ทุกครั้งที่อากงผมพูดถึงบ้านเกิด ท่านจะออกเสียงชื่อเมืองนั้นด้วยน้ำเสียงที่ต่างจากตอนเล่าเรื่องอื่น ๆ ซัวเถา เป็นคำที่ได้ยินอย่างบ่อยที่บ้านเราตั้งแต่ผมจำความได้ แม้ตอนเด็กจะไม่เคยไปเหยียบที่นั่นสักครั้ง แต่กลิ่นอาหารจีนแต้จิ๋วที่แม่ผมทำให้ทาน และเสียงเพลงแต้จิ๋วเก่า ๆ ก็ทำให้เมืองท่าแห่งนี้อยู่ใกล้หัวใจเราเสมอ
ซัวเถา (汕头) คือเมืองท่าทางตะวันออกของมณฑลกวางตุ้งที่เดิมเป็นเพียงหมู่บ้านชาวประมงเล็ก ๆ ในเขตอำเภอเท่งไฮ้หรือเฉิงไห่ (澄海县) แต่หลังถูกบังคับเปิดเป็นท่าเรือค้าขายกับต่างชาติในปี ค.ศ.1860 ก็กลายเป็นประตูสู่โลกของชาวแต้จิ๋วทั้งแผ่นดิน ทั้งในแง่การค้า การอพยพลงใต้ และการส่งเงินกลับบ้านผ่านระบบ侨批 (เคี่ยวโพย หรือ เฉียวพี — จดหมายเงินของชาวจีนโพ้นทะเล) จนหล่อหลอมอัตลักษณ์ชาวแต้จิ๋วโพ้นทะเลอย่างเราให้เป็นรูปเป็นร่างอย่างทุกวันนี้
ประเด็นสำคัญ
- ซัวเถาเดิมเป็นหมู่บ้านชื่อ 沙汕头 (ซาซัวเถา) ขึ้นกับอำเภอเฉิงไห่ ไม่ได้มีสถานะเมืองเอกเทศมาแต่ต้น
- ปี ค.ศ.1860 ซัวเถาถูกเปิดเป็นท่าเรือการค้าตามสนธิสัญญาเทียนจิน ทำให้ขึ้นแซงหน้าท่าเรือจางหลิน (樟林港) เดิม
- ปี ค.ศ.1921 ซัวเถาแยกออกจากเฉิงไห่อย่างเป็นทางการ กลายเป็นเขตเทศบาลอิสระครั้งแรก
- ซัวเถาเป็นจุดต้นทางหลักของการ "ลงใต้" (下南洋) ของชาวแต้จิ๋วสู่สยามและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
- ปี ค.ศ.2003 เฉิงไห่ถูกยุบรวมเป็นเขตหนึ่งของซัวเถา ปิดวงจรความสัมพันธ์แม่ลูกที่พลิกกลับหัวกลับหาง
- ลูกหลานแต้จิ๋วในไทย เช่นตระกูลแซ่อึ้ง ยังรักษาภาษา อาหาร และพิธีไหว้บรรพบุรุษที่สืบรากมาจากดินแดนนี้
จากหมู่บ้านชายฝั่งสู่ท่าเรือที่เปลี่ยนแผนที่แต้จิ๋ว
ก่อนจะมาเป็นเมืองใหญ่ที่ลูกหลานแต้จิ๋วทั่วโลกรู้จัก ซัวเถาแทบไม่มีชื่อปรากฏในเอกสารราชการเลยด้วยซ้ำ พื้นที่แถบนี้ในสมัยราชวงศ์หมิงก่อนปี ค.ศ.1563 ยังไม่มีสถานะทางปกครองเป็นของตัวเอง แต่กระจัดกระจายอยู่ใต้เขตแดนสามอำเภอคือไห่หยาง (海阳县) เจี๋ยหยาง (揭阳县) และเหยาผิง (饶平县) จนกระทั่งปีที่ 42 แห่งรัชศกเจียจิ้ง (嘉靖) คือปี ค.ศ.1563 ราชสำนักจึงอนุมัติให้ตั้งอำเภอเฉิงไห่ขึ้น โดยรวมเจ็ดตำบล (七都) แปดสิบสองภาพ (八十二图) หนึ่งร้อยสามสิบสี่หมู่บ้าน เข้าด้วยกัน ชื่ออำเภอ "เฉิงไห่" แปลตรงตัวว่า "ทำให้ไอทะเลสงบ" สะท้อนว่าจุดประสงค์การตั้งอำเภอคือปราบปรามโจรสลัดและความไม่สงบชายฝั่ง ไม่ใช่เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจแต่อย่างใด
