ตอนเด็ก ๆ ผมเคยได้ยินญาติผู้ใหญ่ฝั่งแต้จิ๋วพูดถึง "จังจือกง" ด้วยน้ำเสียงที่ต่างจากตอนพูดถึงเทพองค์อื่น ๆ ราวกับว่าท่านไม่ใช่แค่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในศาล แต่เป็นผู้ใหญ่ที่ยังมีชีวิตอยู่ในความทรงจำ ตอนนั้นผมยังไม่เข้าใจว่า แป๊ะกงที่หมู่บ้านบรรพบุรุษในซัวเถานั้นต่างจากแป๊ะกงที่ผมคุ้นเคยตามศาลเจ้าขนาดใหญ่ในเมืองไทยอย่างไร โดยเฉพาะองค์แป๊ะกงที่หมู่บ้านโต่วเท้า (渡头村 — จีนกลาง ตู้โถวชุน) ซัวเถา ที่มีเรื่องราวลึกไปถึงพระเจ้าอวี่และเจิงจื่อศิษย์เอกของขงจื๊อเลยทีเดียว
แป๊ะกงของหมู่บ้านโต่วเท้า (渡头村 — จีนกลาง ตู้โถวชุน) ตำบลเซี่ยงฮั้ว (上华镇) เขตเท่งไฮ้ เมืองซัวเถา สกุลจัง (曾 — จีนกลาง เจิง) ไม่ใช่เทพที่ดินทั่วไป แต่คือ กำเทียนไต่ตี่ (感天大帝 — จีนกลาง กั่นเทียนต้าตี้; เทพผู้สะเทือนถึงฟ้า) หรือเทพปั๋วอี้ (伯益 — แต้จิ๋ว แป๊ะเอี๊ยะ / จีนกลาง ปั๋วอี้) ขุนนางผู้ช่วยพระเจ้าอวี่ปราบน้ำท่วมและดูแลภูเขาป่าเขา ส่วนสกุลจังเองก็สืบสายจากราชวงศ์เซี่ยผ่านพระเจ้าอวี่เช่นกัน ก่อนจะมาออกดอกออกผลเป็นปราชญ์เจิงจื่อ (曾子 — แต้จิ๋ว จังจือ / จีนกลาง เจิงจื่อ) ศิษย์คนสำคัญของขงจื๊อในอีกหลายร้อยปีต่อมา
ประเด็นสำคัญ
- แป๊ะกงหมู่บ้านโต่วเท้าคือกำเทียนไต่ตี่ หรือเทพปั๋วอี้ ไม่ใช่ฮกเต็กเหล่าเอี๊ย (福德老爷 — จีนกลาง ฝูเต๋อเหล่าเหยีย) ที่เป็นเทพดินทั่วไป
- สกุลจังย้ายมาตั้งหมู่บ้านโต่วเท้าเมื่อปี 1373 ต้นราชวงศ์หมิง โดยมาจากหมู่บ้านเล้งบ้วย (陇尾 — จีนกลาง หลงเหว่ย) ในอำเภอไฮ้เอี๊ย (海阳 — จีนกลาง ไห่หยาง)
- สายสกุลจังย้อนไปได้ถึงพระเจ้าอวี่ ผ่านแคว้นเจิงสมัยราชวงศ์เซี่ย จนถึงเจิงจื่อศิษย์ขงจื๊อเมื่อราว 2,500 ปีก่อน
- สมาคมสกุลจังหมู่บ้านโต้วเห้าในไทยยังจัดงานไหว้แป๊ะกงทุกปี เป็นสายใยเชื่อมคนไทยเชื้อสายจีนกับหมู่บ้านบรรพบุรุษ
หมู่บ้านโต่วเท้า จากท่าข้ามฟากสู่ชุมชนสกุลจัง
ชื่อ 渡头 (แต้จิ๋ว โต่วเท้า / จีนกลาง ตู้โถว) แปลตรงตัวว่า "ท่าข้ามฟาก" เพราะเดิมเป็นจุดข้ามแม่น้ำหั่งกัง (韩江 — จีนกลาง ฮั่นเจียง) ส่วนชื่อเดิมที่คนแต้จิ๋วรุ่นเก่าเรียกกันคือ โต้วเห้า (图濠 — จีนกลาง ถูหาว) ซึ่งมีที่มาน่ารักมาก คือเอาอักษรตัวแรกของกลอนคู่ที่ศาลเก่าในหมู่บ้านมาตั้งชื่อ กลอนนั้นเขียนว่า "图书启圣化,濠水开人文" ความหมายคือตำราเปิดทางปัญญาของปราชญ์ สายน้ำเปิดทางวัฒนธรรม ฟังแล้วรู้สึกว่าคนรุ่นก่อนให้ความสำคัญกับการศึกษาและสายน้ำควบคู่กันไปจริง ๆ ไม่ใช่แค่ตั้งชื่อเล่น ๆ
ตามบันทึกที่ยืนยันได้จากหลายแหล่ง สกุลจังจากหมู่บ้านเล้งบ้วย (陇尾) อำเภอไฮ้เอี๊ย (海阳) ซึ่งปัจจุบันอยู่ในเขตแต้อัว (潮安 — จีนกลาง เฉาอัน) เมืองแต้จิ๋ว ได้ย้ายมาตั้งหมู่บ้านนี้ในปีหงอู่ที่ 6 หรือปี 1373 ต้นราชวงศ์หมิง ภูมิประเทศที่นี่เป็นแบบ "ตะวันออกพิงภูเขาหลายลูก ตะวันตกติดแม่น้ำหั่งกัง" (东倚群山,西环带水) ปัจจุบันหมู่บ้านมีพื้นที่ราว 2.37 ตารางกิโลเมตร ประชากรประมาณ 