ผมจำได้ว่าพ่อผมอ่านหนังสือพิมพ์จีนทุกวัน แต่ไม่ได้อ่านแค่ข่าว เพราะในหนังสือพิมพ์จีนสมัยนั้นมักมีนิยายกำลังภายในแทรกเป็นตอน ๆ และเรื่องหนึ่งที่พ่อผมชอบเล่าให้ฟังคือ "เสี่ยวเตียว" ซึ่งภายหลังผมมารู้ว่าคือมังกรหยก เวอร์ชันที่คนไทยรู้จักกันดี
ตัวร้ายในเรื่องที่ผมจำภาพติดตามาตลอด คือ อาวเอี้ยงฮง หรือ โอวหยางเฟิง ฉายา "พิษประจิม" ผู้ใช้วิชา 蛤蟆功 (หามากง — พลังคางคก) จนกลายเป็นภาพจำของคนทั้งรุ่น
蛤蟆功 คืออะไรในความเป็นจริง มันคือมวยจีนพื้นบ้านแท้ ๆ ที่แตกออกเป็นสองสายคือสายฝึกแข็งเพื่อการต่อสู้ กับสายชี่กง (气功 — วิชาบริหารลมปราณเพื่อสุขภาพ) เพื่อบำรุงร่างกาย ไม่มีท่าหมอบพองตัวแล้วพุ่งชนคู่ต่อสู้แบบในหนังแน่นอน แต่หลักการควบคุมลมหายใจ การเกร็งกล้ามเนื้อ และการระเบิดพลังจากขาสู่ลำตัวนั้นมีอยู่จริงและฝึกกันมาหลายร้อยปี
ประเด็นสำคัญ
- 蛤蟆功 มีรากจากมวยพื้นบ้านจีนโบราณ เชื่อว่าต้นตอมาจากท่า "จี้ไก่กินน้ำ" ที่เยว่เฟย์คิดสร้างขึ้น
- แบ่งเป็นสองสายหลัก คือสายฝึกแข็ง (硬功) เพื่อต่อสู้ กับสายชี่กงเพื่อบำรุงชี่และอวัยวะภายใน
- เทคนิคการหายใจแบบ吐纳 (ทู่น่า — การพ่นลมเสียออกและสูดลมดีเข้า) เป็นแกนกลางของสายบำรุงร่างกาย
- ในนิยายกิมย้งและหนังของโจวซิงฉือ วิชานี้ถูกขยายให้เวอร์เกินจริงจนกลายเป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม
- การฝึกจริงมีข้อห้ามด้านสุขภาพชัดเจน โดยเฉพาะผู้มีโรคหัวใจหรือความดันสูง
จากหน้าหนังสือพิมพ์จีนสู่จอทีวี ความทรงจำที่ทำให้ผมสนใจวิชานี้
ตอนเด็กก่อนเข้าเรียนหนังสือ ผมเคยได้ยินชื่อมังกรหยกมาบ้างจากปากพ่อ แต่พอมีเวอร์ชันมาฉายทางทีวีจริง ๆ ผมติดงอมแงมจนโตขึ้นมาไม่มีมังกรหยกเวอร์ชันไหนที่ผมไม่เคยดู ตัวละครที่ผมจำแม่นที่สุดคืออาวเอี้ยงฮง เพราะเขาไร้คุณธรรมและหน้าด้านถึงขั้นทำเรื่องผิดชู้สาวกับพี่สะใภ้ตัวเอง แต่กลับเป็นหนึ่งในห้ายอดฝีมือแห่งยุทธภพด้วยวิชา 蛤蟆功 นี้เอง ภาพของยอดฝีมือย่อตัวต่ำ สูดลมหายใจสะสมพลัง แก้มป่อง แล้วระเบิดพลังใส่คู่ต่อสู้ในจังหวะเดียวอาจดูตลกเมื่อมองย้อนกลับมา แต่ในโลกนิยายของกิมย้ง มันน่ากลัวจนไม่มีใครอยากยืนรับตรง ๆ
