คำตอบสั้น ๆ
ไฉ่ซิงเอี๊ย (財神爺) คือเทพเจ้าแห่งโชคลาภและทรัพย์สินในคติจีน คำว่า "ไฉ่ซิง" แปลตรงตัวว่าดาวแห่งทรัพย์ ส่วน "เอี๊ย" เป็นคำเรียกยกย่องแบบแต้จิ๋ว ท่านไม่ได้มีองค์เดียว แต่เป็นตำแหน่งที่มีทั้งฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊ ธรรมเนียมที่คนไทยเชื้อสายจีนคุ้นที่สุดคือการรับไฉ่ซิงเอี๊ยในคืนวันตรุษจีน โดยหันโต๊ะไปตามทิศและฤกษ์ที่ปฏิทินจีนของแต่ละปีกำหนด
ประเด็นสำคัญ
- ไม่ใช่เทพองค์เดียว ไฉ่ซิงเอี๊ยเป็นตำแหน่ง มีทั้งสายบุ๋น (เหวินไฉ่เสิน) และสายบู๊ (อู่ไฉ่เสิน) ซึ่งคนละองค์และคนละที่มา
- องค์ที่คนไทยรู้จักมากที่สุด ในสายบู๊คือ จ้าวกงหมิง ผู้ถือแส้เหล็กและขี่เสือดำ
- ฤกษ์รับไฉ่ซิงเอี๊ยเปลี่ยนทุกปี ทั้งเวลาและทิศ ต้องดูจากปฏิทินจีนของปีนั้น ไม่ใช่ตัวเลขที่จำไว้ปีก่อน
- ต่างจากแป๊ะกงและตี่จู้เอี๊ยะ ซึ่งเป็นเทพประจำที่และเจ้าที่ ขณะที่ไฉ่ซิงเอี๊ยเป็นเทพแห่งทรัพย์โดยตรง
ไฉ่ซิงเอี๊ยคือใคร
ในระบบเทพจีน ตำแหน่ง "ไฉ่เสิน" หรือเทพแห่งทรัพย์ ไม่ได้ผูกกับบุคคลใดบุคคลหนึ่งตายตัว แต่เป็นหน้าที่ที่มีผู้รับตำแหน่งหลายองค์ตามยุคสมัยและตามภูมิภาค ชาวจีนทางเหนือ ทางใต้ และชาวจีนโพ้นทะเลแต่ละกลุ่มจึงนับถือองค์ไม่เหมือนกันเสมอไป
สายที่แบ่งกันชัดที่สุดมีสองสาย สายบุ๋นหรือ เหวินไฉ่เสิน มักหมายถึงผู้ที่มีคุณธรรมทางการปกครองหรือการค้าจนกลายเป็นแบบอย่าง เช่น ปี่กัน ขุนนางผู้ซื่อตรงปลายราชวงศ์ซาง หรือฟั่นหลี่ นักการเมืองที่ผันตัวเป็นพ่อค้าผู้ร่ำรวย ส่วนสายบู๊หรือ อู่ไฉ่เสิน หมายถึงเทพนักรบผู้คุ้มครองทรัพย์ องค์ที่รู้จักกว้างที่สุดคือจ้าวกงหมิง ผู้ปรากฏในวรรณกรรมเรื่องห้องสินในภาพลักษณ์นักรบหน้าดำ ถือแส้เหล็ก และขี่เสือดำ
การรู้ว่าองค์ที่บ้านเราบูชาอยู่คือสายไหน มีประโยชน์ในทางปฏิบัติมากกว่าที่คิด เพราะเครื่องบูชา สีของเครื่องทรง และแม้แต่วันสำคัญประจำองค์ อาจไม่ตรงกัน วิธีที่ตรงที่สุดคือดูจากรูปเคารพที่บ้านหรือที่ศาลว่าถือสิ่งใดในมือ และถามผู้ใหญ่ในบ้านว่ารับองค์นี้มาจากที่ไหน
ปางบุ๋นกับปางบู๊ ต่างกันอย่างไร
ความต่างที่สังเกตได้ง่ายที่สุดคือรูปลักษณ์ ปางบุ๋น มักปรากฏในชุดขุนนาง สวมหมวกขุนนางจีน ใบหน้าสงบ มือถือคทาหรือแผ่นป้ายมงคล บางองค์ถือก้อนเงินหยวนเป่า สื่อถึงทรัพย์ที่ได้มาด้วยสติปัญญา การค้า และความซื่อตรง
ปางบู๊ ปรากฏในชุดนักรบ ใบหน้าเข้มดุ มือถืออาวุธ และมักมีสัตว์พาหนะ สื่อถึงการปกป้องทรัพย์ที่มีอยู่ไม่ให้สูญเสีย ผู้ประกอบการที่ต้องเผชิญคู่แข่งหรือความเสี่ยงจึงนิยมบูชาสายนี้