6,200 คน แบ่งเป็น 1,350 ครัวเรือน ใน 9 กลุ่มบ้าน ส่วนใหญ่เป็นสกุลจัง มีแซ่ก๊วย (郭) อ๋อง (翁) ลิ้ม (林) ตั้ง (陈) และปึง (方) ปะปนอยู่บ้าง (จีนกลาง กัว เวิง หลิน เฉิน ฟาง) เรื่องที่ผมว่าน่าสนใจไม่แพ้ประวัติศาสตร์คือ หมู่บ้านนี้ขึ้นชื่อว่าเป็นหมู่บ้านที่มีคนไปตั้งรกรากต่างประเทศมากจนเขาบันทึกไว้ว่า "ชาวโพ้นทะเลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นับไม่ถ้วน" ซึ่งอธิบายได้พอดีว่าทำไมทุกวันนี้เราถึงยังเห็นสมาคมสกุลจังหมู่บ้านโต้วเห้าในไทยเคลื่อนไหวจัดงานอยู่เรื่อย ๆ
ผมขอแทรกข้อสังเกตส่วนตัวตรงนี้ว่า การที่หมู่บ้านอยู่ติดท่าข้ามฟากและภูเขาพร้อมกันนั้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญในสายตาคนจีนโบราณ เพราะทั้งสองอย่างคือจุดเสี่ยงภัยของชีวิต คนที่ต้องข้ามน้ำข้ามเขาจึงต้องการที่พึ่งทางใจ และนี่เองที่นำเราไปสู่คำถามว่าทำไมแป๊ะกงของที่นี่ถึงเป็นเทพนักปราบเสือ ไม่ใช่เทพที่ดินผู้อารักขาไร่นาเหมือนที่อื่น
กำเทียนไต่ตี่ แป๊ะกงที่ไม่ใช่เทพที่ดิน
นี่คือจุดที่หลายคนสับสนบ่อยที่สุด เพราะคำว่า "แป๊ะกง" (伯公 — จีนกลาง ป๋อกง) ในภาษาแต้จิ๋วมักถูกเข้าใจว่าหมายถึงเทพแห่งดินโดยอัตโนมัติ แต่ที่หมู่บ้านโต่วเท้าและอีกหลายหมู่บ้านแถบซัวเถา-เท่งไฮ้นั้นไม่ใช่เช่นนั้น แป๊ะกงของพวกเขาคือกำเทียนไต่ตี่ หรือมีอีกชื่อว่าแป๊ะเอี๊ยะกง (伯益公 — จีนกลาง ปั๋วอี้กง) ซึ่งตามตำนานเล่าว่าท่านคือ ปั๋วอี้ (伯益 หรือ 伯翳) บุตรของเกาเหยา (皋陶 — แต้จิ๋ว กอเอียว / จีนกลาง เกาเหยา) ขุนนางยุคพระเจ้าซุ่น พระเจ้าซุ่นเคยตั้งให้ท่านเป็น "หยู" (虞 — แต้จิ๋ว หงอ / จีนกลาง หยู) ผู้ดูแลภูเขา หนองบึง ต้นไม้ และสัตว์ป่า จากนั้นท่านได้ช่วยพระเจ้าอวี่ (大禹 — แต้จิ๋ว ไต่อู้ / จีนกลาง ต้าอวี่) ปราบน้ำท่วมนานถึง 13 ปี และยังสอนราษฎรปลูกข้าวด้วย
ที่น่าทึ่งคือ เสียงแต้จิ๋วของอักษร 益 (แต้จิ๋ว เอี๊ยะ / จีนกลาง อี้) ไปใกล้เคียงกับอักษร 爷 (แต้จิ๋ว เอี๊ย / จีนกลาง เหยีย) มาก ทำให้ชื่อ "伯益公" (แป๊ะเอี๊ยะกง) ค่อย ๆ เพี้ยนเสียงเป็น "伯爷公" (แป๊ะเอี๊ยกง) ในปากคนรุ่นหลัง และเพื่อไม่ให้สับสนกับเทพที่ดินซึ่งเป็น "บุ๋นแป๊ะกง" (文伯公 — จีนกลาง เหวินป๋อกง) หรือฮกเต็กเหล่าเอี๊ย คนแต้จิ๋วจึงเรียกปั๋วอี้ว่า "บู๊แป๊ะกง" (武伯公 — จีนกลาง อู่ป๋อกง) เพราะท่านเป็นเทพสายบู๊ ถือกระบี่ บางแห่งวาดเป็นชายชราเคราขาวขี่เสือหรือมีเสือหมอบอยู่ใต้เท้า ผมมองว่าความแตกต่างระหว่างบุ๋นแป๊ะกงกับบู๊แป๊ะกงนี้สะท้อนวิธีคิดของคนแต้จิ๋วได้ดีมาก คือแบ่งหน้าที่ชัดเจน องค์หนึ่งดูแลที่ดินทำกิน อีกองค์หนึ่งดูแลภัยจากป่าเขาและสัตว์ร้าย ไม่ได้ปนกันมั่ว ๆ
