ผมจำได้แม่นว่าครั้งแรกที่ได้ยินชื่อสถาบันแห่งนี้ ไม่ใช่จากป้ายโฆษณาหรือเว็บแนะแนว แต่จากปากญาติผู้ใหญ่ฝั่งคุณพ่อที่เคยทำธุรกิจเครื่องหนังย่านเจริญกรุง ท่านพูดถึง "โรงเรียนช่างหนังราชดำเนิน" ด้วยน้ำเสียงเคารพ ราวกับพูดถึงสถาบันที่สร้างคนให้มีวิชาติดตัวจริง ๆ วิทยาลัยศิลปหัตถกรรมกรุงเทพ ในวันนี้คือร่างที่งอกเงยมาจากรากเดิมนั้น ผ่านการเปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนที่ตั้ง และเปลี่ยนบทบาททางสังคมมาแล้วไม่ต่ำกว่าสี่ครั้งในรอบเกือบเก้าทศวรรษ
วิทยาลัยศิลปหัตถกรรมกรุงเทพ เดิมคือโรงเรียนราษฎร์ที่ก่อตั้งปี พ.ศ. 2479 ก่อนถูกโอนเป็นของรัฐในปี 2482 ในชื่อ "โรงเรียนช่างเย็บหนังและเสื้อผ้าเฉลิมโลก" แล้วย้ายมาตั้งถาวรที่ซอยลาดพร้าว 101 แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ จนกลายเป็นสถาบันอาชีวศึกษาที่เปิดสอนตั้งแต่ระดับ ปวช. ปวส. ถึงปริญญาตรี ครอบคลุมศิลปกรรม หัตถกรรมเครื่องหนัง และพาณิชยกรรม พร้อมมีบทบาทเป็นศูนย์พักพิงชุมชนยามวิกฤตน้ำท่วมด้วย
ประเด็นสำคัญ
- ก่อตั้งปี 2479 เป็นโรงเรียนราษฎร์ ก่อนรัฐรับโอนปี 2482 และเปลี่ยนชื่อ-ที่ตั้งหลายครั้งจนถึงลาดพร้าว 101
- เปิดสอน ปวช. ปวส. และปริญญาตรีสายศิลปบัณฑิต 3 สาขาหลัก ได้แก่ ทัศนศิลป์ ออกแบบตกแต่งภายใน และคอมพิวเตอร์กราฟิก
- อุตสาหกรรมเครื่องหนังคือมรดกทักษะเด่น เคยได้รับเกียรติจัดทำฉลองพระบาทถวายรัชกาลที่ 9
- นวัตกรรมเด่นอย่างตุ๊กตาผีไทยกลิ่นสมุนไพร "มนต์หอม" สะท้อนการนำความเชื่อพื้นบ้านมาต่อยอดเชิงพาณิชย์
- เคยเป็นศูนย์พักพิงชั่วคราวช่วงน้ำท่วมบางกะปิ-ลาดกระบัง โดยมีหน่วยงานรัฐและกองทัพเข้าสนับสนุน
- การเดินทางสะดวกขึ้นมากด้วยรถไฟฟ้าสายสีเหลือง สถานีลาดพร้าว 101 และรถเมล์สาย 73 ที่จอดตรงข้ามวิทยาลัย
จากโรงเรียนราษฎร์สู่สถาบันของรัฐ: เส้นทางที่ไม่ธรรมดา
ถ้าเล่าตามลำดับเวลา วิทยาลัยศิลปหัตถกรรมกรุงเทพ เริ่มต้นในปี พ.ศ. 2479 ในฐานะโรงเรียนราษฎร์ ซึ่งตอบสนองความต้องการช่างฝีมือในสังคมเมืองที่กำลังขยายตัวช่วงนั้น ผมมองว่าจุดนี้สำคัญมาก เพราะมันสะท้อนว่าภาคเอกชนไทยยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่สองตื่นตัวเรื่องการศึกษาสายปฏิบัติมากกว่าที่คนทั่วไปจะนึกถึง ไม่ต่างจากที่ครอบครัวจีนไทยรุ่นปู่ย่าของผมเองก็นิยมส่งลูกหลานไปฝึกงานกับช่างฝีมือมากกว่าเรียนทฤษฎีล้วน ๆ
