ผมยังจำได้ดีว่าครั้งแรกที่ได้กลิ่นชาถ้วยนี้จากกาน้ำชาเล็ก ๆ ของญาติผู้ใหญ่ที่บ้าน กลิ่นดอกไม้ลอยขึ้นมาก่อนที่น้ำชาจะแตะลิ้นเสียอีก ท่านบอกผมสั้น ๆ ว่า "นี่แหละ ชาอู่หลงเฟิ่งหวงตานฉง ชาจากบ้านเดิมของเรา" ตอนนั้นผมยังไม่เข้าใจความหมายทั้งหมด แต่เมื่อโตขึ้นและได้ศึกษาที่มาของมันจริงจัง ผมถึงรู้ว่าคำพูดนั้นมีน้ำหนักมากกว่าที่คิด
ชาอู่หลงเฟิ่งหวงตานฉง (凤凰单丛 — เฟิ่งหวงตานฉง) คือชากึ่งหมัก (半发酵乌龙茶 — ปั้นฟาเจี้ยวอูหลงฉา) จากเขาเฟิ่งหวงซาน เมืองเตี่ยจิว มณฑลกวางตุ้ง ซึ่งมีประวัติการปลูกมากว่า 900 ปี และขึ้นชื่อเรื่องกลิ่นหอมธรรมชาติที่แตกต่างกันไปตามต้นถึงกว่าสิบประเภทหลัก จนได้รับฉายาว่า "ชาน้ำหอมแห่งแผ่นดินจีน" และเป็นสินค้าที่ได้รับการคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ระดับชาติของจีน
ประเด็นสำคัญ
- เฟิ่งหวงตานฉงปลูกบนเขาอูตง (乌岽山) สูงกว่า 1,000 เมตร มีหมอกปกคลุมแทบตลอดปี
- ชื่อ "ตานฉง" (单丛) แปลว่าต้นเดี่ยว เพราะแต่ละต้นมีกลิ่นรสเฉพาะตัว ต้องเก็บและทำแยกกัน
- มีกลิ่นหอมหลักที่ได้รับการจัดระบบไว้สิบประเภท ตั้งแต่กลิ่นขี้เป็ด (เรียกขานในภาษาจีนว่า 鸭屎香) ไปจนถึงกลิ่นหยกหลาน
- ขั้นตอนทำชา "จั้วชิง" (做青) คือหัวใจที่กำหนดกลิ่นและรสของชาทั้งหมด
- ตามประวัติเชื่อมโยงกับช่วงปลายราชวงศ์ซ่งใต้ และได้รับรางวัลเหรียญเงินจากงานแสดงสินค้านานาชาติที่ปานามาในยุคสาธารณรัฐจีน
- วัฒนธรรมการชงแบบ 潮州工夫茶 (เตี่ยจิวกังฮูเต๊) คือส่วนหนึ่งที่แยกไม่ออกจากชาชนิดนี้
เขาเฟิ่งหวงและรากเหง้าของชาที่คนแต้จิ๋วหวงแหน
ในดินแดนเตี่ยอัน (潮安 — เตี่ยอัน) แห่งเมืองเตี่ยจิว (潮州 — เตี่ยจิว) มณฑลกวางตุ้ง มีภูเขาลูกหนึ่งที่คนแต้จิ๋วรู้จักกันมาช้านานในนาม 凤凰山 (เฟิ่งหวงซาน — เขาเฟิ่งหวง) งานวิจัยด้านพืชเศรษฐกิจจีนระบุว่าพื้นที่ปลูกหลักอยู่บนเขาอูตง (乌岽山) ซึ่งสูงกว่า 1,000 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล มีหมอกปกคลุมแทบตลอดปี ดินอุดมด้วยอินทรียวัตถุและแร่ธาตุ เป็นสภาพแวดล้อมที่เรียกกันว่า "ภูเขาสูง หมอกหนา จึงเกิดชาเลื่องชื่อ" สำหรับผมแล้ว ตัวเลขความสูงระดับพันเมตรนี้ไม่ใช่แค่สถิติทางภูมิศาสตร์ แต่คือคำอธิบายว่าทำไมต้นชาที่นี่ถึงเติบโตช้า สะสมรสชาติได้ลึก และมีสิ่งที่คนทำชาเรียกว่า "ซานอวิ้น" (山韵 — เสน่ห์แห่งขุนเขา) ติดอยู่ในทุกใบ
