↑
หน้าแรก ประวัติครอบครัว สมาชิกครอบครัว ธุรกิจ บทความ คำถาม ติดต่อครอบครัว
รากเหง้าและการเดินทาง · Chinese Family Legacy

เจ้าพระยานิกรบดินทร โต แซ่อึ้ง กับมรดกศรัทธาวัดกัลยาณมิตร หลวงพ่อซำปอกง

เล่าประวัติเจ้าพระยานิกรบดินทร โต แซ่อึ้ง ผู้สร้างวัดกัลยาณมิตรและหลวงพ่อซำปอกง ผ่านสายตาลูกหลานแซ่อึ้งและหลักฐานทางประวัติศาสตร์

โดย · · อ่าน ~7 นาที
วัดกัลยาณมิตรริมแม่น้ำเจ้าพระยา เขตธนบุรี
วัดกัลยาณมิตรริมแม่น้ำเจ้าพระยา เขตธนบุรี

ตั้งแต่ผมจำความได้ ทุกตรุษจีนพ่อกับแม่จะพาผมและพี่ ๆ ไปวัดกัลยาณมิตร หรือที่คนจีนเรียกกันติดปากว่าวัดซำปอกง ฝั่งธนบุรี เพื่อไปไหว้ขอพรหลวงพ่อโต ตอนนั้นผมยังไม่รู้หรอกว่าวัดที่พาไปไหว้ทุกปีนี้ มีที่มาจากเจ้าพระยานิกรบดินทร ขุนนางเชื้อสายจีนฮกเกี้ยนผู้เคยดำรงตำแหน่งสูงสุดของราชการฝ่ายพลเรือนในสมัยรัชกาลที่ 3 และเป็นปฐมบรรพบุรุษของตระกูลกัลยาณมิตร รู้แค่ว่าหน้าวัดมีของเล่นเป็นดาบไม้ มีดไม้ ทวนไม้ ที่ผมตื๊อขอซื้อทุกปีแต่แม่ไม่เคยยอม

คำตอบสั้น ๆ

เจ้าพระยานิกรบดินทร มีนามเดิมว่าโต แซ่อึ้ง (หรือ 黃道 - หวงเต้า) เป็นบุตรของนายมั่น แซ่อึ้ง (黃緩 - หวงหว่าน) พ่อค้าสำเภาชาวจีนฮกเกี้ยนที่ย้ายมาตั้งถิ่นฐานที่บ้านกุฎีจีน ฝั่งธนบุรี ตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรี ท่านไต่เต้าจากเจ้าสัวเดินเรือขึ้นเป็นสมุหนายกในรัชกาลที่ 3 และเป็นผู้สร้างวัดกัลยาณมิตรพร้อมพระพุทธไตรรัตนนายก หรือหลวงพ่อซำปอกง ที่ลูกหลานแซ่อึ้งอย่างผมยังกราบไหว้จนถึงทุกวันนี้

ประเด็นสำคัญ

  • โต แซ่อึ้ง เกิดวันที่ 3 ตุลาคม ปีมะโรง พ.ศ. 2327 ที่ย่านกุฎีจีน เขตธนบุรี บุตรของหลวงพิชัยวารี (มั่น แซ่อึ้ง)
  • เป็นข้าหลวงเดิมในกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ (ต่อมาคือรัชกาลที่ 3) มาตั้งแต่รัชกาลที่ 2
  • ได้รับสถาปนาเป็นเจ้าพระยานิกรบดินทร มหินทรมหากัลยาณมิตร ดำรงตำแหน่งสมุหนายกอย่างเป็นทางการ พ.ศ. 2394 ในรัชกาลที่ 4
  • พ.ศ. 2368 อุทิศที่ดินตระกูลสร้างวัดกัลยาณมิตร ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นการเฉลิมพระเกียรติ "มิตรแท้" ของรัชกาลที่ 3
  • เป็น 1 ใน 2 สมุหนายกแซ่อึ้งของราชสำนักรัตนโกสินทร์ตอนต้น ร่วมกับเจ้าพระยารัตนาธิเบศร์ (กุน)
  • ต้นสกุลพระราชทาน "กัลยาณมิตร" ที่พระราชทานแก่เจ้าพระยาสุรสีห์วิสิษฐศักดิ์ (เชย) ในรัชกาลที่ 6