ส่วนที่มาของชื่อ "กำเทียน" (感天 = สะเทือนถึงฟ้า) นั้นมีคำอธิบายว่าเกิดจากคุณธรรมของท่านที่ "สะเทือนฟ้าดิน" (感天动地) ทั้งจากการปราบน้ำท่วมช่วยราษฎรนับไม่ถ้วน และจากเรื่องที่พระเจ้าอวี่เคยเลือกให้ท่านเป็นผู้สืบราชบัลลังก์ แต่สุดท้ายท่านกลับหลีกทางให้ฉี่ (启 — แต้จิ๋ว คี้ / จีนกลาง ฉี่) โอรสของพระเจ้าอวี่ครองราชย์แทน ความถ่อมตนระดับนี้ในสายตาคนโบราณถือว่าหาได้ยากจริง ๆ ข้อควรระวังอย่างหนึ่งที่ผมอยากบอกไว้ตรงนี้คือ ฉายา 感天大帝 นี้ในลัทธิเต๋าทั่วไปมักใช้เรียกเทพสวี่ซวิ่น (许逊 — แต้จิ๋ว โค้วซุ่ง / จีนกลาง สวี่ซวิ่น) ด้วยเช่นกัน แต่สำหรับคนแต้จิ๋วแถบเท่งไฮ้แล้ว เมื่อพูดถึงกำเทียนไต่ตี่ หมายถึงปั๋วอี้อย่างชัดเจน ไม่ปนกับองค์อื่น
ของไหว้
ของไหว้แป๊ะกงองค์นี้ตามธรรมเนียมคือซาแซและโหงวก้วย หมี่ซั่ว และซาลาเปาลูกท้อ บางแห่งต้องมีขาหมูต้มหนึ่งคู่ ซึ่งมีความหมายน่ารักมากคือขอให้แป๊ะกงมีขาแข็งแรงไว้เดินตรวจภูเขา ส่วนสมาคมสกุลจังหมู่บ้านโต้วเห้าในไทยเองก็ยังไหว้ด้วยหมี่เจ ซาลาเปาลูกท้อ ของคาวห้าอย่าง (โหงวแซ) และผลไม้ทุกปี ซึ่งผมเห็นว่าเป็นตัวอย่างที่ดีของการรักษาแก่นความเชื่อเดิมไว้ แม้จะอยู่ไกลบ้านเกิดหลายพันกิโลเมตร
ทำไมแป๊ะกงจึงมีสองศาล บนเขาและในหมู่บ้าน
คำถามนี้เป็นคำถามที่ผมเองก็อยากรู้คำตอบตรง ๆ จากเอกสาร แต่ต้องบอกตามตรงว่ายังไม่พบบันทึกที่เล่าประวัติศาลสองแห่งของโต่วเท้าโดยตรง สิ่งที่ผมจะอธิบายต่อไปนี้จึงเป็นการวิเคราะห์จากแบบแผนความเชื่อแต้จิ๋วที่มีหลักฐานรองรับในภาพรวม ผสมกับมุมมองของผมเอง ไม่ใช่ข้อเท็จจริงเฉพาะเจาะจงของหมู่บ้านนี้
เหตุผลแรกคือ แป๊ะกงองค์นี้เป็นเทพแห่งภูเขาโดยกำเนิดอยู่แล้ว เพราะปั๋วอี้มีหน้าที่ดูแลป่าเขาและสัตว์ป่ามาตั้งแต่ตำนาน คนแต้จิ๋วโบราณจึงนิยมตั้งศาลไว้ที่เชิงเขาหรือบนเขาเพื่อป้องกันเสือและคุ้มครองคนกับสัตว์เลี้ยง มีสุภาษิตแต้จิ๋วที่ยืนยันความเชื่อนี้ชัดเจนว่า "伯公无点头,老虎唔敢食人" แปลว่า ถ้าแป๊ะกงไม่พยักหน้า เสือก็ไม่กล้ากินคน และเรื่องนี้ไม่ใช่แค่นิทาน เพราะที่ศาลใหญ่ตังเล้ง (东陇大宫 — จีนกลาง ตงหลงต้ากง) ในเท่งไฮ้ เคยมีการใช้หนังเสือจริงปูเป็นที่นั่งของเทพ แสดงว่าเสือเคยเป็นภัยจริงในพื้นที่แถบนี้ ศาลบนเขาจึงน่าจะเป็น "ศาลแม่" หรือที่ประทับดั้งเดิมของแป๊ะกง
เหตุผลที่สองเชื่อมกับธรรมเนียมเชงเม้งที่ผมคุ้นเคยเป็นอย่างดีจากครอบครัวตัวเอง คือภูเขามักเป็นที่ตั้งสุสานบรรพบุรุษ และคนแต้จิ๋วที่ขึ้นเขาไปไหว้หลุมศพมีธรรมเนียมว่าต้องไหว้ศาลแป๊ะกงบนเขาก่อนเสมอ เหมือนเป็นการขออนุญาตเจ้าที่ก่อนเข้าไปรบกวนบรรพบุรุษ โต่วเท้าเองก็มีภูเขาอยู่ด้านตะวันออกตามสภาพภูมิประเทศที่บันทึกไว้ ศาลบนเขาจึงทำหน้าที่เฝ้าทั้งผืนป่าและสุสานสกุลจังไปพร้อมกัน ส่วนศาลในหมู่บ้านนั้น ผมมองว่าเกิดจากความจำเป็นทางปฏิบัติล้วน ๆ คือคนแก่และเด็กในหมู่บ้านคงขึ้นเขาทุกวันไม่ไหว การไหว้ประจำวัน การไหว้วันพระจีนทั้งวันที่ 1 และ 15 รวมถึงงานแห่เจ้าหรือ 营老爷 (แต้จิ๋ว เอ๊งเหล่าเอี๊ย / จีนกลาง หยิงเหล่าเหยีย — ขบวนแห่อัญเชิญเทพออกตรวจหมู่บ้าน) จำเป็นต้องมีศาลที่อยู่ใกล้บ้านเรือน จึงมีการแบ่งธูปจากศาลบนเขา หรือที่ภาษาจีนเรียกว่า 分香 (แต้จิ๋ว ปุงเฮียง / จีนกลาง เฟินเซียง — การแบ่งควันธูปจากศาลต้นทางไปตั้งศาลใหม่) ลงมาไว้ในหมู่บ้าน โดยศาลบนเขายังคงสถานะเป็นต้นธูปหรือศาลแม่อยู่เช่นเดิม ลักษณะแบบนี้ผมเคยเห็นในหลายหมู่บ้านแถบซัวเถาและเท่งไฮ้ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับโต่วเท้า