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดในปี 2482 เมื่อกระทรวงธรรมการ (ชื่อเดิมของกระทรวงศึกษาธิการ) รับโอนกิจการมาอยู่ภายใต้รัฐโดยตรง และเปลี่ยนชื่อเป็น "โรงเรียนช่างเย็บหนังและเสื้อผ้าเฉลิมโลก" ซึ่งเป็นคำตอบของคำถามที่หลายคนสงสัยว่าชื่อนี้คืออะไร ยุคนั้นรับเฉพาะนักเรียนชาย ก่อนที่ในปี 2484 จะย้ายไปอยู่ใกล้วัดสุทัศน์เทพวราราม บนถนนราชดำเนินกลาง และเปลี่ยนชื่อเป็น "โรงเรียนช่างหนังราชดำเนิน" พร้อมแบ่งสายวิชาชัดเจนตามค่านิยมยุคนั้น คือช่างหนังสำหรับนักเรียนชาย และตัดเย็บเสื้อผ้าสำหรับนักเรียนหญิง การแบ่งแบบนี้ในมุมมองผมคือภาพสะท้อนของยุคสมัยที่ต้องเข้าใจในบริบท ไม่ใช่สิ่งที่ควรตัดสินด้วยมาตรฐานปัจจุบัน
พัฒนาการสู่ความเป็นสมัยใหม่เกิดชัดเจนในปี 2502 ภายใต้การนำของนายบำรุง พรหมพฤกษ์ ที่ริเริ่มเปิดสอนมัธยมอาชีวศึกษาตอนปลายหลักสูตร 3 ปี สอดรับกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับแรก จากนั้นเมื่อมีแผนการศึกษาแห่งชาติปี 2503 ระบบจึงเปลี่ยนชื่อเรียกจาก "อาชีวศึกษาชั้นสูง" เป็น "มัธยมศึกษาสายอาชีพ" การปฏิรูปต่อเนื่องเหล่านี้คือรากฐานที่นำมาสู่สถานะ "วิทยาลัยศิลปหัตถกรรมกรุงเทพ" และการย้ายมาตั้งถาวรที่ซอยลาดพร้าว 101 แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ เพื่อรองรับการขยายตัวของเมืองไปทางตะวันออก
สาขาวิชาที่เปิดสอน: ศิลปกรรม พาณิชยกรรม และจุดบรรจบที่น่าสนใจ
วันนี้วิทยาลัยจัดการศึกษาครอบคลุมตั้งแต่ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ไปจนถึงปริญญาตรีสายปฏิบัติการ โดยอิงหลักสูตร ปวช. พุทธศักราช 2562 ที่กำหนดหน่วยกิตรวมไม่น้อยกว่า 103 หน่วยกิต แบ่งเป็นหมวดสมรรถนะแกนกลางไม่น้อยกว่า 22 หน่วยกิต หมวดสมรรถนะวิชาชีพไม่น้อยกว่า 71 หน่วยกิต และวิชาเลือกเสรีไม่น้อยกว่า 10 หน่วยกิต ผู้เรียนต้องได้เกรดเฉลี่ยสะสมไม่ต่ำกว่า 2.00 และผ่านการประเมินมาตรฐานวิชาชีพด้วย ตัวเลขพวกนี้อาจดูเป็นเรื่องเอกสารราชการ แต่ในสายตาผมมันคือหลักประกันว่าเด็กที่จบจากที่นี่ไม่ได้มีแค่ฝีมือ แต่มีกรอบคิดเชิงวิชาการรองรับด้วย