รากเหง้าฮกเกี้ยนที่กุฎีจีน สู่เจ้าสัวเดินเรือ

เรื่องราวของเจ้าพระยานิกรบดินทรเริ่มจากบิดา คือนายมั่น แซ่อึ้ง ชาวจีนฮกเกี้ยนจากตำบลไซจั๋มกัวยิม เมืองเอ้หมึง (เซียะเหมิน) มณฑลฮกเกี้ยน ผู้อพยพเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรี และเลือกตั้งรกรากที่บ้านกุฎีจีน ย่านการค้าพหุวัฒนธรรมที่คนสยาม จีน โปรตุเกส และมุสลิมอยู่ร่วมกัน นายมั่นทำกิจการเรือสำเภาจนมั่งคั่ง และได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นหลวงพิชัยวารีในรัชกาลที่ 1 ผมมองว่าจุดนี้สำคัญมาก เพราะมันคือรากฐานที่ทำให้ลูกชายคนโตของท่าน คือโต แซ่อึ้ง (หวงเต้า - 黃道) เติบโตมาพร้อมทั้งทักษะการค้าทางทะเลแบบจีนและความคุ้นเคยกับราชสำนักสยามไปพร้อมกัน

ผมเคยฟังผู้ใหญ่ในครอบครัวเล่าว่า คนแต้จิ๋วที่เดินทางมาทางน้ำมักไหว้หลวงพ่อซำปอกงและเจ้าแม่ทับทิมเป็นหลัก เพราะเชื่อว่าท่านคุ้มครองผู้เดินทางทางทะเล ซึ่งพอมาเจอประวัติของตระกูลอึ้งที่ทำการค้าสำเภาจริง ๆ ก็ยิ่งทำให้เข้าใจว่าทำไมความศรัทธาเรื่องการเดินเรือกับตระกูลนี้ถึงผูกพันกันแน่นแฟ้น การที่เจ้าสัวโตเติบโตมาในครอบครัวพ่อค้าสำเภาฮกเกี้ยน สะท้อนขนบธรรมเนียมของคนสายเลือดเจียงเซี่ย (江夏) ที่ให้ความสำคัญกับการสืบทอดทักษะพาณิชย์นาวีและความซื่อตรงต่อหน้าที่อย่างจริงจัง

จากข้าหลวงเดิมสู่สมุหนายก มิตรแท้แห่งรัชกาลที่ 3

จุดเปลี่ยนสำคัญของเจ้าสัวโตคือการถวายตัวเป็นข้าหลวงเดิมในกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ตั้งแต่ครั้งยังทรงกำกับราชการกรมท่าและกรมพระคลังมหาสมบัติในรัชกาลที่ 2 เจ้าสัวโตนำความเชี่ยวชาญด้านเดินเรือและเครือข่ายการค้าจีนมาช่วยจัดแต่งเรือสำเภาหลวง จนได้รับตำแหน่ง "เจ้าสัวเหยียบหัวตะเภา" ทำหน้าที่ตรวจเรือสินค้าต่างชาติก่อนเทียบท่ากรุงเทพฯ และได้รับบรรดาศักดิ์พระพิชัยวารีตามบิดา ความสัมพันธ์ระหว่างสองท่านจึงไม่ใช่แค่เจ้านายกับข้าราชการ แต่เป็นระดับ "มิตรแท้" ที่ร่วมสร้างความมั่นคงทางการคลังให้แผ่นดินมาด้วยกัน

เมื่อกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ขึ้นครองราชย์เป็น รัชกาลที่ 3 ใน พ.ศ. 2367 ท่านก็เลื่อนขึ้นเป็นพระยาพิชัยวารี แล้วขึ้นเป็นพระยาราชสุภาวดี เจ้ากรมพระสุรัสวดีกลาง ดูแลทะเบียนไพร่พลของแผ่นดิน จนเมื่อเจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ถึงแก่อสัญกรรมใน พ.ศ. 2392 ตำแหน่งสมุหนายกจึงว่างลง และท่านได้รับโปรดเกล้าฯ ให้เป็น "พระยาราชสุภาวดี ว่าที่สมุหนายก" ก่อนจะได้รับสถาปนาเต็มยศเป็น "เจ้าพระยานิกรบดินทร มหินทรมหากัลยาณมิตร" ดำรงตำแหน่งสมุหนายกอย่างเป็นทางการใน พ.ศ. 2394 สมัยรัชกาลที่ 4 และรับราชการดูแลหัวเมืองฝ่ายเหนือจนถึงแก่อสัญกรรมวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2406 สิริอายุ 79 ปี สำหรับผมแล้ว เรื่องนี้ยืนยันได้ชัดว่าความภักดีที่แท้จริงย่อมข้ามพ้นกำแพงชาติพันธุ์ได้เสมอ