อีกมุมหนึ่งที่น่าคิดคือเรื่องการแบ่งเขตคุ้มครอง องค์บนเขาน่าจะรับหน้าที่ดูแลภูเขา ป่า สุสาน และคนเดินทางผ่านเส้นทางขึ้นเขา ส่วนองค์ในหมู่บ้านดูแลบ้านเรือนและชีวิตประจำวันของชาวบ้าน ซึ่งตรงกับธรรมชาติของปั๋วอี้ที่เป็นทั้งเทพภูเขาและเทพรักษาหมู่บ้านไปพร้อมกัน ศาลแป๊ะกงในหมู่บ้านแต้จิ๋วทั่วไปมักตั้งอยู่ตรงปากทางเข้าหมู่บ้าน ทางสามแพร่ง หรือริมน้ำ อย่างที่คลิปเก่าบางคลิปเรียกศาลฝั่งใต้ของหมู่บ้านว่า "หนำปั้วแป๊ะกง" (南畔伯公 — จีนกลาง หนานพั่นป๋อกง; แป๊ะกงฝั่งใต้) ซึ่งน่าจะตั้งชื่อตามตำแหน่งที่ตั้งริมสระน้ำด้านใต้ของหมู่บ้านนั่นเอง เป็นธรรมเนียมการเรียกชื่อศาลตามทำเลที่คนแต้จิ๋วทำกันมานาน เช่นเดียวกับที่บางหมู่บ้านเรียกแป๊ะกงประตูหมู่บ้านหรือแป๊ะกงท้ายหมู่บ้าน
ทำไมคนโต่วเท้าเคารพแป๊ะกงมากเป็นพิเศษ
ผมคิดว่าเหตุผลข้อแรกและชัดเจนที่สุดคือเรื่องเสือ สมัยก่อนเท่งไฮ้มีเสือจริง ไม่ใช่แค่เรื่องเล่า หลักฐานที่ยืนยันเรื่องนี้ได้ดีคือที่ศาลใหญ่ตังเล้งในเท่งไฮ้ เคยใช้หนังเสือจริงปูเป็นที่นั่งของเทพ สำหรับหมู่บ้านที่พิงภูเขาอย่างโต่วเท้า แป๊ะกงจึงไม่ใช่แค่สิ่งศักดิ์สิทธิ์เชิงสัญลักษณ์ แต่คือผู้คุ้มครองชีวิตคนในหมู่บ้านโดยตรง ลูกหลานที่ต้องเข้าป่าหาฟืนหรือเลี้ยงสัตว์คงอุ่นใจขึ้นมากเมื่อรู้ว่ามีแป๊ะกงคอยเฝ้าอยู่
เหตุผลข้อที่สองเชื่อมกับการที่คนโต่วเท้าอยู่ติดท่าข้ามฟากและออกเดินทางไปต่างประเทศกันมาก ทั้งทางเรือไปเมืองไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แป๊ะกงจึงกลายเป็นผู้คุ้มครองคนเดินทางไปโดยปริยาย ปัจจุบันคนที่ยังไหว้ท่านก็ขอเรื่องการค้าขายและหน้าที่การงานเพิ่มเข้ามาด้วย ซึ่งผมมองว่าเป็นวิวัฒนาการตามธรรมชาติของความเชื่อ ไม่ได้ผิดเพี้ยนไปจากแก่นเดิม เพราะแก่นแท้ของการไหว้คือการขอความปลอดภัยในการดำรงชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการเดินป่าหรือการเดินทางไกลก็ตาม
ศาลแป๊ะกงยังเคยทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของหมู่บ้านในความหมายที่กว้างกว่าศาสนา เป็นที่ตัดสินข้อพิพาทเล็ก ๆ น้อย ๆ ในชุมชน เป็นลานจัดงิ้วในเทศกาล และเป็นที่แบ่ง "ข้าวแป๊ะกง" หรือ 分伯公饭 (แต้จิ๋ว ปุงแป๊ะกงปึ่ง / จีนกลาง เฟินป๋อกงฟ่าน — การแบ่งข้าวที่ไหว้แป๊ะกงให้คนในหมู่บ้านกินร่วมกัน) ลักษณะนี้สะท้อนว่าศาลแป๊ะกงไม่ได้แยกขาดจากชีวิตทางสังคม แต่เป็นเนื้อเดียวกับมัน และงานแห่เจ้าของแต้จิ๋วที่เรายังเห็นสืบทอดมาจนปัจจุบันก็มีรากมาจากการไหว้แป๊ะกงลักษณะนี้เอง