สิ่งที่ผมไม่รู้ตอนเด็ก แต่มารู้ตอนโตคือ ชื่อ "蛤蟆功" ไม่ได้เกิดจากจินตนาการของนักเขียนนิยายล้วน ๆ แต่มีรากจากมวยพื้นบ้านจีนที่เรียกกันในภาคเหนือของจีนแถบเทียนจินและเหอเป่ย์ว่า "癞团劲" (ล่ายถวนจิ้น) หรือชาวบ้านทั่วไปเรียกกันตรง ๆ ว่า "举礅子" (จวี่ตุนจื่อ — การยกแท่งหิน) ตำนานเล่าว่าที่มาเริ่มจากท่า "จี้ไก่กินน้ำ" ที่เยว่เฟย์ (岳飞) สังเกตแล้วนำมาคิดค้นเป็นท่าฝึก จึงมีชื่อเรียกแรกว่า "金鸡喝水功" (จินจีเฮอสุ่ยกง — วิชาไก่ทองกินน้ำ) ก่อนจะถูกเรียกจนติดปากว่าพลังคางคกในภายหลัง เพราะท่วงท่าคล้ายสัตว์ชนิดนี้มากกว่า
สายฝึกแข็ง: รากฐานที่ทำให้ภาพในหนังดูสมจริงบางส่วน
สายแรกของ蛤蟆功 คือสายฝึกแข็งแบบ外壮硬功 (ไว่จ้วงอิ้งกง — การฝึกแข็งภายนอกให้กล้ามเนื้อแข็งแรง) ซึ่งเป็นสายที่ใกล้เคียงกับภาพในหนังมากที่สุด แต่ไม่มีการพองตัวหรือพุ่งชนแบบเวอร์ ๆ เลย หลักการคือการฝึกให้กล้ามเนื้อทั่วร่างกายแข็งแรงจนควบคุมได้ตามใจนึก เริ่มจากยกหินแท่งหนักสองสามสิบชั่ง (ประมาณสิบกว่ากิโลกรัม) แล้วค่อย ๆ เพิ่มไปจนถึงระดับร้อยชั่ง โดยไม่เร่งรัดเพื่อป้องกันข้อต่อบาดเจ็บจากการใช้แรงดิบเกินไป
ขั้นต่อไปคือการฝึกหายใจควบคู่กับการออกแรง เมื่อกำหมัดห้อยแขนลงจะนึกภาพพลังรวมที่แขน เมื่อยกไหล่ไปด้านหลังจะส่งพลังไปที่อกและหลัง พร้อมฝึกยืนแบบ骑马式 (ฉี่หม่าซื่อ — ท่ายืนขี่ม้า) เพื่อสร้างความมั่นคงของขาและสะโพก ผมมองว่านี่คือจุดที่โจวซิงฉือจับได้แม่นมาก เพราะฉากที่เหลียงเสี่ยวหลง หรือ บรู๊ฟเหลียง รับบท "หั่วอวิ๋นเสียเสิน" หยุดกระสุนด้วยนิ้วเปล่าได้ในหนัง Kung Fu Hustle นั้นสะท้อนแนวคิดของสายฝึกแข็งที่ต้องการให้กล้ามเนื้อทั่วร่างกายแข็งจนป้องกันแรงกระทบได้ คล้ายกับหลักการของเทียปู้ซาน (铁布衫 — เสื้อเกราะเหล็ก) ที่มวยจีนสายอื่นก็ฝึกกันในทำนองเดียวกัน เพียงแต่ในโลกจริงต้องใช้เวลาสั่งสมนับปี ไม่ใช่ฝึกได้ในคืนเดียวอย่างในหนัง
สายชี่กงบำรุงร่างกาย: หัวใจของ吐纳 ที่คนไม่รู้จักมากที่สุด
สายที่สองคือสายชี่กงเพื่อสุขภาพ ซึ่งตัดขาดจากเป้าหมายต่อสู้โดยสิ้นเชิงและเน้นการปรับสมดุลเลือดลมภายในร่างกาย หัวใจของสายนี้คือเทคนิค吐纳 (ทู่น่า) เริ่มจากขั้นพื้นฐานคือการพ่นลมเสียออกทางปากพร้อมออกเสียง "嘘" (ซวี) ลิ้นแตะเพดานปาก สูดลมเข้าทางจมูกจนท้องล่างพองตามธรรมชาติ แล้วหุบท้องตอนหายใจออก โดยรักษาจังหวะหายใจเข้ายาวหายใจออกสั้นอย่างสม่ำเสมอ