ปรากฏการณ์สองสมุหนายกแซ่อึ้ง

สิ่งที่ทำให้ผมทึ่งเวลาเล่าเรื่องนี้ให้ลูกหลานฟัง คือตำแหน่งสมุหนายกซึ่งเป็นจุดสูงสุดของขุนนางฝ่ายพลเรือนในระบบจตุสดมภ์ ถือตราพระราชสีห์และคุมกำลังหัวเมืองฝ่ายเหนือทั้งปวงนั้น ปกติสงวนไว้สำหรับตระกูลขุนนางเก่าแก่ แต่ประวัติศาสตร์รัตนโกสินทร์ตอนต้นกลับมีขุนนางแซ่อึ้งได้ดำรงตำแหน่งนี้ถึงสองท่าน

รายนาม สายตระกูลเดิม รัชสมัย ต้นสกุลพระราชทาน
เจ้าพระยารัตนาธิเบศร์ (กุน) กุน แซ่อึ้ง (หวงจวิน - 黃軍) จีนแต้จิ๋วจากราชบุรี รัชกาลที่ 2 (พ.ศ. 2352–2356) รัตนกุล
เจ้าพระยานิกรบดินทร (โต) โต แซ่อึ้ง (หวงเต้า - 黃道) จีนฮกเกี้ยนจากเอ้หมึง รัชกาลที่ 3–4 (พ.ศ. 2392–2406) กัลยาณมิตร

สำหรับคนตระกูลอึ้งอย่างผม ตารางนี้ไม่ใช่แค่ข้อมูลในตำรา แต่เป็นหลักฐานว่าบรรพชนแซ่อึ้งในสยามไม่ได้เป็นเพียงนายวาณิชหรือเจ้าภาษี แต่มีความสามารถบริหารแผ่นดินจนเป็นที่ประจักษ์ต่อราชวงศ์จักรีต่อเนื่องหลายแผ่นดิน

วัดกัลยาณมิตร กับหลวงพ่อซำปอกง มรดกที่ผมกราบไหว้ทุกปี

ใน พ.ศ. 2368 พระยาราชสุภาวดี (โต) อุทิศที่ดินนิวาสสถานเดิมของตนเองและของบิดาบริเวณปากคลองบางกอกใหญ่ฝั่งตะวันตก พร้อมซื้อที่ดินราษฎรเพิ่มเติม เพื่อสร้างเป็นพระอารามหลวง รัชกาลที่ 3 พระราชทานนามว่า "วัดกัลยาณมิตร" เพื่อเฉลิมพระเกียรติและเป็นอนุสรณ์แด่มิตรแท้ผู้นี้ พระองค์ทรงเห็นว่ากรุงเทพฯ ยังไม่มีพระพุทธรูปปูนปั้นองค์ใหญ่ริมน้ำอย่างวัดพนัญเชิงที่กรุงเก่า จึงพระราชทานทรัพย์สร้างพระวิหารหลวงและหล่อพระประธานปางมารวิชัยองค์ใหญ่ ซึ่งรัชกาลที่ 4 พระราชทานนามภายหลังว่า "พระพุทธไตรรัตนนายก" นี่คือองค์ที่ชุมชนจีนฮกเกี้ยนและจีนโพ้นทะเลทุกกลุ่มเรียกด้วยความเคารพว่า "หลวงพ่อซำปอกง" (三寶公 - ซำปอกง)

สำหรับผม ส่วนที่ประทับใจมากกว่าการไหว้พระหรือของเล่นหน้าวัดในวัยเด็ก คือการมารู้ทีหลังว่าวัดที่พ่อพาไปทุกปีนี้ สร้างโดยเจ้าสัวตระกูลอึ้งเอง ความรู้สึกนั้นมันต่างออกไปเลย จากที่เคยไปแค่ขอพร กลายเป็นไปด้วยความภูมิใจในรากเหง้า และหลักฐานที่ตอกย้ำว่ารัชกาลที่ 3 ทรงยกย่องเจ้าสัวโตสูงยิ่งกว่าขุนนางผู้ใหญ่หลายท่าน คือการอาราธนาพระพิมลธรรม (พร) รองสมเด็จพระราชาคณะจากวัดราชบุรณะ มาเป็นเจ้าอาวาสรูปแรก ขณะที่วัดประจำตระกูลบุนนาคอย่างวัดประยุรวงศาวาสและวัดพิชยญาติการาม ได้รับพระราชาคณะเพียงชั้นสามัญเท่านั้น ศิลปกรรมในวัด ทั้งพระเจดีย์ทรงเหลี่ยมศิลาเทียมที่ส่งแบบไปหล่อจากเมืองจีน และจิตรกรรมฝาผนังลายเครื่องตั้งบูชาแบบจีน ล้วนสะท้อนตัวตนของเจ้าสัวโตและสายสัมพันธ์ไทย-จีนได้อย่างชัดเจน อันนี้ผมขอย้ำว่าเป็นความเชื่อและมุมมองทางประวัติศาสตร์ที่มีบันทึกรองรับ ไม่ใช่การคาดเดาส่วนตัว