สิ่งที่ผมประทับใจที่สุดคือบทบาทของแป๊ะกงในฐานะสายใยของคนโพ้นทะเล สมาคมสกุลจังหมู่บ้านโต้วเห้าในไทยประกาศไว้ชัดเจนว่ากำเทียนไต่ตี่คือเทพที่คนโต้วเห้าเคารพที่สุด มีชื่อเสียงทั้งในและนอกประเทศจีน และใช้งานไหว้แป๊ะกงประจำปีเป็นวันรวมญาติ มีพิธีไหว้ผู้สูงอายุและมอบทุนการศึกษาให้ลูกหลาน เพื่อให้คนรุ่นใหม่ยังจำได้ว่าตัวเองเป็นคนโต่วเท้า ผมมองว่านี่คือตัวอย่างที่ดีมากของการใช้ความเชื่อเป็นเครื่องมือรักษาอัตลักษณ์ของลูกหลานจีนโพ้นทะเล ไม่ใช่แค่เรื่องลึกลับหรือความเชื่อล้วน ๆ อย่างที่บางคนเข้าใจผิด
รากเหง้าของคนแซ่จัง จากพระเจ้าอวี่ถึงเจิงจื่อ
ย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้นของสายสกุลจัง ต้องเริ่มจากพระเจ้าอวี่แห่งราชวงศ์เซี่ย ซึ่งเดิมมีแซ่ 姒 (แต้จิ๋ว ไซ่ / จีนกลาง ซื่อ) ต่อมาพระเจ้าเส้าคัง (少康 — แต้จิ๋ว เสี่ยวคัง / จีนกลาง เส้าคัง) ได้แต่งตั้งโอรสชื่อ ชวีเลี่ย (曲烈 — แต้จิ๋ว เคียกเหลียก / จีนกลาง ชวีเลี่ย) ให้ไปครองแคว้นเจิง หรือ 鄫国 (จีนกลาง เจิงกั๋ว — อักษร 鄫 ไม่มีบันทึกเสียงแต้จิ๋ว) ซึ่งตั้งอยู่แถบมณฑลซานตงในปัจจุบัน ชวีเลี่ยจึงถือเป็นต้นตระกูลผู้ตั้งแคว้น แคว้นเจิงอยู่มาตลอดราชวงศ์เซี่ย ซาง และโจว จนถึงปี 567 ก่อนคริสตกาล จึงถูกแคว้นจวี่ (莒国 — แต้จิ๋ว กื้อก๊ก / จีนกลาง จวี่กั๋ว) ทำลายลง องค์รัชทายาทนามว่า อู (巫 — แต้จิ๋ว บู๊ / จีนกลาง อู) ต้องหนีไปพึ่งแคว้นหลู่ และนำชื่อแคว้นเดิมคือ 鄫 มาตัดส่วนที่หมายถึงเมืองออก เหลือเพียง 曾 ใช้เป็นแซ่ของตนเอง เพื่อบอกลูกหลานว่าบ้านเมืองเดิมล่มสลายไปแล้ว แต่รากเหง้ายังไม่สูญ องค์รัชทายาทอูจึงถือเป็น "ต้นตระกูลผู้ได้แซ่" คนละบทบาทกับชวีเลี่ยที่เป็น "ต้นตระกูลผู้ตั้งแคว้น" ผมเห็นว่าความละเอียดแบบนี้แหละที่ทำให้การสืบสายสกุลจีนมีมิติมากกว่าการนับรุ่นเฉย ๆ เพราะทุกจุดเปลี่ยนล้วนมีเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์รองรับ ไม่ใช่การแต่งเรื่องขึ้นมาลอย ๆ
จากแคว้นหลู่ สายสกุลจังก็เติบโตต่อมาจนถึงยุคที่คนไทยเชื้อสายจีนหลายคนน่าจะคุ้นชื่อมากที่สุด นั่นคือ เจิงเซิน (曾参 — แต้จิ๋ว จังซำ / จีนกลาง เจิงเซิน) หรือที่รู้จักกันในนาม เจิงจื่อ (曾子) ศิษย์คนสำคัญของขงจื๊อ มีชีวิตอยู่ราว 505-435 ปีก่อนคริสตกาล เป็นชาวเมืองหนานอู่เฉิง (南武城 — แต้จิ๋ว หน่ำบู๊เซี้ย / จีนกลาง หนานอู่เฉิง) แคว้นหลู่ บิดาของท่านคือเจิงเตี่ยน (曾点 — แต้จิ๋ว จังเตี้ยม / จีนกลาง เจิงเตี่ยน) ก็เป็นศิษย์ขงจื๊อเช่นกัน เจิงจื่อได้รับการยกย่องเป็น "จงเซิ่ง" (宗圣 — แต้จิ๋ว จงเส่ง / จีนกลาง จงเซิ่ง; ปราชญ์ผู้สืบสายคำสอน) หนึ่งในสี่ปราชญ์สำคัญของลัทธิขงจื๊อ ตามธรรมเนียมเชื่อกันว่าท่านเป็นผู้แต่งคัมภีร์กตัญญู (孝经 — แต้จิ๋ว ห่าวเก็ง / จีนกลาง เสี้ยวจิง) และต้าเสวีย (大学 — แต้จิ๋ว ไต่ฮัก / จีนกลาง ต้าเสวีย) ส่วนเรื่องที่ว่าท่านมีส่วนเรียบเรียงหลุนอวี่ (论语 — แต้จิ๋ว หลุ่นงื้อ / จีนกลาง หลุนอวี่) นั้นเป็นเพียงคำบอกเล่าสืบต่อกันมา ยังไม่มีหลักฐานยืนยันแน่ชัด