ผมมองว่าตรงนี้แหละที่น่าสนใจที่สุด เพราะที่ตั้งศูนย์กลางการปกครองในตอนนั้นเลือกหมู่บ้านบี้วั่ง (辟望村) ไม่ใช่ท่าเรือจางหลินที่คึกคักกว่า หรือหมู่บ้านซัวเถาที่ยังเป็นเพียงหมู่บ้านประมงเล็ก ๆ ในเขตตำบลเผิงโจว (蓬州都) เรื่องนี้ตรงกับที่อากงเคยเล่าให้ฟังว่า บรรพบุรุษสมัยก่อนไม่มีใครคิดว่าหมู่บ้านชายทะเลเล็ก ๆ แห่งนี้จะกลายเป็นประตูสู่โลกในอีกสามร้อยปีถัดมา ความเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงเกิดขึ้นหลังสนธิสัญญาเทียนจินปี ค.ศ.1858 ที่ระบุให้เฉาโจว (潮州) เป็นเมืองท่าเปิด แต่เมื่อฝ่ายอังกฤษสำรวจพื้นที่จริงกลับพบว่าตัวเมืองเฉาโจวอยู่ไกลจากปากแม่น้ำเกินไป เรือใหญ่แล่นเข้าแม่น้ำฮั่นเจียง (韩江) ไม่สะดวก สุดท้ายจึงเลือกซัวเถาเป็นจุดเปิดท่าเรือจริงในปี ค.ศ.1860 นี่คือจุดเปลี่ยนที่ทำให้แผ่นดินเฉาซ่าน-แต้จิ๋วทั้งหมดถูกดึงเข้าสู่โลกาภิวัตน์แบบไม่ทันตั้งตัว
ซัวเถากับเฉิงไห่ ความสัมพันธ์ที่พลิกกลับหัวกลับหาง
หลายคนสงสัยว่าซัวเถาเคยเป็นส่วนหนึ่งของเฉิงไห่จริงไหม คำตอบคือจริงอย่างแน่นอน และความสัมพันธ์นี้ยังสลับขั้วกันหลายรอบตลอดประวัติศาสตร์ ในสมัยราชวงศ์ชิง ปีเจียชิ่งที่ 19 (ค.ศ.1814) เฉิงไห่แบ่งเป็นสองตำบลใหญ่ เจ็ดตำบลย่อย ห้าสิบแปดภาพ หนึ่งร้อยสามสิบแปดหมู่บ้าน หมู่บ้านซัวเถาในตอนนั้นยังเป็นเพียงหมู่บ้านธรรมดาใต้ตำบลเผิงโจว ไม่มีสถานะพิเศษใด ๆ กระทั่งหลังเปิดท่าเรือ เศรษฐกิจของซัวเถาโตเร็วจนแซงหน้าศูนย์กลางการปกครองเดิมไปไกล
จุดเปลี่ยนสำคัญคือปี ค.ศ.1921 เมื่อซัวเถา ฉีลู่ (崎碌) เหมยอวี่ (妈屿) และหลงเหยี่ยน (龙眼) รวมพื้นที่ 17.75 ตารางกิโลเมตร แยกตัวออกจากเฉิงไห่ ตั้งเป็นเทศบาลซัวเถาอย่างเป็นทางการ นี่คือครั้งแรกที่ซัวเถามีสถานะปกครองเป็นของตัวเองในระดับเมือง ก่อนหน้านั้นแม้ซัวเถาจะเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของภูมิภาคแล้ว แต่ในทางปกครองก็ยังอยู่ใต้เฉิงไห่มานานกว่าหกสิบปี สะท้อนรูปแบบคลาสสิกของเมืองท่าสมัยใหม่ คือเศรษฐกิจวิ่งนำหน้า ระบบปกครองค่อยตามหลัง เรื่องราวยังไม่จบแค่นั้น เพราะปี ค.ศ.1983 เฉิงไห่ถูกรวมเข้าอยู่ใต้การปกครองของซัวเถา ปี ค.ศ.1994 เฉิงไห่ยกฐานะเป็นเมืองระดับอำเภอให้ซัวเถาดูแล และสุดท้ายปี ค.ศ.2003 เฉิงไห่ถูกยุบเป็นเพียงเขตหนึ่งของซัวเถาอย่างสมบูรณ์ อดีต "แม่" กลายเป็น "ลูก" ในที่สุด ผมมองว่าวงจรประวัติศาสตร์แบบนี้สอนให้เห็นว่าศักดิ์ศรีไม่ได้วัดที่ใครเกิดก่อน แต่วัดที่ใครปรับตัวทันโลกมากกว่ากัน