สายสกุลกัลยาณมิตร มรดกที่สืบต่อหลายชั่วอายุคน

เกียรติยศของเจ้าพระยานิกรบดินทรไม่ได้หยุดอยู่แค่ชั่วคน บุตรสาวของท่านคือท้าวสมศักดิ์ (เจ้าจอมมารดาอึ่งในรัชกาลที่ 3) เป็นพระมารดาของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงวรเสรฐสุดา ส่วนบุตรชายคือเจ้าพระยารัตนบดินทร์ (รอด กัลยาณมิตร) ก็ได้เป็นสมุหนายกในรัชกาลที่ 5 เช่นกัน ทำให้ตระกูลนี้มีบิดาและบุตรดำรงตำแหน่งสมุหนายกสืบต่อกัน อีกทั้งบุตรชายอีกท่านคือพระยามหาอำมาตย์ (ชื่น กัลยาณมิตร) ยังเป็นบิดาของเจ้าพระยาสุรสีห์วิสิษฐศักดิ์ (เชย กัลยาณมิตร) ผู้ก้าวขึ้นเป็นเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยในรัชกาลที่ 6 และเป็นผู้ได้รับพระราชทานนามสกุล "กัลยาณมิตร" (Kalyanamitra) เมื่อ พ.ศ. 2456 นับเป็นนามสกุลพระราชทานลำดับที่ 6 ของประเทศ โดยมีรากมาจากราชทินนามของท่านเจ้าพระยานิกรบดินทรมหินทรมหากัลยาณมิตรโดยตรง

ผมเล่าเรื่องนี้ให้ลูกฟังทุกครั้งที่มีโอกาส เพราะอยากให้เขาเข้าใจว่านามสกุล "กัลยาณมิตร" ที่หลายคนคุ้นหูในปัจจุบัน ไม่ได้มาจากไหน แต่มีรากมาจากคนแซ่อึ้งคนหนึ่งที่ซื่อสัตย์ต่อแผ่นดินจนวันสุดท้ายของชีวิต ทุกวันนี้เวลาผมพาลูกไปวัดกัลยาณมิตร ผมจะชี้ให้เขาดูเจดีย์ทรงเหลี่ยมศิลาเทียมที่ท่านให้ส่งแบบไปหล่อจากเมืองจีน แล้วบอกว่านี่ไม่ใช่แค่สถาปัตยกรรมสวยงาม แต่คือลายเซ็นของบรรพบุรุษที่ฝากไว้ให้ลูกหลานรุ่นหลังได้ระลึกถึง สำหรับผมแล้ว องค์กรอย่างสมาคมตระกูลอึ้งแห่งประเทศไทยที่ยังคงจัดกิจกรรมรำลึกถึงบรรพชนทุกปี ก็เป็นเครื่องยืนยันว่าเรื่องราวของเจ้าพระยานิกรบดินทรไม่ใช่แค่ประวัติศาสตร์ในตำรา แต่เป็นสายใยที่ยังมีชีวิตอยู่จริงในสังคมไทยเชื้อสายจีนจนถึงทุกวันนี้

คำถามที่พบบ่อย

เจ้าพระยานิกรบดินทร โต แซ่อึ้ง คือใคร

ท่านคือขุนนางเชื้อสายจีนฮกเกี้ยนที่ไต่เต้าจากบุตรพ่อค้าสำเภาย่านกุฎีจีน เขตธนบุรี ขึ้นเป็นสมุหนายกในสมัยรัชกาลที่ 4 หลังรับใช้ใกล้ชิดตั้งแต่รัชกาลที่ 3 ยังทรงเป็นกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ท่านเป็นปฐมบรรพบุรุษของสกุลกัลยาณมิตร

วัดกัลยาณมิตรสร้างโดยใคร ทำไมถึงชื่อนี้

พระยาราชสุภาวดี (โต) อุทิศที่ดินของตนเองและบิดาสร้างวัดขึ้นใน พ.ศ. 2368 รัชกาลที่ 3 พระราชทานนามว่าวัดกัลยาณมิตร เพื่อเฉลิมพระเกียรติความเป็น "มิตรแท้" ที่ทรงมีต่อเจ้าสัวโต