สายวิชาศิลปกรรมถือเป็นแกนกลางและอัตลักษณ์ที่แข็งแกร่งที่สุด ครอบคลุมสาขาวิจิตรศิลป์ การออกแบบ ศิลปหัตถกรรม การพิมพ์สกรีน ออกแบบนิเทศศิลป์ และคอมพิวเตอร์กราฟิก ในระดับปริญญาตรีมีสาขาศิลปบัณฑิต 3 สาขาหลัก คือ ทัศนศิลป์ (แบ่งวิชาเอกศิลปไทย จิตรกรรม ประติมากรรม ภาพพิมพ์ และเครื่องเคลือบดินเผา) ออกแบบตกแต่งภายใน และคอมพิวเตอร์กราฟิกและสื่อสร้างสรรค์ ขณะเดียวกันวิทยาลัยก็เปิดสายพาณิชยกรรมคู่ขนาน ทั้งบัญชี การตลาด คอมพิวเตอร์ธุรกิจ และการจัดการโลจิสติกส์ ซึ่งผมมองว่าเป็นการออกแบบที่ฉลาด เพราะเด็กศิลปะที่เก่งงานฝีมือแต่ขายของไม่เป็นนั้นมีถมไป การได้เรียนการตลาดควบคู่ไปด้วยช่วยให้เขาต่อยอดแบรนด์หัตถกรรมของตัวเองได้จริงในวันที่จบออกไป
ระบบทวิภาคีและโครงงานจบ
อีกจุดที่น่าสนใจคือระบบการศึกษาทวิภาคี (Dual Vocational Training — การเรียนควบคู่กับการฝึกงานในสถานประกอบการจริง) ที่นำรายวิชาสมรรถนะวิชาชีพไปฝึกปฏิบัติในสถานประกอบการไม่น้อยกว่า 1 ภาคเรียน และในภาคเรียนที่ 5 หรือ 6 ผู้เรียนต้องทำโครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพ 4 หน่วยกิต ซึ่งเป็นการบังคับให้สังเคราะห์ความรู้ทั้งหมดออกมาเป็นผลงานจับต้องได้ นอกจากนี้ยังมีนโยบายเรียนฟรี 15 ปีตามระเบียบรัฐที่ช่วยลดภาระผู้ปกครองได้มาก แม้ระดับ ปวส. บางหลักสูตรอาจมีค่าธรรมเนียมบำรุงการศึกษาเพิ่มเติมก็ตาม
มรดกเครื่องหนังที่ไปไกลถึงรั้วในวัง
หากถามว่าทำไมวิทยาลัยศิลปหัตถกรรมกรุงเทพถึงมีชื่อเสียงเรื่องเครื่องหนังเป็นพิเศษ คำตอบย้อนกลับไปที่รากประวัติศาสตร์ตั้งแต่ยุคโรงเรียนช่างหนังราชดำเนินนั่นเอง สินค้าเครื่องหนังติดอันดับ 1 ใน 10 ของหมวดสินค้าส่งออกที่ทำรายได้มหาศาลให้ประเทศไทย ความต้องการช่างฝีมือด้านออกแบบ แพทเทิร์น และตัดเย็บเครื่องหนังจึงยังคงมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์เสมอมา ที่ผมประทับใจเป็นพิเศษคือเกียรติประวัติที่นักเรียนและคณาจารย์ของวิทยาลัยได้รับโอกาสจัดทำฉลองพระบาทถวายพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) รวมถึงของชำร่วยมอบแก่คณะรัฐมนตรี นี่ไม่ใช่แค่ความภาคภูมิใจลอย ๆ แต่เป็นเครื่องยืนยันมาตรฐานความประณีตที่ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นจริง ๆ
จุดแข็งอีกอย่างของวิชาชีพช่างหนังคือสามารถเริ่มต้นธุรกิจได้ด้วยเงินทุนน้อย แต่สร้างมูลค่าเพิ่มได้สูงผ่านความคิดสร้างสรรค์และการออกแบบ ผมเคยเห็นรุ่นน้องที่จบสายนี้เปิดแบรนด์กระเป๋าหนังเล็ก ๆ ขายออนไลน์ได้ด้วยทุนไม่กี่พันบาท นี่คือสิ่งที่งานวิจัยอย่างการพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมเรื่อง "การออกแบบกระเป๋าสตรี" พยายามตอบโจทย์ คือทำให้เนื้อหาหลักสูตรทันสมัยและตอบรับรสนิยมตลาดแฟชั่นโลกอยู่เสมอ ไม่ใช่สอนแบบเดิมซ้ำ ๆ จนล้าสมัย