ประตูสู่ 下南洋 จุดเริ่มต้นของชาวแต้จิ๋วในไทย
ก่อนซัวเถาเปิดท่า ชาวแต้จิ๋วที่คิดจะ下南洋 (เซี่ยหนานหยาง — "ลงใต้" คือการอพยพไปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้) ต้องออกเรือจากท่าเรือจางหลิน ในเขตเฉิงไห่ทางตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเคยเป็นท่าเรือสำคัญที่สุดของแถบนี้ในสมัยต้นราชวงศ์ชิง ผู้คนนั่งเรือหัวแดง (红头船) ล่องไปสยาม มลายู สิงคโปร์ และหมู่เกาะอินเดียตะวันออกของดัตช์ แต่เมื่อท่าเรือจางหลินเริ่มตื้นเขินจากตะกอนทับถม ประกอบกับความต้องการแรงงานจีนในอาณานิคมเปลี่ยนไป จุดออกเรือจึงค่อย ๆ ย้ายลงมาทางใต้สู่ ซาซัวเถา บริเวณที่แม่น้ำสาขาตะวันตกของฮั่นเจียงมาบรรจบกับแม่น้ำเหมยซี
พอซัวเถาเปิดท่าเรืออย่างเป็นทางการ เส้นทางลงใต้ของชาวแต้จิ๋วก็เปลี่ยนศูนย์กลางไปอย่างสิ้นเชิง ด้วยร่องน้ำลึกและการเชื่อมต่อทางบกที่สะดวกกว่า ชาวเฉิงไห่ เฉาอัน เจี๋ยหยาง เหยาผิง และเฉาหยาง (潮阳) เปลี่ยนมาใช้เรือกลไฟออกจากซัวเถาแทน ระยะเวลาเดินทางที่เคยนับเป็นเดือนในยุคเรือหัวแดงก็ย่นลงเหลือเพียงสัปดาห์ ช่วงทศวรรษ 1930 ปริมาณขนส่งผู้โดยสารและสินค้าของท่าเรือซัวเถาเป็นรองเพียงกว่างโจวในภาคใต้ของจีนทั้งหมด และผู้ที่อพยพออกจากเฉาซ่านเกือบทั้งหมดต้องผ่านซัวเถา นี่คือเหตุผลที่ผมอยากย้ำกับคนรุ่นใหม่ว่า คำว่า "เฉาซ่าน" ในฐานะภูมิภาคหนึ่งเดียว แท้จริงแล้วก่อตัวขึ้นจากบทบาทท่าเรือของซัวเถาที่รวมเส้นทางออกทะเลอันกระจัดกระจายของสามเหลี่ยมปากแม่น้ำฮั่นเจียงให้กลายเป็นประตูเดียวร่วมกัน
侨批 สายใยเงินและจดหมายที่ผูกซัวเถากับลูกหลานโพ้นทะเล
ถ้าจะมีสิ่งหนึ่งที่อธิบายได้ดีที่สุดว่าทำไมซัวเถาถึงสำคัญกับชาวแต้จิ๋วทั่วโลก ผมคิดว่าคือระบบ侨批 (เฉียวพี — จดหมายเงินของชาวจีนโพ้นทะเลที่รวมการส่งเงินกับข่าวสารครอบครัวไว้ในฉบับเดียว) ชาวแต้จิ๋วในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะส่งเงินและจดหมายผ่านสำนักงานเฉียวพีในท้องถิ่นของตน รวบรวมแล้วขนส่งทางเรือมาที่ซัวเถา จากนั้นสำนักงานเฉียวพีในซัวเถาจะกระจายต่อไปยังเฉิงไห่ เฉาอัน เจี๋ยหยาง เหยาผิง ผู่หนิง และเฉาหยาง ข้อมูลจากงานวิจัยด้านเฉียวพีระบุว่าในทศวรรษ 1930 ซัวเถามีสำนักงานเฉียวพี ธนาคารพื้นบ้าน และตัวแทนรับส่งมากกว่าร้อยแห่ง รวมกันเป็นเครือข่ายกระจายเงินที่มีซัวเถาเป็นศูนย์รวมใหญ่ ไปสู่ทุกอำเภอในชนบท