คำสอนที่คนไทยเชื้อสายจีนมักได้ยินผ่านปากผู้ใหญ่โดยไม่รู้ที่มาคือ "吾日三省吾身" แปลว่า วันหนึ่งข้าพิจารณาตนเองสามครั้ง เป็นที่มาของชื่อหอบรรพชน ซานสิ่งถัง (三省堂 — แต้จิ๋ว ซำเส้งทั้ง / จีนกลาง ซานสิ่งถัง) ที่หลายตระกูลจังใช้เรียกบ้านบรรพบุรุษของตน และอีกวลีหนึ่งคือ "慎终追远" หมายถึงการทำพิธีศพพ่อแม่ด้วยความเคารพและระลึกถึงบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปนาน ซึ่งผมมองว่าสองวลีนี้คือรากฐานความคิดเรื่องความกตัญญูที่ลูกหลานจีนทุกสกุลซึมซับมาโดยไม่รู้ตัว ไม่ว่าจะแซ่อะไรก็ตาม ส่วนนิทานที่เด็กจีนรุ่นก่อนมักถูกเล่าให้ฟังคือ 曾子杀猪 (แต้จิ๋ว จังจือซัวะตือ / จีนกลาง เจิงจื่อซาจู — เจิงจื่อฆ่าหมู) เรื่องที่ท่านยอมฆ่าหมูจริงเพื่อรักษาคำพูดที่หลุดปากสัญญากับลูกไว้ เป็นบทเรียนเรื่องความซื่อสัตย์ที่ยังใช้ได้ถึงทุกวันนี้
ส่วนที่ญาติผู้ใหญ่ของผมเรียกว่า "จังจือกง" นั้น เมื่อสอบจริงแล้วคือคำแต้จิ๋วของ 曾子公 (จีนกลาง เจิงจื่อกง) นั่นเอง ไม่ใช่คำที่ผมเคยเข้าใจผิดตอนเด็กว่าเป็นชื่อเทพองค์หนึ่ง และเลขปีที่ญาติบอกว่า "สองพันกว่าปี" ก็ใกล้เคียงกับตัวเลขจริงคือราว 2,500 ปี ซึ่งพอมาถึงจุดนี้ผมเข้าใจแล้วว่าทำไมน้ำเสียงตอนพูดถึงท่านถึงต่างจากตอนพูดถึงเทพองค์อื่น เพราะท่านไม่ใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในตำนาน แต่คือบรรพบุรุษจริงที่มีตัวตนในประวัติศาสตร์
จากเจิงจื่อ สายสกุลก็กระจายลงใต้เรื่อยมา จนถึงปลายราชวงศ์ฮั่นตะวันตก เจิงจวี้ (曾据 — แต้จิ๋ว จังกื่อ / จีนกลาง เจิงจวี้) ซึ่งเป็นรุ่นที่ 15 นับจากเจิงจื่อ ดำรงตำแหน่งกวานเน่ยโหว (关内侯 — แต้จิ๋ว กวงไหล่เหา; บรรดาศักดิ์ขุนนางสมัยฮั่น) ไม่ยอมรับใช้หวังหมั่งผู้แย่งราชบัลลังก์ฮั่น จึงพาญาติกว่า 1,000 คนอพยพลงใต้ไปตั้งรกรากที่หลูหลิง (庐陵 — แต้จิ๋ว ลู้เล้ง / จีนกลาง หลูหลิง; ปัจจุบันคือเมืองจี๋อาน มณฑลเจียงซี) จุดนี้ถือเป็น "บ้านเกิดแห่งที่สอง" ของสกุลจังทั้งหมด จากนั้นลูกหลานก็แตกสายไปฝูโจว หนานเฟิง และเสากวาน ก่อนที่ในปี 886 ปลายราชวงศ์ถัง เจิงเหยียนซื่อ (曾延世 — แต้จิ๋ว จังเอี่ยงสี่ / จีนกลาง เจิงเหยียนซื่อ) รุ่นที่ 36 จะติดตามขุนศึกหวังเฉาและหวังเสิ่นจือเข้าสู่มณฑลฝูเจี้ยน ตั้งรกรากที่ภูเขาหลงโถว เมืองเฉวียนโจว กลายเป็นต้นสายที่เรียกกันว่า "หลงซานเหยี่ยนพ่าย" (龙山衍派 — แต้จิ๋ว เล้งซัวเอี่ยงพ่าย / จีนกลาง หลงซานเหยี่ยนพ่าย; สายที่แตกกิ่งก้านจากภูเขาหลงโถว) สายนี้รุ่งเรืองมากในสมัยซ่ง ถึงขั้นมีอัครเสนาบดีถึงสี่คนในตระกูลเดียว อย่างเจิงกงเลี่ยง (曾公亮 — แต้จิ๋ว จังกงเลี่ยง / จีนกลาง เจิงกงเลี่ยง) ผู้เป็นบรรณาธิการตำราพิชัยสงครามอู่จิงจ่งเย่า (武经总要 — แต้จิ๋ว บู๊เก็งจ้งเอี้ยว / จีนกลาง อู่จิงจ่งเย่า)