ขั้นถัดมาเรียกว่า宝瓶闭气 (เป่าผิงปี้ชี่ — การกลั้นลมแบบขวดแก้ว) คือสูดลมจนเต็มแล้วกลั้นสั้น ๆ พร้อมขมิบและหุบท้องกดลมลงสู่สองข้างชายโครง ควบคู่กับ六字诀 (ลิ่วจื้อเจวี๋ย — เคล็ดหกอักษร) ได้แก่เสียง "咽 呵 呼 嘘 吹 嘻" ทำซ้ำหกครั้งต่อรอบ ส่วนขั้นสูงสุดคือ卧式三关锁气 (การกลั้นลมสามชั้นแบบนอน) ที่นอนหงายสูดลมจนอกท้องพองแล้วกลั้นลม พร้อมสูดเสริมทุกสองวินาทีรวมหกครั้ง โดยใช้จิตนำพาลมให้ห่อหุ้มอวัยวะภายในอย่างช้า ๆ ผมมองว่านี่คือส่วนที่ห่างไกลจากภาพในนิยายที่สุด เพราะไม่มีความรุนแรงเลย มีแต่ความละเอียดอ่อนแบบแพทย์แผนจีนผสมกับมวยจีน
ขั้นตอนฝึกจริงแบบครบวงจร ที่ไม่มีในฉากหนังสักฉากเดียว
การฝึก蛤蟆功 แบบดั้งเดิมมีขั้นตอนที่เป็นระบบมากกว่าที่คนทั่วไปคิด เริ่มจาก玉蟾饮津 (ยวี่ฉานอิ่นจิน — คางคกหยกดื่มน้ำลาย) ซึ่งทำได้ทั้งนั่งหรือยืน หุบปากแล้วหดลิ้นเข้าประมาณสิบมิลลิเมตร รอให้น้ำลายไหลออกมาตามธรรมชาติ จากนั้นดันลิ้นแตะฟันหน้าจนรู้สึกหวานชื่นในปาก แล้วค่อยกลืนน้ำลายลงไปสามครั้งพร้อมส่งจิตไปที่ท้องส่วนล่าง ควบคู่กับการกระทบฟันเพื่อกระตุ้นน้ำลายเพิ่ม
ต่อด้วย玉蟾翻浪 (ยวี่ฉานฟานล่าง — คางคกหยกพลิกคลื่น) นอนหงายงอเข่า 90 องศา มือหนึ่งวางอก มือหนึ่งวางท้องล่าง นวดท้องตามเข็มนาฬิกาสิบครั้งแล้วทวนเข็มอีกสิบครั้งรอบสะดือ ช่วยเรื่องระบบย่อยอาหารและเจริญอาหาร หากใช้เพื่อควบคุมน้ำหนักก็ใช้จิตนำน้ำย่อยไปทางลำไส้เพื่อลดความหิว ขั้นสุดท้ายคือ玉蟾吸真 (ยวี่ฉานซีเจิน — คางคกหยกสูดพลังแท้) นั่งบนม่านสูงประมาณหนึ่งฟุต งอขา 30 องศา แยกเข่าเท่าไหล่ กำหมัดซ้อนใต้หน้าผาก วางข้อศอกระหว่างเข่า แล้วหายใจตามจังหวะ "พ่นลม-สูดลม-หยุดกลั้นสั้น ๆ-สูดเสริม-พ่นออก" ต่อเนื่อง 10 ถึง 15 นาที ซึ่งผู้ฝึกส่วนใหญ่จะรู้สึกอุ่นที่ฝ่ามือและมีเหงื่อซึมเบา ๆ ทั่วตัว ตรงนี้ต่างหากที่เป็นแกนของ "พลัง" ในชื่อวิชา ไม่ใช่การพองตัวแบบในจอ
เมื่อวิชาจริงกลายเป็นวัตถุดิบของนิยายและหนัง
ผมมองว่าจุดที่ทำให้蛤蟆功 โด่งดังทั่วประเทศจีนและแพร่มาถึงคนไทยอย่างเรา ไม่ใช่เพราะความแรงของมันในความเป็นจริง แต่เพราะนักเขียนนิยายกำลังภายในอย่างกิมย้งหยิบมันไปสร้างเรื่องราวจนกลายเป็นวิชาประจำตัวของอาวเอี้ยงฮงเจ้าสำนักไป๋ทัวซาน (白驼山 — ภูเขาอูฐขาว) ทางประจิม ท่าย่อตัวกดฝ่ามือ พองท้องออกแรง ผสมกับพลังบุกทะลวงเหนือมนุษย์ ทำให้กลายเป็นวิชาที่จดจำได้ง่ายที่สุดในยุทธภพจินตนาการ คำบรรยายของคนแจวเรือเฟิงหลิงตู้ที่ว่ามือทั้งสองกดหินจนแท่งเหล็กพุ่งข้ามแม่น้ำหวางเหอไปเลยนั้น คือตัวอย่างชัดของการจงใจขยายเกินจริงเพื่อความสะใจในนิยาย และการตั้งให้ 一阳指 (อีหยางจื่อ — นิ้วหยางเดียว) เป็นวิชาที่คุมกำเนิด蛤蟆功 ได้ ก็ยิ่งเสริมดราม่าความบาดหมางในโลกยุทธภพให้เข้มข้นขึ้นไปอีก