สิ่งที่ผมทึ่งที่สุดเมื่อได้อ่านงานศึกษาเรื่องนี้คือ เครือข่ายเฉียวพีมีโครงสร้างแบ่งตามสายตระกูลอย่างชัดเจน จดหมายเงินจากชาวเฉิงไห่ส่วนใหญ่มาจากสยาม จดหมายของชาวเจี๋ยหยางมาจากปีนังและไทรบุรี ของชาวเฉาหยางมาจากเวียดนามใต้และสิงคโปร์ ส่วนของชาวเหยาผิงเชื่อมโยงแน่นแฟ้นกับภาคอีสานของสยามแถบอุบลราชธานีและหนองคาย เรื่องนี้ตรงกับที่อากงเคยเล่าว่า จดหมายจากเมืองไทยที่ส่งกลับไปซัวเถาสมัยก่อน มักเขียนระบุว่า "ซัวเถาต่อไปเฉิงไห่" สะท้อนว่าซัวเถาทำหน้าที่เป็นจุดเปลี่ยนถ่ายมากกว่าจะเป็นบ้านเกิดดั้งเดิมของทุกคน แต่ก็เป็นจุดที่ทุกสายเลือดแต้จิ๋วต้องวิ่งผ่านผมเองในฐานะ ธนินพงษ์ ศุภพิทักษ์พงษ์ หรือที่ลูกเพจเรียกกันติดปากว่า MingPaPa ต้องสารภาพว่าทุกครั้งที่ค้นเรื่องเฉียวพี ใจหนึ่งก็นึกถึงตระกูล แซ่อึ้ง (黄) ของเราเองที่อากงเล่าว่าเคยมีจดหมายเงินแบบนี้ส่งกลับไปให้ญาติที่เฉิงไห่อยู่หลายปี ก่อนจะขาดการติดต่อไปเพราะสงครามและความวุ่นวายทางการเมืองช่วงกลางศตวรรษที่ 20 เรื่องแบบนี้ไม่ได้เกิดกับครอบครัวเราครอบครัวเดียว แต่เป็นชะตากรรมร่วมของคนแซ่ตระกูลต่าง ๆ ทั่วภาคกลางและภาคอีสานของไทยที่มีรากจากเฉาซ่าน ซึ่งพอมาถึงรุ่นผมที่ใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพฯ และศึกษาประวัติศาสตร์ตระกูลอย่างจริงจัง ก็ยิ่งรู้สึกว่าซัวเถาไม่ใช่แค่ชื่อเมืองในหนังสือ แต่เป็นกุญแจที่ไขให้เข้าใจว่าทำไมบ้านเราถึงมีพิธีไหว้บรรพบุรุษแบบนี้ ทำไมอาม่าถึงพูดสำเนียงแต้จิ๋วแบบนี้ และทำไมชื่อ รังษีรัตนา ซึ่งเป็นนามสกุลไทยที่ตระกูลเราใช้ในภายหลัง ถึงยังมีเรื่องเล่าเชื่อมโยงกลับไปถึงท่าเรือซัวเถาอยู่เสมอ
ร่องรอยที่ยังเหลืออยู่ในสังคมไทยทุกวันนี้
หากใครได้ไปเดินตลาดเก่าในย่านเยาวราช สำเพ็ง หรือแม้แต่ตลาดจีนในต่างจังหวัดอย่างอุบลราชธานี นครราชสีมา หรือสงขลา จะพบว่าอาหารแต้จิ๋ว ภาษาที่ใช้พูดคุยกันในหมู่คนเฒ่าคนแก่ และพิธีกรรมไหว้เจ้าต่าง ๆ ล้วนสืบสายตรงมาจากวัฒนธรรมเฉาซ่านที่มีซัวเถาเป็นประตูส่งออก ผมมองว่านี่คือมรดกที่จับต้องได้มากที่สุด เพราะต่อให้ไม่มีใครเคยไปเหยียบแผ่นดินซัวเถาเลยสักครั้ง ความทรงจำร่วมของชุมชนก็ยังถูกส่งต่อผ่านรสชาติโจ๊กใส ผ่านทำนองเพลงแต้จิ๋วเก่า ๆ และผ่านพิธีเช็งเม้งที่ลูกหลานยังจุดธูปไหว้บรรพบุรุษทุกปี แม้สถานะทางการเมืองของซัวเถาจะเปลี่ยนไปกี่ครั้ง แม้เฉิงไห่จะเคยเป็นแม่แล้วกลายเป็นลูก แต่สายใยทางวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงเรากับแผ่นดินนั้นไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลยสักนิด
คำถามที่พบบ่อย
ซัวเถากับแต้จิ๋วต่างกันอย่างไร
ซัวเถาคือชื่อเมืองท่า ส่วนแต้จิ๋วคือชื่อกลุ่มชาติพันธุ์และภาษาของผู้คนในภูมิภาคเฉาซ่าน ซัวเถาเป็นเพียงหนึ่งในหลายพื้นที่ที่ชาวแต้จิ๋วอาศัยอยู่ แต่ด้วยบทบาทท่าเรือการค้า ซัวเถาจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ที่คนทั่วโลกใช้เรียกแทนรากเหง้าแต้จิ๋วโดยรวม
ซัวเถาเคยเป็นส่วนหนึ่งของเฉิงไห่จริงไหม
จริง ซัวเถาเคยเป็นเพียงหมู่บ้านในตำบลเผิงโจวของอำเภอเฉิงไห่มานานกว่าสามร้อยปี ก่อนจะแยกตัวเป็นเทศบาลอิสระในปี ค.ศ.1921 และภายหลังกลับกลายเป็นฝ่ายปกครองเฉิงไห่แทนในปี ค.ศ.2003
ทำไมซัวเถาถึงเป็นประตูสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เพราะซัวเถามีร่องน้ำลึกเหมาะกับเรือกลไฟขนาดใหญ่ ต่างจากท่าเรือจางหลินเดิมที่ตื้นเขิน ประกอบกับการเปิดเป็นท่าเรือสนธิสัญญาทำให้มีเส้นทางเดินเรือตรงไปยังสยามและดินแดนอื่น ๆ ในภูมิภาค
คนไทยเชื้อสายแต้จิ๋วมาจากไหน
ส่วนใหญ่สืบเชื้อสายจากอำเภอต่าง ๆ ในเขตเฉาซ่าน เช่น เฉิงไห่ เจี๋ยหยาง เฉาหยาง และเหยาผิง ซึ่งอพยพผ่านท่าเรือซัวเถาลงมาตั้งถิ่นฐานในสยามตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา
บทสรุป
เมื่อมองย้อนกลับไปทั้งหมด ซัวเถาไม่ได้เป็นเพียงจุดบนแผนที่ แต่เป็นบทบันทึกของการเปลี่ยนผ่านที่ซับซ้อน ตั้งแต่หมู่บ้านชายฝั่งเล็ก ๆ ใต้อำนาจเฉิงไห่ สู่เมืองท่าที่เปลี่ยนชะตาคนทั้งภูมิภาค และกลายเป็นประตูที่ลูกหลานแต้จิ๋วนับล้านใช้ก้าวออกจากแผ่นดินแม่ไปสร้างชีวิตใหม่ทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผมในฐานะ MingPaPa เชื่อเสมอว่าการเข้าใจประวัติศาสตร์เมืองท่าแห่งนี้อย่างละเอียด ไม่ใช่เรื่องของวิชาการแห้ง ๆ แต่คือการทำความเข้าใจตัวตนของเราเอง ว่าทำไมครอบครัวแซ่อึ้งของเราถึงพูดแต้จิ๋ว ทำไมถึงไหว้บรรพบุรุษแบบนี้ และทำไมเสียงของอากงถึงสั่นเทาทุกครั้งที่เอ่ยชื่อซัวเถา หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้ลูกหลานชาวแต้จิ๋วในไทยทุกคน ไม่ว่าจะใช้นามสกุลใดในปัจจุบัน ได้เห็นภาพชัดเจนขึ้นว่ารากเหง้าของเรามาจากที่ใด และยังคงรักษาความทรงจำอันล้ำค่านี้ส่งต่อให้คนรุ่นต่อไปอย่างไม่ขาดสาย