นวัตกรรมที่เล่นกับความเชื่อ: ตุ๊กตาผีไทยกลิ่นสมุนไพร
ในมุมที่ผมสนใจเป็นพิเศษในฐานะคนที่เขียนเรื่องความเชื่อพื้นบ้านมานาน คือผลงานนวัตกรรม "ตุ๊กตาผีไทยกลิ่นสมุนไพร มนต์หอม" ของนักศึกษาวิทยาลัย ซึ่งนำคติความเชื่อเรื่องผีพื้นบ้านไทยที่แต่เดิมสร้างความหวาดกลัว มาปรับภาพลักษณ์ใหม่ให้เป็นตุ๊กตาน่ารักเข้าถึงง่าย ผสานกับสุคนธบำบัด (Aromatherapy — การบำบัดด้วยกลิ่นหอมจากน้ำมันหรือสมุนไพร) จากกลิ่นสมุนไพร นี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนมากของการแปลงต้นทุนทางวัฒนธรรมให้เป็นสินค้าของที่ระลึกเชิงพาณิชย์ที่ตอบโจทย์ตลาดท่องเที่ยว ผมมองว่าแนวคิดนี้สอดคล้องกับสิ่งที่ครอบครัวจีนไทยหลายบ้านทำโดยไม่รู้ตัว คือเอาความเชื่อเก่าที่เคยน่ากลัวมาทำให้เป็นมิตรกับคนรุ่นใหม่ โดยไม่ลบล้างแก่นความเชื่อเดิมทิ้งไป
นอกจากนี้ยังมี "ถุงหอมนาตุ๊กตาผี" และของที่ระลึกอื่น ๆ ในตระกูลเดียวกันที่ต่อยอดมาจากแนวคิดนี้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่านักศึกษารุ่นใหม่ที่วิทยาลัยศิลปหัตถกรรมกรุงเทพไม่ได้แค่เรียนรู้เทคนิคการตัดเย็บหรือออกแบบแบบแห้ง ๆ ตามตำรา แต่ถูกฝึกให้มองความเชื่อ ตำนาน และของพื้นถิ่นเป็น "วัตถุดิบทางความคิด" ที่สามารถแปรรูปเป็นรายได้ได้จริง ผมคิดว่านี่คือทิศทางที่ถูกต้องของการอนุรักษ์วัฒนธรรมในยุคนี้ เพราะการเก็บความเชื่อไว้แช่แข็งในตำราอย่างเดียวโดยไม่ให้มันมีชีวิตในตลาดสมัยใหม่ สุดท้ายมันจะค่อย ๆ เลือนหายไปจากความทรงจำของคนรุ่นหลังอย่างน่าเสียดาย
บทบาทของวิทยาลัยในยามวิกฤต: ศูนย์พักพิงน้ำท่วม
อีกแง่มุมหนึ่งที่ผมอยากเน้นย้ำ เพราะหลายคนอาจไม่รู้ คือบทบาทของวิทยาลัยศิลปหัตถกรรมกรุงเทพในฐานะพื้นที่พึ่งพิงของชุมชนยามเกิดภัยพิบัติ ด้วยทำเลที่ตั้งอยู่ในย่านบางกะปิซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมจากการระบายน้ำของกรุงเทพฝั่งตะวันออก เมื่อเกิดวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ในพื้นที่บางกะปิและลาดกระบัง วิทยาลัยแห่งนี้เคยเปิดพื้นที่อาคารเรียนและสนามเป็นศูนย์พักพิงชั่วคราวให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ โดยมีหน่วยงานภาครัฐและกองทัพเข้ามาสนับสนุนด้านเสบียงและการดูแลความปลอดภัยร่วมด้วย