ในทางความเชื่อ ทั้งสองสายไม่ได้ขัดกันและหลายบ้านตั้งไว้คู่กัน สิ่งที่ควรระวังคือการซื้อรูปเคารพตามความสวยงามโดยไม่รู้ว่าเป็นองค์ใด เพราะเมื่อถึงเวลาไหว้จริงจะไม่รู้ว่าควรใช้เครื่องบูชาแบบไหน
ไหว้ไฉ่ซิงเอี๊ยอย่างไร ทิศไหน เวลาไหน
ธรรมเนียมที่เป็นที่รู้จักที่สุดคือ การรับไฉ่ซิงเอี๊ยในคืนส่งท้ายปีเก่าของจีน ต่อเนื่องเข้าสู่วันตรุษจีน โดยเชื่อกันว่าท่านจะเสด็จลงมาตามทิศที่กำหนดของปีนั้น ลูกหลานจึงตั้งโต๊ะรับให้ตรงทิศและตรงเวลา
จุดที่ต้องเน้นคือ ทั้งทิศและฤกษ์เปลี่ยนทุกปี ตัวเลขที่ใช้เมื่อปีก่อนใช้กับปีนี้ไม่ได้ ข้อมูลที่เชื่อถือได้ที่สุดคือปฏิทินจีนของศาลเจ้าหรือมูลนิธิที่ครอบครัวสังกัด ซึ่งจะประกาศทั้งวัน เวลา และทิศไว้ล่วงหน้า
ของไหว้ที่นิยมจัด ได้แก่ ผลไม้มงคลอย่างส้มสีทอง ขนมหวานที่สื่อถึงความราบรื่น น้ำชา และเครื่องหอม บางบ้านเพิ่มก้อนเงินหยวนเป่าจำลองและกระดาษไหว้ตามธรรมเนียมของตระกูล หลักที่ใช้ได้กับทุกบ้านคือความสะอาด ความตรงต่อเวลาตามฤกษ์ และการจัดโต๊ะให้เป็นระเบียบ มากกว่าการแข่งกันว่าใครจัดของแพงกว่า
คาถาบูชาไฉ่ซิงเอี๊ย
การบูชาเทพเจ้าไฉ่ซิ้งเอี๊ย (財神爺) ตามความเชื่อของศาสนาเต๋าและประเพณีจีนดั้งเดิม จะมุ่งเน้นไปที่การกราบไหว้ภาคภูมิต่าง ๆ ของพระองค์ เช่น ภาคบู๊ 赵公明 เจ้ากงหมิง และภาคบุ๋น 比干 ปี่กาน
คาถาบูชาแบบจีนกลาง
บทที่นิยมที่สุด · สวด 3, 5 หรือ 9 จบหนานโหมว ไฉ่ซิ่ง ผูซ่า
ให้ท่องบทนี้ 3 จบ 5 จบ หรือ 9 จบ เพื่อเป็นการระลึกนึกถึงคุณและบารมีของพระองค์
คาถาบูชาแบบมหากุศล (สายทิเบต/มหายาน)
คาถาหัวใจพระชัมภาลา · สวด 3, 5, 9 หรือ 12 จบโอม ชัมภาลา จาเลนไน เยโซฮา
บทนี้เป็นคาถาหัวใจพระชัมภาลา ซึ่งเป็นไฉ่ซิ้งเอี๊ยในภาคพุทธมหายานและทิเบต คนไทยนิยมสวดร่วมด้วยอย่างแพร่หลาย
หากบ้านใดรับองค์มาจากศาลเจ้าที่มีตัวบทเฉพาะของสำนัก ให้ยึดตามที่ศาลเจ้านั้นให้มาเป็นหลัก เพราะแต่ละสายอาจมีบทเพิ่มเติมที่ใช้คู่กัน
ไฉ่ซิงเอี๊ย แป๊ะกง และตี่จู้เอี๊ยะ คนละองค์กัน
เทพสามกลุ่มนี้ถูกเรียกปนกันบ่อยมาก ทั้งที่ทำหน้าที่ต่างกันชัดเจน
ไฉ่ซิงเอี๊ย คือเทพแห่งทรัพย์โดยตรง ไม่ได้ผูกกับสถานที่ใดสถานที่หนึ่ง
แป๊ะกง หรือฝูเต๋อเจิ้งเสิน เป็นเทพประจำถิ่น ดูแลพื้นที่และผู้คนในละแวกนั้น จึงพบตามศาลริมทางและในชุมชน ผู้สนใจอ่านต่อได้ที่เรื่องแป๊ะกงกวักกำไรสามองค์ที่ศาลเจ้าพ่อเห้งเจีย ซอยสวนผัก
ตี่จู้เอี๊ยะ คือเจ้าที่ประจำบ้านหรือร้านค้า อยู่ในศาลไม้สีแดงที่ตั้งกับพื้น ดูแลเฉพาะเขตบ้านนั้น อ่านรายละเอียดได้ที่วิธีตั้งและวิธีไหว้ตี่จู้เอี๊ยะ
เมื่อแยกหน้าที่ได้ การจัดโต๊ะไหว้ก็ชัดขึ้นเอง เพราะแต่ละองค์รับของและมีวันสำคัญของตนเอง ไม่ใช่การไหว้รวมกันทั้งหมดในคราวเดียว
บูชาไฉ่ซิงเอี๊ยที่ไหนได้บ้างในไทย