หลวงพ่อซำปอกงเกี่ยวข้องกับตระกูลอึ้งอย่างไร

พระพุทธไตรรัตนนายก หรือหลวงพ่อซำปอกง เป็นพระประธานองค์ใหญ่ที่รัชกาลที่ 3 พระราชทานทรัพย์สร้างขึ้นในวัดที่ตระกูลอึ้งถวายที่ดิน จึงเป็นทั้งศูนย์รวมศรัทธาของชาวจีนโพ้นทะเลและมรดกของตระกูลไปพร้อมกัน

ทำไมโต แซ่อึ้ง ถึงได้เป็นสมุหนายก

เพราะรับใช้ใกล้ชิดพระองค์มาตั้งแต่ยังไม่ได้ครองราชย์ มีความสามารถด้านการคลังและการเดินเรือ และได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยสูงจนก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดของขุนนางฝ่ายพลเรือน

ตระกูลกัลยาณมิตรสืบเชื้อสายมาจากใคร

สืบเชื้อสายมาจากเจ้าพระยานิกรบดินทร (โต แซ่อึ้ง) โดยได้รับพระราชทานนามสกุลในรัชกาลที่ 6 แก่เจ้าพระยาสุรสีห์วิสิษฐศักดิ์ (เชย) ผู้เป็นหลานของท่าน

บทสรุป

ทุกครั้งที่ผมพาครอบครัวไปไหว้หลวงพ่อซำปอกงที่วัดกัลยาณมิตรในช่วงตรุษจีน ผมไม่ได้ไปเพียงเพื่อขอพรอย่างที่เคยทำตอนเด็กอีกต่อไป แต่ไปด้วยความเข้าใจว่าสถานที่แห่งนี้คือมรดกที่จับต้องได้ของบรรพบุรุษแซ่อึ้งคนหนึ่งที่ใช้ชีวิตทั้งชีวิตพิสูจน์ว่าความภักดี ความซื่อสัตย์ และความกตัญญู สามารถข้ามพ้นกำแพงชาติพันธุ์ได้จริง เรื่องราวของเจ้าพระยานิกรบดินทรจึงไม่ใช่แค่บันทึกทางประวัติศาสตร์ที่แข็งทื่อ แต่เป็นแรงบันดาลใจที่ผมอยากส่งต่อให้ลูกหลานตระกูลศุภพิทักษ์พงษ์และคนไทยเชื้อสายจีนทุกคนได้ภาคภูมิใจในรากเหง้าของตนเอง เพราะสุดท้ายแล้ว มรดกที่แท้จริงไม่ใช่แค่ตำแหน่งหรือทรัพย์สิน แต่คือคุณธรรมและศรัทธาที่ยังมีชีวิตอยู่ในใจลูกหลานจนถึงทุกวันนี้

แหล่งข้อมูลและอ่านเพิ่มเติม

ผู้เขียนและความน่าเชื่อถือ (E-E-A-T)

เขียนโดย

ผู้ถ่ายทอดอภิปรัชญาจีน วัฒนธรรม ความเชื่อ ศาสนา และสังคมร่วมสมัย โดยเชื่อมโยงองค์ความรู้จากเอกสารอ้างอิง ประวัติศาสตร์ และประสบการณ์ของครอบครัวจีนไทย พร้อมอธิบายข้อแตกต่างระหว่างหลักฐานทางวิชาการ คติความเชื่อ และข้อคิดเห็นของผู้เขียนอย่างรอบคอบ

ประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้: ผู้เขียนเล่าจากประสบการณ์ในวัยเด็กที่ครอบครัวพาไปไหว้หลวงพ่อซำปอกงที่วัดกัลยาณมิตรทุกตรุษจีน และปัจจุบันยังพาลูกไปไหว้พร้อมเล่าประวัติต้นตระกูลแซ่อึ้งให้ลูกฟัง

ประวัติการแก้ไข

  • — เผยแพร่ครั้งแรก

พบข้อมูลคลาดเคลื่อน แจ้งได้ที่หน้าติดต่อ และอ่านวิธีตรวจสอบกับแก้ไขข้อผิดพลาดได้ที่นโยบายบรรณาธิการ

บทความที่เกี่ยวข้อง

ดูบทความทั้งหมดในหมวดรากเหง้า ประวัติศาสตร์ และการเดินทาง