คนโบราณในถิ่นนี้ปลูกชาไว้ตามไหล่เขา ปล่อยให้รากค่อย ๆ หยั่งลึกลงไปในผืนดิน มิได้เร่งรัดมันนัก จนต้นชาแต่ละต้นสะสมบุคลิกเฉพาะตัวเอาไว้ในใบเล็ก ๆ ของมัน ตรงนี้เองที่ทำให้เกิดคำว่า 单丛 (ตานฉง — พุ่มเดี่ยว หรือต้นเดี่ยว) เพราะชาอย่างดีแต่เดิมนิยมคัดเก็บและแปรรูปแยกกันตามต้น ไม่ปนกัน ต้นหนึ่งอาจหอมคล้ายกล้วยไม้ อีกต้นหวานคล้ายน้ำผึ้ง ความพิเศษนี้เองที่ทำให้ชาจากเขาลูกเดียวกันมีหน้าตาและกลิ่นรสที่ไม่ซ้ำกันเลยสักต้น และนี่คือเหตุผลที่ผมมองว่าเฟิ่งหวงตานฉงไม่ใช่สินค้าที่ผลิตซ้ำแบบอุตสาหกรรม แต่เป็นงานฝีมือที่ธรรมชาติกับคนทำชาร่วมกันสร้างขึ้นทีละต้น
ตามข้อมูลที่สืบทอดกันมา ชาชนิดนี้มีจุดเริ่มต้นย้อนไปถึงปลายราชวงศ์ซ่งใต้ เล่ากันว่าเมื่อครั้งจักรพรรดิซ่งตี้ปิ่ง (宋帝昺) หนีภัยลงใต้ ได้เสวยชานี้แล้วพระราชทานนามว่า "ซ่งฉา" (宋茶 — ชาซ่ง) ตรงนี้ผมอยากบอกตามตรงว่าเป็นเรื่องเล่าที่สืบต่อกันมา มิใช่หลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ยืนยันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่สิ่งที่ยืนยันได้ชัดเจนกว่าคือ ในยุคสาธารณรัฐจีน ชาเฟิ่งหวงตานฉงเคยได้รับรางวัลเหรียญเงินจากงานแสดงสินค้านานาชาติที่ปานามา และในปี 2020 ได้รับการบรรจุเข้าในรายชื่อสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ที่ได้รับการคุ้มครองร่วมกันระหว่างจีนกับสหภาพยุโรป ซึ่งสะท้อนว่าคุณค่าของชาตัวนี้ไม่ได้มีแค่ในหมู่คนแต้จิ๋วเท่านั้น แต่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติมานานแล้ว
สิบกลิ่นหอมที่ทำให้ชาอู่หลงเฟิ่งหวงตานฉงไม่เหมือนใคร
เพราะทำแยกกันตามต้น เฟิ่งหวงตานฉงจึงเกิดกลิ่นหอมธรรมชาติขึ้นนับร้อยแบบ แต่ผ่านการศึกษาและจัดระบบจนตกผลึกเป็นสิบกลิ่นหอมหลักที่ได้รับการยอมรับกันทั่วไป กลิ่นที่คนรุ่นใหม่รู้จักดีที่สุดคือ 鸭屎香 (야押ชื่อไฉ ออกเสียงจีนกลางว่า "ยาซื่อเซียง" — กลิ่นขี้เป็ด) ซึ่งทั้งที่ชื่อฟังดูไม่น่าดื่มเลย แต่กลับเป็นชาที่ได้รับความนิยมที่สุดในหมู่คนรุ่นใหม่ เพราะมีกลิ่นดอกสายน้ำผึ้งหอมอ่อน ๆ รสหวานละมุน เป็นชาเบสหลักของชานมเลมอนที่กำลังฮิตในจีนด้วย ส่วนกลิ่นที่คนรุ่นเก่าอย่างญาติผู้ใหญ่ของผมนิยมเก็บไว้ดื่มประจำวันคือ 蜜兰香 (มี่หลานเซียง — กลิ่นน้ำผึ้งกล้วยไม้) ซึ่งมีกลิ่นน้ำผึ้งเข้มข้น รสชุ่มคอ แทบไม่มีความฝาดเลย