ผมมองว่าเรื่องนี้ไม่ใช่แค่ข่าวสารชั่วครั้งชั่วคราว แต่คือภาพสะท้อนของบทบาทสถาบันการศึกษาที่ลึกซึ้งกว่าการสอนหนังสือ สถานศึกษาที่ฝังรากอยู่ในชุมชนมานานเกือบเก้าทศวรรษแบบนี้ ย่อมกลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างทางสังคมไปโดยปริยาย เวลาที่ชาวบ้านเดือดร้อน พวกเขานึกถึงรั้วโรงเรียนก่อนที่อื่นเสมอ เพราะมันคือพื้นที่ปลอดภัยที่คุ้นเคยมาตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นแม่
การเดินทางสู่วิทยาลัยศิลปหัตถกรรมกรุงเทพ
สำหรับผู้ปกครองหรือนักเรียนที่สนใจมาเยี่ยมชมหรือสมัครเรียน การเดินทางในปัจจุบันสะดวกกว่ายุคที่ผมเริ่มได้ยินชื่อสถาบันนี้มาก ด้วยการเปิดให้บริการของรถไฟฟ้าสายสีเหลือง (Yellow Line) สถานีลาดพร้าว 101 ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากตัววิทยาลัยเท่าไรนัก ทำให้ผู้ที่เดินทางจากฝั่งรัชดาหรือสำโรงเข้าถึงได้สะดวกขึ้นมาก นอกจากนี้ยังมีรถโดยสารประจำทางสาย 73 ที่จอดรับส่งตรงข้ามวิทยาลัยพอดี สำหรับผู้ที่ขับรถส่วนตัวมาเอง ซอยลาดพร้าว 101 ก็เป็นเส้นทางที่เชื่อมต่อกับถนนศรีนครินทร์และถนนกรุงเทพกรีฑาได้ไม่ยาก ทำให้วิทยาลัยกลายเป็นจุดหมายที่เข้าถึงง่ายทั้งจากคนในพื้นที่บางกะปิเองและคนที่อาศัยอยู่ชานเมืองฝั่งตะวันออก
คำถามที่พบบ่อย
วิทยาลัยศิลปหัตถกรรมกรุงเทพ เดิมชื่ออะไร
เดิมก่อตั้งปี 2479 เป็นโรงเรียนราษฎร์ ก่อนถูกรัฐรับโอนในปี 2482 และเปลี่ยนชื่อเป็น "โรงเรียนช่างเย็บหนังและเสื้อผ้าเฉลิมโลก" ต่อมาปี 2484 เปลี่ยนเป็น "โรงเรียนช่างหนังราชดำเนิน" ก่อนพัฒนามาเป็นวิทยาลัยศิลปหัตถกรรมกรุงเทพในที่สุด
วิทยาลัยศิลปหัตถกรรมกรุงเทพ เรียนอะไรบ้าง
เปิดสอนตั้งแต่ ปวช. ปวส. ถึงปริญญาตรี ครอบคลุมสายศิลปกรรม เช่น วิจิตรศิลป์ ออกแบบนิเทศศิลป์ คอมพิวเตอร์กราฟิก สายหัตถกรรมเครื่องหนัง และสายพาณิชยกรรม เช่น บัญชี การตลาด โลจิสติกส์
ไปวิทยาลัยศิลปหัตถกรรมกรุงเทพนั่งรถเมล์สายไหน
สามารถนั่งรถเมล์สาย 73 ซึ่งมีป้ายจอดอยู่ตรงข้ามวิทยาลัยพอดี หรือใช้รถไฟฟ้าสายสีเหลืองลงสถานีลาดพร้าว 101 แล้วต่อรถสั้น ๆ เข้าซอยก็ได้เช่นกัน
ทำไมวิทยาลัยศิลปหัตถกรรมกรุงเทพถึงมีชื่อเสียงเรื่องเครื่องหนัง
เพราะรากประวัติศาสตร์ของสถาบันเริ่มจากโรงเรียนช่างหนังโดยตรง และเคยได้รับเกียรติให้จัดทำฉลองพระบาทถวายรัชกาลที่ 9 รวมถึงของชำร่วยให้คณะรัฐมนตรี ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันมาตรฐานฝีมือระดับชาติ
วิทยาลัยศิลปหัตถกรรมกรุงเทพเคยเป็นศูนย์พักพิงน้ำท่วมจริงไหม