ต่อมาในปี 1275 ปลายราชวงศ์ซ่งใต้ สกุลจังจากตรอกสือซือ (石狮巷) เมืองผู่เถียน (莆田) มณฑลฝูเจี้ยน ได้ย้ายมาตั้งหมู่บ้านเล้งบ้วยที่อำเภอไฮ้เอี๊ย ก่อนจะแตกสายมาตั้งหมู่บ้านโต่วเท้าในปี 1373 ตามที่กล่าวไปข้างต้น ผมต้องยอมรับตรงนี้ว่ายังไม่พบหลักฐานที่เชื่อมรุ่นระหว่างสายผู่เถียน-เล้งบ้วยกับสายเจิงเหยียนซื่อแห่งเฉวียนโจวได้ชัดเจนร้อยเปอร์เซ็นต์ การจะยืนยันแน่ชัดคงต้องพึ่งหนังสือลำดับสกุลฉบับชำระใหม่ของเล้งบ้วยที่บันทึกไว้โดยตรง แต่โครงเรื่องใหญ่ตั้งแต่พระเจ้าอวี่จนถึงโต่วเท้านั้นมีหลักฐานรองรับมากพอที่จะเล่าให้ลูกหลานฟังได้อย่างมั่นใจ
พอมองภาพรวมทั้งหมดนี้ ผมอดคิดไม่ได้ว่าความเชื่อเรื่องแป๊ะกงกำเทียนไต่ตี่กับสายสกุลจังนั้นแท้จริงแล้วคือเรื่องเดียวกัน เพียงแต่เล่าผ่านคนละมุม ฝั่งหนึ่งเล่าผ่านตำนานเทพปั๋วอี้ผู้ช่วยพระเจ้าอวี่ปราบน้ำท่วม อีกฝั่งหนึ่งเล่าผ่านสายเลือดที่สืบจากพระเจ้าอวี่มาเป็นแคว้นเจิง มาเป็นเจิงจื่อ จนมาถึงคนโต่วเท้า การไหว้แป๊ะกงกำเทียนไต่ตี่ของคนสกุลจังจึงไม่ใช่แค่การขอความคุ้มครอง แต่เป็นการระลึกถึงรากเหง้าของตัวเองไปพร้อมกันโดยไม่รู้ตัว เรื่องนี้ผมเคยได้คุยกับคุณสุวิทย์ เจริญเลิศทวี เพื่อนของผม ตอนที่ไปสัมภาษณ์คนในสกุลจังในประเทศไทยว่าด้วยรากเหง้าสกุลแต้จิ๋วในเมืองไทย
ผมเองเคยเห็นบรรยากาศแบบนี้ที่สมาคมจันทร์รุ่งโรจน์ ซึ่งแม้จะไม่ใช่สมาคมสกุลจังโดยตรง แต่ก็สะท้อนภาพเดียวกันคือ คนไทยเชื้อสายจีนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยเริ่มกลับมาสนใจรากเหง้าของตัวเองผ่านการร่วมงานไหว้เทพประจำหมู่บ้านบรรพบุรุษ ทั้งที่บางคนพูดแต้จิ๋วไม่ได้เลยด้วยซ้ำ นี่คือสิ่งที่ผมมองว่าน่าชื่นใจ เพราะความเชื่อแบบนี้ไม่ได้ตายไปพร้อมคนรุ่นปู่ย่าตายาย แต่ยังหาทางเดินทางมาถึงคนรุ่นหลังได้เสมอ ไม่ว่าจะผ่านงานไหว้แป๊ะกง งานเชงเม้ง และงานฉลองของสมาคมฯ

สิ่งหนึ่งที่ผมอยากฝากไว้ก่อนจบเรื่องสายสกุลคือ ข้อมูลเรื่องลำดับรุ่นและชื่อบรรพบุรุษในภาพวาดหรือหนังสือลำดับสกุลนั้น ควรตรวจสอบกับหนังสือลำดับสกุลฉบับจริงของแต่ละสายเสมอ เพราะแม้โครงเรื่องใหญ่จากพระเจ้าอวี่ถึงเจิงจื่อจะมีหลักฐานรองรับชัดเจน แต่รายละเอียดปลีกย่อยในแต่ละหมู่บ้านอาจต่างกันไปตามการบันทึกของแต่ละสาย ผมเองก็ยังรอวันที่จะได้เห็นหนังสือลำดับสกุลของเล้งบ้วยและโต่วเท้าฉบับเต็ม เพื่อเติมเต็มช่องว่างที่ยังขาดอยู่
วิดีโอประกอบ: หมู่บ้านโต่วเท้า (โต่วเท้า) สกุลจัง
บทสัมภาษณ์ที่สมาคมจันทร์รุ่งโรจน์ชิ้นนี้มาจากช่อง RyuGeGe ของ Ryu ลูกชายของผม
หากวิดีโอไม่เล่น ให้เปิดชมบน YouTube
คำถามที่พบบ่อย
กำเทียนไต่ตี่กับเทพที่ดินต่างกันอย่างไร
กำเทียนไต่ตี่คือเทพปั๋วอี้ ขุนนางผู้ช่วยพระเจ้าอวี่ปราบน้ำท่วมและดูแลภูเขาป่าเขา เป็นเทพฝ่ายบู๊ ถือกระบี่ บางแห่งขี่เสือ ส่วนเทพที่ดินหรือฮกเต็กเหล่าเอี๊ยเป็นเทพฝ่ายบุ๋น ดูแลที่ดินทำกิน
ทำไมคนแต้จิ๋วต้องไหว้แป๊ะกงบนเขาก่อนไหว้สุสาน