นอกจากสองกลิ่นนี้ยังมีอีกแปดกลิ่นที่น่าสนใจไม่แพ้กัน ได้แก่ 黄栀香 (หวงจือเซียง — กลิ่นดอกพุด) หอมสดชื่นเหมาะดื่มหน้าร้อน, 玉兰香 (อวี้หลานเซียง — กลิ่นดอกหยกหลาน) นุ่มละมุนไม่หนักท้อง, 姜花香 หรือที่เรียกอีกชื่อว่า 通天香 (เจียงฮวาเซียง/ทงเทียนเซียง — กลิ่นดอกขิง) หอมแรงติดคอยาวนาน, 芝兰香 (จือหลานเซียง — กลิ่นกล้วยไม้ป่า) ที่ทนทานต่อการชงซ้ำมากที่สุด, 桂花香 (กุ้ยฮวาเซียง — กลิ่นดอกหอมหมื่นลี้), 夜来香 (เย่ไหลเซียง — กลิ่นราตรี), 茉莉香 (มั่วลี่เซียง — กลิ่นมะลิ) และ 杏仁香 (ซิ่งเหรินเซียง — กลิ่นอัลมอนด์) ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวจนจำแนกได้ง่าย ผมมักแนะนำคนที่เพิ่งเริ่มดื่มให้ลองจากกลิ่นขี้เป็ดก่อน เพราะรสอ่อนและเข้าถึงง่าย แล้วค่อยขยับไปลองกลิ่นน้ำผึ้งกล้วยไม้ซึ่งเข้มข้นขึ้น ก่อนจะไปสัมผัสกลิ่นที่ซับซ้อนอย่างกลิ่นกล้วยไม้ป่าหรือกลิ่นดอกขิงในภายหลัง
| กลิ่นหอม (ชื่อจีน) | ลักษณะเด่น | เหมาะกับใคร |
|---|---|---|
| 鸭屎香 ยาซื่อเซียง | หอมดอกสายน้ำผึ้ง หวานอ่อน | มือใหม่ คนชอบดื่มเบา ๆ |
| 蜜兰香 มี่หลานเซียง | หอมน้ำผึ้งกล้วยไม้ รสเข้มข้น | นักดื่มชาประจำวัน |
| 芝兰香 จือหลานเซียง | กลิ่นกล้วยไม้ป่า ทนชงซ้ำ | คนชอบรสเข้มมีมิติ |
| 姜花香/通天香 เจียงฮวาเซียง | หอมแรง ติดคอยาว | คนชอบชาที่ "สะเทือนใจ" |
| 杏仁香 ซิ่งเหรินเซียง | กลิ่นอัลมอนด์ เอกลักษณ์ชัด | คนชอบความแปลกใหม่ |
ขั้นตอนทำชาที่กำหนดว่าใบชาจะ "มีนิสัย" อย่างไร
กระบวนการผลิตชาเฟิ่งหวงตานฉงแบบดั้งเดิมมีหกขั้นตอนหลัก เริ่มจาก 采青 (ไฉ่ชิง — การเก็บใบ) ที่ต้องเก็บในช่วงบ่ายวันแดดดี ระหว่างบ่ายโมงถึงสี่โมงเย็น เลือกใบที่สุกพอดีไม่อ่อนไม่แก่เกินไป ตามด้วย 晒青 (ซ่ายชิง — การผึ่งแดด) เพื่อระเหยน้ำบางส่วนให้ใบนิ่มลง แล้วจึงเข้าสู่ 晾青 (เหลียงชิง — การพักใบในที่ร่ม) ราวหนึ่งถึงสองชั่วโมงให้อุณหภูมิใบลดลงและน้ำกระจายตัวใหม่ ขั้นตอนเหล่านี้ฟังดูเรียบง่าย แต่ผมเคยคุยกับคนทำชารุ่นเก่าที่บอกว่า แค่จับเวลาแดดผิดไปสิบนาที กลิ่นชาทั้งกาก็เปลี่ยนไปคนละเรื่องเลย