จริง ในช่วงวิกฤตน้ำท่วมพื้นที่บางกะปิและลาดกระบัง วิทยาลัยเคยเปิดพื้นที่อาคารเรียนเป็นศูนย์พักพิงชั่วคราว โดยมีหน่วยงานรัฐและกองทัพเข้ามาสนับสนุน
บทสรุป
เมื่อมองย้อนกลับไปตลอดเส้นทางเกือบเก้าทศวรรษของวิทยาลัยศิลปหัตถกรรมกรุงเทพ ผมอดคิดไม่ได้ว่านี่คือตัวอย่างที่ดีของสถาบันการศึกษาไทยที่ไม่เคยหยุดนิ่งอยู่กับที่ ตั้งแต่จุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ในฐานะโรงเรียนราษฎร์ปี 2479 ผ่านการเปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนที่ตั้ง และเปลี่ยนบทบาททางสังคมมาแล้วหลายครั้ง จนกลายมาเป็นสถาบันอาชีวศึกษาที่ยืนหยัดอยู่ที่ซอยลาดพร้าว 101 ด้วยอัตลักษณ์ที่ชัดเจนทั้งในด้านศิลปกรรม หัตถกรรมเครื่องหนัง และพาณิชยกรรม
สิ่งที่ผมประทับใจที่สุดไม่ใช่แค่ตัวเลขหน่วยกิตหรือโครงสร้างหลักสูตรที่ดูเป็นระบบระเบียบ แต่คือจิตวิญญาณที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังมัน นั่นคือความสามารถในการนำมรดกทางวัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็นฝีมือช่างหนังที่เคยได้รับเกียรติถวายงานในวัง หรือความเชื่อพื้นบ้านอย่างเรื่องผีไทยที่ถูกแปลงร่างเป็นตุ๊กตากลิ่นสมุนไพรน่ารัก มาต่อยอดให้มีชีวิตอยู่ในโลกสมัยใหม่ได้อย่างแยบยล นี่คือบทเรียนที่ผมมักพูดกับลูกศิษย์และคนรุ่นหลังเสมอว่า การอนุรักษ์วัฒนธรรมที่แท้จริงไม่ใช่การเก็บมันไว้ในตู้กระจก แต่คือการทำให้มันยังหายใจได้ในบริบทที่เปลี่ยนไป
ยิ่งไปกว่านั้น บทบาทของวิทยาลัยในฐานะศูนย์พักพิงยามน้ำท่วม ก็เป็นเครื่องเตือนใจว่าสถาบันการศึกษาที่ดีไม่ได้มีหน้าที่แค่ผลิตบัณฑิต แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของเนื้อเดียวกันกับชุมชนรอบข้าง เป็นที่พึ่งพิงในยามยากลำบาก ซึ่งหาได้ยากในยุคที่สถาบันหลายแห่งมองเห็นแต่ตัวเลขผลสัมฤทธิ์ทางวิชาการเพียงอย่างเดียว
สำหรับผู้ปกครองหรือนักเรียนที่กำลังมองหาที่เรียนสายศิลปะหรือหัตถกรรมที่มีรากฐานมั่นคงและเข้าถึงง่ายด้วยรถไฟฟ้าสายสีเหลือง ผมเชื่อว่าวิทยาลัยศิลปหัตถกรรมกรุงเทพคือตัวเลือกที่ควรพิจารณาอย่างจริงจัง ไม่ใช่เพราะชื่อเสียงในอดีตเพียงอย่างเดียว แต่เพราะพิสูจน์ตัวเองมาแล้วตลอดเกือบเก้าทศวรรษว่าสามารถปรับตัวได้ในทุกยุคสมัย โดยไม่เคยทิ้งรากเหง้าของตัวเองไปเลย และนั่นแหละคือสิ่งที่ทำให้สถาบันแบบนี้ยังคงมีคุณค่าควรแก่การเล่าขานต่อไปในรุ่นลูกรุ่นหลาน