ศาลเจ้าจีนขนาดใหญ่ในกรุงเทพฯ และตามหัวเมืองที่มีชุมชนชาวจีนตั้งถิ่นฐานมานาน ส่วนใหญ่มีองค์ไฉ่ซิงเอี๊ยให้สักการะ โดยเฉพาะช่วงตรุษจีนที่หลายแห่งจัดพิธีรับองค์ท่านเป็นงานประจำปี ผู้ที่ตั้งใจไปควรตรวจสอบกำหนดการล่วงหน้า เพราะเวลาประกอบพิธีขึ้นอยู่กับฤกษ์ของปีนั้น และบางแห่งจำกัดจำนวนผู้เข้าร่วม
สำหรับผู้ที่สนใจคติเทพจีนในภาพกว้าง ยังมีเทพองค์อื่นที่ผูกกับความมั่งคั่งและการคุ้มครองกิจการในคนละบทบาทกัน เช่นหั่วเต๋อซิงจวิน เทพแห่งไฟ ที่ร้านค้าและโรงงานนิยมบูชาเพื่อความปลอดภัย
คำถามที่พบบ่อย
ไฉ่ซิงเอี๊ยคือใคร
ไฉ่ซิงเอี๊ย (財神爺) คือเทพเจ้าแห่งโชคลาภและทรัพย์สินในคติจีน ไม่ใช่เทพองค์เดียวแต่เป็นตำแหน่งที่มีผู้รับหลายองค์ แบ่งเป็นสายบุ๋นซึ่งสื่อถึงทรัพย์จากสติปัญญาและการค้า กับสายบู๊ซึ่งสื่อถึงการปกป้องทรัพย์ องค์สายบู๊ที่รู้จักกว้างที่สุดคือจ้าวกงหมิง
ไหว้ไฉ่ซิงเอี๊ยวันไหน เวลาไหน ทิศไหน
ธรรมเนียมหลักคือรับท่านในคืนส่งท้ายปีเก่าของจีนต่อเนื่องเข้าวันตรุษจีน โดยทั้งเวลาและทิศเปลี่ยนทุกปีตามปฏิทินจีน จึงต้องดูประกาศของปีนั้นจากศาลเจ้าหรือมูลนิธิที่ครอบครัวสังกัด ไม่ควรใช้ตัวเลขของปีก่อน
ของไหว้ไฉ่ซิงเอี๊ยมีอะไรบ้าง
นิยมจัดผลไม้มงคลอย่างส้มสีทอง ขนมหวานที่สื่อถึงความราบรื่น น้ำชา และเครื่องหอม บางบ้านเพิ่มก้อนเงินหยวนเป่าจำลองและกระดาษไหว้ตามธรรมเนียมของตระกูล สิ่งที่สำคัญกว่าราคาของคือความสะอาด ความเป็นระเบียบ และการทำให้ตรงฤกษ์
คาถาบูชาไฉ่ซิงเอี๊ยสวดว่าอย่างไร
บทที่นิยมที่สุดเป็นภาษาจีนกลางว่า "หนานโหมว ไฉ่ซิ่ง ผูซ่า" ท่อง 3 จบ 5 จบ หรือ 9 จบ เพื่อระลึกถึงคุณและบารมีของพระองค์ ส่วนสายมหายานและทิเบตนิยมสวดคาถาหัวใจพระชัมภาลาว่า "โอม ชัมภาลา จาเลนไน เยโซฮา" 3, 5, 9 หรือ 12 จบ
ไฉ่ซิงเอี๊ยกับตี่จู้เอี๊ยะเป็นองค์เดียวกันไหม
คนละองค์และคนละหน้าที่ ไฉ่ซิงเอี๊ยเป็นเทพแห่งทรัพย์ซึ่งไม่ผูกกับสถานที่ ส่วนตี่จู้เอี๊ยะคือเจ้าที่ประจำบ้านหรือร้านค้าที่อยู่ในศาลไม้สีแดงตั้งกับพื้น ดูแลเฉพาะเขตบ้านนั้น
บทส่งท้าย
สิ่งที่มักหายไปเวลาพูดถึงไฉ่ซิงเอี๊ยคือรายละเอียดว่าท่านเป็นใครกันแน่ เพราะคำว่า "เทพเจ้าโชคลาภ" กว้างจนกลืนความต่างระหว่างองค์ที่มาจากคนละตำนาน คนละยุค และคนละหน้าที่ การรู้ว่าองค์ที่บ้านเราตั้งอยู่คือสายบุ๋นหรือสายบู๊ จึงไม่ใช่ความรู้เชิงวิชาการอย่างเดียว แต่เปลี่ยนวิธีจัดโต๊ะและวิธีบอกกล่าวจริง ๆ
และเช่นเดียวกับความเชื่อจีนเรื่องอื่น สิ่งที่ทำให้พิธีมีน้ำหนักไม่ใช่มูลค่าของเครื่องเซ่น แต่เป็นความตั้งใจของคนที่ยืนอยู่หน้าโต๊ะ กับการทำสิ่งที่รับปากไว้ให้สำเร็จหลังจากธูปหมดดอก