หลายสิบปีต่อมา โจวซิงฉือ นำภาพจำนี้กลับมาเล่นสุดทางในหนัง Kung Fu Hustle ให้ตัวละคร The Beast รับบทโดยบรู๊ฟเหลียง หมอบราบ พองตัว แล้วพุ่งชนศัตรูเหมือนคางคกติดจรวดในฉากไคลแม็กซ์ ซึ่งผมดูแล้วรู้สึกทั้งขำทั้งเกร็งไปพร้อมกัน เพราะโจวซิงฉือรู้ดีว่าคนดูจำภาพวิชานี้จากมังกรหยกได้อยู่แล้ว จึงล้อเลียนและยกย่องมันไปพร้อมกันในเวลาเดียว นี่คือตัวอย่างที่ดีมากว่าวัฒนธรรมป๊อปสามารถหยิบของจริงในประวัติศาสตร์มวยจีนพื้นบ้านไปแปลงเป็นสัญลักษณ์ที่คนทั่วโลกจดจำได้ข้ามรุ่นข้ามภาษา
ที่น่าสนใจคือ ทั้งสองเรื่องต่างหยิบยืมกันไปมาโดยไม่ได้ตั้งใจให้ตรงกับความจริงทางประวัติศาสตร์เลยสักนิด กิมย้งใส่ดราม่าเรื่อง 一阳指 (อีหยางจื่อ) เป็นวิชาคู่ปรับให้เกิดความขัดแย้งในเนื้อเรื่อง ส่วนโจวซิงฉือใส่มุกตลกให้คนดูหัวเราะพร้อมทึ่งไปพร้อมกัน แต่ทั้งสองไม่ได้โกหกคนดูทั้งหมด เพราะแก่นของวิชาที่มีการสะสมลมหายใจ การเกร็งกล้ามเนื้อ และการปล่อยพลังแบบทันทีทันใดนั้น มีรากจากของจริงที่ครูมวยจีนรุ่นเก่าฝึกฝนกันมาจริง เพียงแต่ถูกขยายให้เกินจริงเพื่อความบันเทิงเท่านั้นเอง ผมเองก็เคยหลงเชื่อตอนเด็กว่าคนเราพองตัวได้จริง ๆ กว่าจะรู้ความจริงก็ตอนที่เริ่มศึกษาประวัติศาสตร์มวยจีนอย่างจริงจังในภายหลัง
ทำไมวิชานี้ถึงยังมีคุณค่าในยุคปัจจุบัน
ผมมองว่าจุดที่น่าเสียดายที่สุดคือคนรุ่นใหม่จำนวนมากรู้จัก 蛤蟆功 ผ่านภาพเวอร์ในหนังเท่านั้น โดยไม่รู้เลยว่าแก่นแท้ของมันคือศาสตร์การดูแลร่างกายที่ลึกซึ้งไม่แพ้ชี่กงสายอื่น ปัจจุบันนักวิจัยมวยจีนพื้นบ้านและแพทย์แผนจีนหลายท่านเริ่มกลับมาศึกษาเทคนิคการหายใจแบบทู่น่าและการนวดท้องแบบ玉蟾翻浪 อย่างจริงจัง เพราะพบว่าหลักการหายใจลึกแบบท้องพองยุบ สอดคล้องกับแนวคิดการหายใจเพื่อสุขภาพในทางการแพทย์สมัยใหม่ เพียงแต่ตัดส่วนที่ไม่ปลอดภัยหรือไม่มีหลักฐานรองรับออกไป เหลือไว้แต่ส่วนที่ช่วยเรื่องระบบย่อยอาหาร ความดันโลหิต และการผ่อนคลายความเครียด