หัวใจสำคัญที่สุดอยู่ที่ขั้นตอน 做青 (จั้วชิง — การทำให้ใบ "บอบช้ำ" อย่างมีจังหวะ) ซึ่งเป็นการสลับกันระหว่างการคลึงใบเบา ๆ เขย่า และพักนิ่ง ทำซ้ำหลายรอบต่อเนื่องกันหลายชั่วโมง จนขอบใบเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันกลายเป็นสีแดงอมน้ำตาล ขณะที่กลางใบยังเขียวอยู่ เกิดเป็นลักษณะที่เรียกว่า "ใบเขียวขอบแดง" (绿叶红镶边) ขั้นตอนนี้เองที่ตัดสินว่ากลิ่นสุดท้ายของชาจะออกไปทางดอกไม้ ผลไม้ หรือน้ำผึ้ง จึงไม่แปลกที่คนทำชาแต่ละสายตระกูลจะมีเคล็ดลับการทำจั้วชิงของตัวเองที่ไม่ยอมเผยแพร่ หลังจากนั้นจึงเข้าสู่ 杀青 (ซาชิง — การคั่วหยุดเอนไซม์) ด้วยความร้อน 150-200 องศาเซลเซียส เพื่อหยุดการหมักไว้ตรงจุดที่ต้องการ ก่อนปิดท้ายด้วย 揉捻 (โหรวเหนี่ยน — การนวดคลึงใบ) และการอบซ้ำหลายรอบจนได้ความชื้นที่เหมาะสมและรสชาติ "ซานอวิ้น" ที่สมบูรณ์
วิถีกังฮูเต๊ ศิลปะการชงที่ทำให้ชาแก้วเดียวกลายเป็นพิธีกรรมของใจ
เมื่อพูดถึงเฟิ่งหวงตานฉง ก็ย่อมต้องพูดถึง 潮州工夫茶 (เตี่ยจิวกงฟูฉา — ศิลปะการชงชาแบบเตี่ยจิว) ซึ่งเป็นวัฒนธรรมที่คนแต้จิ๋วรักษาไว้จนแทบกลายเป็นส่วนหนึ่งของลมหายใจประจำวัน คำว่า "กงฟู" ในที่นี้มิได้หมายถึงศิลปะการต่อสู้อย่างที่หลายคนเข้าใจผิด แต่หมายถึงความประณีต ความชำนาญ และเวลาที่ทุ่มเทลงไปในทุกขั้นตอน ตั้งแต่เลือกน้ำ อุ่นกา ใส่ชา รินน้ำ ไปจนถึงการแบ่งน้ำชาให้แต่ละถ้วยเท่ากันเป๊ะ ท่วงท่าที่มีชื่อไพเราะอย่าง 关公巡城 (กวนกงซุนเฉิง — กวนกงตระเวนเมือง) คือการรินน้ำชาวนไปตามถ้วยทีละรอบไม่ให้ถ้วยใดเข้มกว่ากัน และ 韩信点兵 (หานซิ่นเตี่ยนปิง — หานซิ่นนับทหาร) คือการรินหยดสุดท้ายแบ่งให้ทั่วถ้วยอย่างยุติธรรม ล้วนเกิดจากปรัชญาการแบ่งปันที่แฝงอยู่ในทุกจังหวะมือ
ผมเองโตมากับภาพแบบนี้ที่บ้าน กาน้ำชาใบเล็กเท่าฝ่ามือ ถ้วยจิ๋วไม่กี่ใบวางอยู่บนถาดไม้ แขกมาเยือนก็ชงชาต้อนรับ ลูกหลานกลับบ้านก็นั่งล้อมโต๊ะกินชากับผู้ใหญ่ เรื่องราวสำคัญในชีวิตหลายเรื่องของคนจีนโพ้นทะเลเริ่มต้นและจบลงข้างกาน้ำชาใบเล็กนี้เอง จึงไม่น่าแปลกใจที่เมื่อถึงเวลาชงเฟิ่งหวงตานฉง น้ำต้องร้อนจัดเกิน 95 องศาเซลเซียส ชงครั้งแรกใช้เวลาเพียง 10 วินาทีแล้วรินออกทันที ครั้งต่อ ๆ ไปค่อยเพิ่มเวลาอีกราว 5 วินาทีต่อครั้ง เพื่อไม่ให้ใบชาแช่น้ำนานจนขมฝาด ชาชนิดนี้ขึ้นชื่อเรื่องความทนทานต่อการชงซ้ำ บางกลิ่นอย่างจือหลานเซียงชงได้ถึงเจ็ดแปดน้ำยังคงมีกลิ่นหอมหลงเหลืออยู่ นี่คือเสน่ห์ที่ทำให้คนแต้จิ๋วไม่ยอมเปลี่ยนไปดื่มชาอื่นง่าย ๆ
