงดุถึงถูกเรียกว่ามู่เย่ฉา?

เพราะวรรณกรรมสมัยหมิงอย่าง水浒传ผูกภาพตัวละครหญิงที่ดุดันแข็งกร้าวเข้ากับสัญลักษณ์ยักษ์จนกลายเป็นคำเปรียบเปรยติดปาก สะท้อนมุมมองสังคมจีนโบราณที่มองความแข็งกร้าวของผู้หญิงว่าเป็นสิ่งผิดปกติจากบรรทัดฐานที่คาดหวัง

ยักษ์ในนิทานจีนกับยักษ์ไทยเหมือนกันไหม?

มีรากมาจากแหล่งเดียวกันคือ Yaksa ในอินเดีย แต่พัฒนาไปคนละทาง ไทยเก็บยักษ์ไว้เป็นตัวละครชัดเจนในวรรณคดีและงานศิลปะ ส่วนจีนดูดกลืนยักษ์เข้าไปในภาษาพูดและความเชื่อพื้นบ้านจนกลายเป็นคำเปรียบเปรยมากกว่าตัวละครที่จับต้องได้

แหล่งข้อมูลและอ่านเพิ่มเติม

บทสรุป

เมื่อผมมองย้อนกลับไปที่ความทรงจำตอนเด็กหน้าจอทีวีเช้าวันเสาร์ กับความรู้ที่ได้ศึกษามาตลอดหลายปี ผมพบว่ายักษ์ไม่ใช่แค่ตัวละครในนิทานสำหรับเด็กอีกต่อไป แต่เป็นกระจกสะท้อนวิธีคิดของแต่ละสังคมต่อพลังอำนาจที่ทั้งน่าเกรงขามและจำเป็นต้องมีอยู่ ยักษ์จีนเดินทางจากเทพผู้พิทักษ์ป่าเขาในอินเดีย ผ่านการตีความใหม่สามครั้งใหญ่ในจีน จนกลายเป็นทั้งผีเฝ้าเมือง คำเปรียบเปรยในภาษาพูดอย่างแม่ยักษ์ และในขณะเดียวกันก็ยังคงสถานะธรรมบาลผู้พิทักษ์พระธรรมไว้ในอีกมิติหนึ่ง ส่วนยักษ์ไทยในหนังจักร ๆ วงศ์ ๆ ที่ผมดูตอนเด็กนั้น แม้จะดูน่ากลัวเรียบง่ายกว่า แต่ก็มีรากเหง้าโยงใยไปถึงท้าวเวสสุวรรณผู้เป็นใหญ่แห่งเหล่ายักษ์ ซึ่งคนไทยยกย่องในฐานะผู้คุ้มครองมนุษย์จากภัยร้าย ไม่ต่างจากที่ 夜叉 บางกลุ่มในจีนทำหน้าที่ปกป้องพระธรรมและผู้มีศรัทธาเช่นกัน

สิ่งที่ผมอยากฝากไว้ให้ผู้อ่านทุกท่านคือ เวลาเราเห็นยักษ์ตัวไหนในหนัง ในวัด หรือในเรื่องเล่าปากต่อปาก อย่ารีบตัดสินว่าเป็นแค่ตัวร้ายหรือตัวดีไปเสียทั้งหมด เพราะเบื้องหลังภาพลักษณ์ที่ดุร้ายนั้น มักซ่อนประวัติศาสตร์อันยาวนานของการเดินทางข้ามวัฒนธรรม การตีความใหม่ตามยุคสมัย และความคิดของผู้คนที่พยายามทำความเข้าใจพลังอำนาจที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ยักษ์จึงไม่ใช่แค่สัตว์ประหลาดในนิทานก่อนนอน แต่เป็นบันทึกทางวัฒนธรรมที่มีชีวิต เปลี่ยนแปลงและเติบโตไปพร้อมกับผู้คนที่เชื่อในมันมาหลายชั่วอายุคน สำหรับผมแล้ว การได้ศึกษาเรื่องนี้อย่างลึกซึ้งทำให้ผมมองยักษ์ในทีวีตอนเด็กด้วยสายตาที่ต่างไปจากเดิมโดยสิ้นเชิง และหวังว่าบทความนี้จะช่วยให้ผู้อ่านได้มุมมองใหม่เช่นเดียวกัน

เกี่ยวกับผู้เขียน

ธนินพงษ์ ศุภพิทักษ์พงษ์ (MingPaPa)
黄炳明 - MingPaPa

เขียนโดย

ชื่อจีน 黄炳明 (แต้จิ๋ว อึ้งเป๋งเม้ง / จีนกลาง หวงปิ่งหมิง)

นักธุรกิจโรงพิมพ์ ครูศิลปะการต่อสู้ และผู้ถ่ายทอดวัฒนธรรมจีน ศาสนา และความเชื่อ

ประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้: ผู้เขียนเติบโตมากับการดูหนังจักร ๆ วงศ์ ๆ ตอนเด็กและนำความทรงจำนั้นมาเทียบเคียงกับการศึกษาเรื่องยักษ์ในความเชื่อจีนอย่างจริงจังในภายหลัง

ประวัติการแก้ไข

  • — แก้คำอธิบาย 太平广记 ว่าเป็นประมวลเรื่องเล่าที่รวบรวมขึ้นต้นราชวงศ์ซ่งจากบันทึกสมัยถังและก่อนหน้า ไม่ใช่หนังสือสมัยถัง
  • — เพิ่มคำถามที่พบบ่อยสองข้อ คือยักษ์ภาษาจีนเรียกว่าอะไร และยักษ์จีนมีกี่ประเภท โดยอ้างอรรถกถาวิมลเกียรตินิทเทศ (注維摩詰經) ใน CBETA แก้คำอ่าน 夜叉 ในคำบรรยายภาพจาก เย่าฉา เป็น เย่ชา ให้ตรงกับเนื้อความ และเน้นคำสำคัญในเนื้อความ
  • — แก้ข้อผิดพลาดสำคัญที่เรียก 毗沙門天 ว่าพระวิษณุมุนี ทั้งที่เป็นท้าวเวสสุวรรณองค์เดียวกับตัวเหวินเทียนหวังที่บทความเองระบุไว้ในตาราง เปลี่ยนคำแปลของ 母夜叉 จาก "ยักษ์แม่ใหญ่" เป็นแม่ยักษ์ เพื่อไม่ให้สับสนกับยักษ์แม่ใหญ่ วัดนางตะเคียน ซึ่งเป็นคนละองค์ และเพิ่มข้อสังเกตว่าเดิมคำนี้หมายถึงหญิงดุเด็ดขาดก่อนถูกเข้าใจเพี้ยนเป็นเรื่องหน้าตา แก้คำพิมพ์ผิด คล้างค้างคาว เป็น คล้ายค้างคาว ปรับข้อความที่อ้าง "งานวิจัย" โดยไม่มีแหล่งอ้างอิงสามแห่ง เพิ่มลิงก์ภายในสามจุด และเพิ่มหัวข้อแหล่งข้อมูลซึ่งเดิมไม่มีเลย
  • — เผยแพร่ครั้งแรก

พบข้อมูลคลาดเคลื่อน แจ้งได้ที่หน้าติดต่อ และอ่านวิธีตรวจสอบกับแก้ไขข้อผิดพลาดได้ที่นโยบายบรรณาธิการ

บทความที่เกี่ยวข้อง

ดูบทความทั้งหมดในหมวดเทพเจ้าจีนและตำนาน