ในฐานะคนที่เติบโตมากับนิยายกำลังภายในและได้ศึกษาประวัติศาสตร์จีนมาพอสมควร ผมอยากให้ผู้อ่านมองวิชาพลังคางคกด้วยสายตาสองชั้น ชั้นแรกคือความสนุกในฐานะวัฒนธรรมป๊อปที่ทำให้คนทั้งโลกจดจำมวยจีนได้ง่ายขึ้น และชั้นที่สองคือความเคารพในฐานะภูมิปัญญาพื้นบ้านที่บรรพบุรุษจีนสั่งสมมาเพื่อดูแลร่างกายให้แข็งแรงในยุคที่ยังไม่มีการแพทย์สมัยใหม่ ทั้งสองชั้นนี้ไม่ขัดแย้งกันเลย เพียงแต่ต้องแยกให้ออกว่าอันไหนคือเรื่องแต่งเพื่อความบันเทิง อันไหนคือของจริงที่ควรศึกษาอย่างรอบคอบก่อนนำไปฝึกฝน
คำถามที่พบบ่อย
蛤蟆功 อันตรายไหมถ้าฝึกเอง
สายฝึกแข็งมีความเสี่ยงเรื่องข้อต่อและกล้ามเนื้อบาดเจ็บหากเร่งน้ำหนักเร็วเกินไป ส่วนสายชี่กงมีข้อห้ามชัดเจนสำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจและความดันสูง เพราะการกลั้นลมหายใจอาจกระตุ้นอาการกำเริบได้ ควรศึกษาจากผู้เชี่ยวชาญโดยตรงและฟังสัญญาณร่างกายตัวเองเสมอ
ทำไมในหนังถึงมีฉากพองตัวจนดูเกินจริง
เป็นการขยายความแบบศิลปะการเล่าเรื่อง ทั้งกิมย้งและโจวซิงฉือต้องการสร้างภาพจำที่ทรงพลังให้คนดูจดจำ โดยยืมโครงจากมวยจริงมาเสริมแต่งด้วยจินตนาการ ไม่ได้มีเจตนาสอนวิธีฝึกที่ถูกต้อง
สายฝึกแข็งกับสายชี่กงต่างกันอย่างไรในทางปฏิบัติ
สายฝึกแข็งเน้นสร้างกล้ามเนื้อให้แกร่งเพื่อป้องกันตัวและใช้ในการต่อสู้ ส่วนสายชี่กงเน้นปรับสมดุลลมปราณและอวัยวะภายในเพื่อสุขภาพระยะยาว ไม่มีเป้าหมายด้านการต่อสู้เลย
คนทั่วไปควรเริ่มฝึกจากส่วนไหนก่อน
แนะนำให้เริ่มจากเทคนิคการหายใจแบบทู่น่าขั้นพื้นฐานก่อน เพราะปลอดภัยและเข้าถึงง่าย ก่อนจะขยับไปฝึกท่าที่ซับซ้อนขึ้นภายใต้การดูแลของผู้มีประสบการณ์
บทสรุป
ย้อนกลับไปที่ความทรงจำวัยเด็กของผม ตอนที่นั่งดูอาวเอี้ยงฮงหมอบตัวสูดลมหายใจก่อนปล่อยพลังใส่คู่ต่อสู้ ผมไม่เคยคิดเลยว่าวันหนึ่งจะได้มานั่งเรียบเรียงเรื่องราวเบื้องหลังวิชานี้อย่างจริงจัง 蛤蟆功 สอนให้ผมเห็นว่าเส้นแบ่งระหว่างนิยายกับความจริงนั้นบางกว่าที่คิด และบ่อยครั้งของจริงกลับน่าสนใจไม่แพ้เรื่องแต่ง เพียงแต่ไม่หวือหวาเท่านั้นเอง มวยจีนพื้นบ้านแขนงนี้เป็นเครื่องยืนยันว่าภูมิปัญญาของคนรุ่นก่อนมีเหตุมีผลรองรับเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการฝึกกล้ามเนื้อให้แข็งแกร่งอย่างเป็นระบบ หรือการดูแลลมปราณภายในเพื่อสุขภาพระยะยาว ผมหวังว่าบทความนี้จะช่วยให้ผู้อ่านมองวิชาพลังคางคกด้วยความเข้าใจที่ลึกซึ้งขึ้น ทั้งในฐานะสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่สนุกสนาน และในฐานะภูมิปัญญาจีนโบราณที่ควรค่าแก่การศึกษาต่อไปอย่างรอบคอบและเคารพในรากเหง้าของมัน