ในแง่ประโยชน์ต่อร่างกาย ชาอู่หลงกึ่งหมักชนิดนี้อุดมด้วยสารโพลีฟีนอลจากชา (茶多酚 — ฉาตัวเฟิน) คาเทชิน และกรดอะมิโน รวมถึงแร่ธาตุอย่างโพแทสเซียม แคลเซียม และแมกนีเซียม ซึ่งช่วยกระตุ้นให้ร่างกายสดชื่น ลดอาการอ่อนล้า และช่วยเรื่องการย่อยอาหารหลังมื้อที่มันเยิ้มได้ดี คนแต้จิ๋วรุ่นปู่ย่าของผมมักดื่มชาหลังอาหารมื้อหนักเสมอ ด้วยเหตุผลง่าย ๆ ว่า "ชาช่วยล้างไขมันในปาก" ซึ่งพอมาเทียบกับความรู้ปัจจุบันก็พบว่าไม่ผิดนัก เพราะสารแทนนินในชาช่วยกระตุ้นน้ำย่อยได้จริง อย่างไรก็ตาม ผมอยากเตือนไว้ตรงนี้ว่าไม่ควรดื่มชาเข้มเกินวันละ 500 มิลลิลิตร และคนที่กระเพาะไวไม่ควรดื่มตอนท้องว่าง เพราะความเข้มข้นของสารในใบชาอาจระคายเคืองกระเพาะได้ ตรงนี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนตัวของผมที่สะสมมาจากประสบการณ์ครอบครัว มิใช่คำแนะนำทางการแพทย์ หากมีโรคประจำตัวควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ
สิ่งที่น่าคิดต่อคือ จีนมีวัฒนธรรมชามายาวนานนับพันปี ขณะที่ญี่ปุ่นเองก็รับชาจากจีนไปแต่โบราณ ก่อนจะนำไปจัดระเบียบและสร้างปรัชญาของตนขึ้นจนกลายเป็น 茶道 (ชาโด — วิถีแห่งชาแบบญี่ปุ่น) ที่คนทั่วโลกรู้จักกันดี ทุกวันนี้เพียงพูดถึงพิธีชาญี่ปุ่น ผู้คนก็นึกถึงความประณีตและของสะสมราคาสูง ทั้งที่รากเหง้าดั้งเดิมยังคงเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมชาจีนอยู่เสมอ และนี่เองคือสิ่งที่ผมอยากให้คนไทยเชื้อสายจีน โดยเฉพาะลูกหลานแต้จิ๋ว ได้ภูมิใจและรักษาไว้ เพราะกังฮูเต๊ของเราไม่ได้ด้อยกว่าใคร เพียงแต่ยังไม่ถูกเล่าให้โลกรู้จักมากพอเท่านั้นเอง
คำถามที่พบบ่อย
ชาอู่หลงเฟิ่งหวงตานฉงดีไหม เหมาะกับใครบ้าง
ชาชนิดนี้เหมาะกับคนที่ชื่นชอบกลิ่นหอมธรรมชาติและรสชาติที่มีมิติซับซ้อน ไม่เหมาะกับคนที่ชอบชารสจัดแบบชาผูเอ๋อร์หรือชาเขียวอ่อน ๆ หากเพิ่งเริ่มดื่ม ผมแนะนำให้ลองกลิ่นยาซื่อเซียงก่อน เพราะรสอ่อนและเข้าถึงง่ายที่สุดในสิบกลิ่นหลัก
ทำไมคนแต้จิ๋วถึงหวงแหนชาจากเตี่ยอัน
เพราะเฟิ่งหวงตานฉงไม่ได้เป็นเพียงสินค้า แต่เป็นสัญลักษณ์ของบ้านเกิด ความทรงจำของบรรพบุรุษ และวิถีชีวิตที่ส่งต่อกันมาหลายชั่วอายุคน สำหรับคนแต้จิ๋วพลัดถิ่นอย่างครอบครัวผม กลิ่นชาถ้วยนี้คือกลิ่นของแผ่นดินเดิมที่ยังตามติดมาถึงรุ่นลูกหลาน