เพราะถือว่าแป๊ะกงเป็นเจ้าที่ดูแลภูเขาและสุสานทั้งหมด การไหว้ก่อนเหมือนเป็นการขออนุญาตก่อนเข้าไปรบกวนบรรพบุรุษ เป็นธรรมเนียมที่สืบทอดกันมาโดยเฉพาะช่วงเชงเม้ง
เจิงจื่อคือใคร เกี่ยวข้องกับสกุลจังอย่างไร
เจิงจื่อ หรือเจิงเซิน เป็นศิษย์คนสำคัญของขงจื๊อ มีชีวิตอยู่ราว 2,500 ปีก่อน ได้รับยกย่องเป็นจงเซิ่งหรือปราชญ์ผู้สืบสายคำสอน สกุลจังถือท่านเป็นบรรพบุรุษร่วมของทั้งสกุล และคำว่า "จังจือกง" ที่คนแต้จิ๋วรุ่นเก่าเรียก ก็คือคำแต้จิ๋วของ 曾子公 นั่นเอง
สกุลจังมาตั้งหมู่บ้านโต่วเท้าตั้งแต่เมื่อไหร่
ย้ายมาจากหมู่บ้านเล้งบ้วย อำเภอไฮ้เอี๊ย ในปี 1373 ต้นราชวงศ์หมิง ก่อนหน้านั้นสายเล้งบ้วยเองก็ย้ายมาจากผู่เถียน มณฑลฝูเจี้ยน ในปี 1275
สมาคมสกุลจังหมู่บ้านโต้วเห้าในไทยยังมีกิจกรรมอยู่หรือไม่
ยังมีอยู่ จัดงานไหว้แป๊ะกงทุกปี มีพิธีไหว้ผู้สูงอายุและมอบทุนการศึกษาให้ลูกหลาน เพื่อรักษาความผูกพันระหว่างคนไทยเชื้อสายจีนกับหมู่บ้านบรรพบุรุษ
บทสรุป
เมื่อย้อนกลับไปที่ความทรงจำวัยเด็กของผม เรื่องที่ญาติผู้ใหญ่เคยพูดถึง "จังจือกง" ด้วยน้ำเสียงต่างจากเทพองค์อื่น ตอนนี้ผมเข้าใจแล้วว่าเหตุผลนั้นลึกซึ้งกว่าที่คิด เพราะท่านไม่ใช่แค่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในตำนาน แต่คือบรรพบุรุษจริงที่มีตัวตนในประวัติศาสตร์ เช่นเดียวกับแป๊ะกงกำเทียนไต่ตี่ที่แม้จะดูเหมือนเทพในตำนานไกลตัว แต่กลับผูกพันกับชีวิตจริงของคนโต่วเท้ามาหลายร้อยปี ทั้งในฐานะผู้ปราบเสือ ผู้คุ้มครองคนเดินทาง และศูนย์รวมใจของชุมชน เรื่องราวที่ผมนำมาเล่าในวันนี้จึงไม่ใช่แค่ประวัติศาสตร์แห้ง ๆ แต่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างคนไทยเชื้อสายจีนรุ่นปัจจุบันกับรากเหง้าที่อยู่ไกลออกไปหลายพันกิโลเมตร และไกลออกไปกว่า 2,500 ปี หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้ลูกหลานสกุลจัง และผู้อ่านทุกท่านที่สนใจเรื่องความเชื่อแต้จิ๋ว ได้เห็นภาพชัดขึ้นว่าทำไมเรื่องเล่าของบรรพบุรุษจึงควรค่าแก่การรักษาไว้ ไม่ใช่ปล่อยให้เลือนหายไปตามกาลเวลา
แหล่งข้อมูลและอ่านเพิ่มเติม
- ฐานข้อมูลชื่อสถานที่ 博雅地名网: หมู่บ้านโต่วเท้า (渡头村) ตำบลเซี่ยงฮั้ว เขตเท่งไฮ้ ประวัติ ปีที่ตั้ง และข้อมูลประชากร
- 吴氏在线: หมู่บ้านเล้งบ้วย (陇美/陇尾) เขตแต้อัว และสกุลจังที่ย้ายมาจากผู่เถียนในปี 1275
- 大潮汕: กำเทียนไต่ตี่ แป๊ะกงฝ่ายบู๊ ผู้ขี่เสือ และสุภาษิต 伯公无点头,老虎唔敢食人
- 美篇: ที่มาของ "伯益公" กับการเพี้ยนเสียงเป็น "伯爷公"
- Sohu: หนังเสือจริงที่ศาลใหญ่ตังเล้ง (东陇大宫) เท่งไฮ้
- 星暹日报: สมาคมสกุลจังหมู่บ้านโต้วเห้า (图濠乡曾氏家族会) ในไทยจัดงานไหว้กำเทียนไต่ตี่ ปี 2026
- 史记·夏本纪 (ctext.org): ปั๋วอี้ช่วยพระเจ้าอวี่ แจกพันธุ์ข้าว และหลีกทางให้ฉี่
- 史书馆: ที่มาของแซ่จัง จากแคว้นเจิง (鄫国) ถึงองค์รัชทายาทอู
- วิกิพีเดียภาษาจีน หัวข้อเจิงกงเลี่ยง (曾公亮)
- วิกิพีเดียภาษาจีน หัวข้อแซ่จัง (曾姓)
- วิกิพีเดียภาษาจีน หัวข้อสวี่ซวิ่น (许逊)