ชาอู่หลงกลิ่นไหนหอมที่สุดในสิบกลิ่นหลัก
ไม่มีคำตอบตายตัว เพราะแต่ละกลิ่นมีเสน่ห์ต่างกัน แต่ถ้าถามความเห็นส่วนตัว ผมชอบมี่หลานเซียงมากที่สุด เพราะกลิ่นน้ำผึ้งกล้วยไม้เข้มข้นแต่ไม่แสบคอ ดื่มได้ทุกวันโดยไม่เบื่อ
ชาเฟิ่งหวงตานฉงซื้อที่ไหนดี
ควรเลือกซื้อจากร้านที่ระบุแหล่งปลูกชัดเจนว่ามาจากเขาเฟิ่งหวง เมืองเตี่ยจิว และระบุกลิ่นหอมที่ชัดเจน หลีกเลี่ยงชาที่ราคาถูกผิดปกติ เพราะเฟิ่งหวงตานฉงแท้ต้องผ่านกระบวนการทำมือหลายขั้นตอน ต้นทุนจึงไม่อาจต่ำเกินไปได้
ชาอู่หลงกินแล้วมีประโยชน์อะไรบ้าง
ช่วยกระตุ้นความสดชื่น บรรเทาอาการอ่อนล้า ช่วยย่อยอาหาร และมีสารต้านอนุมูลอิสระ แต่ควรดื่มในปริมาณพอเหมาะ ไม่เกินวันละ 500 มิลลิลิตร และหลีกเลี่ยงการดื่มตอนท้องว่าง
บทสรุป
เมื่อมองย้อนกลับไปยังวันที่ผมได้กลิ่นชาถ้วยนั้นเป็นครั้งแรก ผมยังรู้สึกขอบคุณญาติผู้ใหญ่ท่านนั้นอยู่เสมอ ที่ไม่ได้เพียงรินชาให้ผมดื่ม แต่ได้ส่งต่อเรื่องราวของแผ่นดินเดิมผ่านน้ำชาถ้วยเล็ก ๆ ใบหนึ่ง ชาอู่หลงเฟิ่งหวงตานฉงจึงไม่ใช่แค่สินค้าที่มีราคาหรือรางวัลการันตี หากเป็นหลักฐานมีชีวิตของความเพียรที่คนบนเขาเฟิ่งหวงสั่งสมมากว่า 900 ปี ตั้งแต่การเลือกเก็บใบในยามบ่ายแดดจัด ไปจนถึงมือที่คลึงใบชาอย่างมีจังหวะในขั้นตอนจั้วชิง ทุกกระบวนการล้วนเป็นความอดทนที่แปรเปลี่ยนเป็นกลิ่นหอมนับสิบแบบ ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นขี้เป็ดที่คนรุ่นใหม่หลงรัก หรือกลิ่นน้ำผึ้งกล้วยไม้ที่คนรุ่นเก่าเก็บไว้ดื่มประจำวัน
สิ่งที่ผมอยากฝากไว้สำหรับคนไทยเชื้อสายจีน โดยเฉพาะลูกหลานแต้จิ๋วที่อาจไม่เคยรู้ที่มาของกาน้ำชาใบเล็กที่บ้าน คือการลองหันกลับไปมองวัฒนธรรมกังฮูเต๊ด้วยสายตาใหม่ มันไม่ใช่เพียงพิธีกรรมโบราณที่ล้าสมัย แต่เป็นศิลปะแห่งความประณีตที่ไม่ด้อยไปกว่าชาโดของญี่ปุ่นเลยแม้แต่น้อย เพียงแต่เรายังไม่ได้เล่าเรื่องนี้ให้โลกฟังมากพอ หากวันใดท่านผู้อ่านมีโอกาสได้ลองชงเฟิ่งหวงตานฉงสักกาด้วยตนเอง ผมอยากให้ลองใจเย็น ๆ รอน้ำร้อนจัด รินแล้วรอเพียงสิบวินาทีในน้ำแรก แล้วค่อย ๆ สัมผัสกลิ่นหอมที่ลอยขึ้นมาก่อนรสชาติจะแตะลิ้น เพราะนั่นแหละคือช่วงเวลาที่ภูเขาเฟิ่งหวง เมืองเตี่ยอัน และความทรงจำของบรรพบุรุษแต้จิ๋ว จะเดินทางมาบรรจบกันอยู่ในถ้วยเล็ก ๆ ตรงหน้าท่านเอง
