↑
ครอบครัว ธุรกิจ แถวนี้ 101 แซ่อึ้ง บทความ ติดต่อครอบครัว
รากเหง้าและการเดินทาง · Peng Clan Roots

จีนเตี่ยเอี๊ย แซ่ปึง 方氏 จากฮุยไล้ 惠来 ถึงซัวเล่ง 沙陇 — รากตระกูลปึงที่สืบต่อมาถึงเมืองไทย

ย้อนราก แซ่ปึง ประวัติ 方氏 จากฮุยไล้ถึงซัวเล่ง ผ่านเรื่องเล่าครอบครัวจีนแต้จิ๋วเตี่ยเอี๊ยในไทย พร้อมหลักฐานจากเอกสารสมาคมตระกูลและสื่อจีนโพ้นทะเล

โดย · · อ่าน ~9 นาที
氏 จากฮุยไล้ 惠来 ถึงซัวเล่ง 沙陇 — รากตระกู…
氏 จากฮุยไล้ 惠来 ถึงซัวเล่ง 沙陇 — รากตระกู…

ผมจำได้แม่นว่าครั้งแรกที่ไปบ้านพ่อตา ผมนั่งฟังท่านพูดด้วยความเกรงใจ ไม่ใช่เพราะเนื้อหาน่ากลัวอะไร แต่เพราะผมฟังสำเนียงท่านแทบไม่ออกเลย ตอนนั้นผมยังไม่รู้ว่ากำลังจะได้เรียนรู้ ประวัติแซ่ปึง ที่ลึกซึ้งกว่าที่คิดไว้มาก ผ่านพ่อตาที่สามารถเรียกได้ว่าเป็นตัวแทนคนเตี่ยเอี๊ย (潮阳 — จีนกลาง เฉาหยาง) จากจีนมาไทย

คำตอบสั้น ๆ

แซ่ปึง หรือ 方氏 (จีนกลาง ฟางซื่อ / เตี่ยเอี๊ย ปึงสี่ — ตระกูลแซ่ปึง) มีรากเหง้าจากอำเภอฮุยไล้ 惠来 (จีนกลาง ฮุ่ยไหล / เตี่ยเอี๊ย ฮุยไล้) และพื้นที่ใกล้เคียงอย่างซัวเล่ง 沙陇 (จีนกลาง ซาหลง / เตี่ยเอี๊ย ซัวเล่ง) ในมณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีน ซึ่งเป็นถิ่นฐานของตระกูลปึงสายใหญ่ที่สุดในแถบแต้จิ๋ว ก่อนที่ลูกหลานรุ่นต่อมาจะอพยพมาตั้งรกรากในเมืองไทยและรวมตัวกันเป็นองค์กรตระกูลอย่างเป็นทางการในภายหลัง

ประเด็นสำคัญ

  • แซ่ปึง (方氏) มีต้นทางจากเหอหนานก่อนย้ายผ่านฝูเจี้ยนมาสู่แต้จิ๋ว แล้วแยกสายไปฮุยไล้และซัวเล่ง
  • ฮุยไล้เป็นอำเภอที่แซ่ปึงมีประชากรมากที่สุดในแถบแต้จิ๋ว ประมาณ 174,000 คนตามสถิติทศวรรษ 1990
  • สมาคมปลื้มสัมพันธ์คือองค์กรตระกูลปึงในไทย เชื่อมโยงกับ 泰国方氏宗亲总会 (จีนกลาง ไท่กั๋วฟางซื่อจงชินจ่งฮุ่ย / เตี่ยเอี๊ย ไท่ก๊กปึงสี่จงชิงจ้งโห่ย) ที่ก่อตั้งอย่างเป็นทางการปี ค.ศ. 1992
  • สำเนียงเตี่ยเอี๊ย ต่างจากสำเนียงเท่งไฮ้ (澄海 — จีนกลาง เฉิงไห่) แม้จะอยู่ในกลุ่มภาษาแต้จิ๋วเดียวกัน
  • การสืบรากตระกูลจีนในไทยทำได้จากเอกสารสมาคม ชื่อจีนในครอบครัว และการเดินทางกลับถิ่นฐานเดิม

รากเหง้าของแซ่ปึง: จากเหอหนานสู่ฮุยไล้

ตามคำบอกเล่าของเครือญาติตระกูลปึงที่ผมได้ยินมา เส้นทางการอพยพของ 方氏 เริ่มจากมณฑลเหอหนาน (河南 — จีนกลาง เหอหนาน / เตี่ยเอี๊ย โห่น่ำ) ผ่านลั่วหยาง (洛阳 — จีนกลาง ลั่วหยาง / เตี่ยเอี๊ย หลกเอี๊ยง) ไปยังกวงโจวกู้ซื่อ (光州固始 — จีนกลาง กวงโจวกู้สื่อ / เตี่ยเอี๊ย กวงจิวกู่ซี้) ในมณฑลเหอหนานเดิม แล้วจึงย้ายเข้าสู่มณฑลฮกเกี้ยน (福建 — จีนกลาง ฝูเจี้ยน) ก่อนลงหลักปักฐานที่ผู่เถียน 莆田 (จีนกลาง ผู่เถียน / เตี่ยเอี๊ย พู่ฉั่ง — เมืองท่าสำคัญในฝูเจี้ยนที่เป็นจุดกำเนิดของตระกูลจีนจำนวนมากที่อพยพลงใต้) และนี่คือเส้นทางที่ลูกหลานตระกูลปึงเรียกติดปากว่า "หนึ่งต้นทางจากเหอหนานสู่ผู่เถียน สี่ทิศขยายสู่แต้จิ๋ว" (一源溯河莆,四方拓潮汕) ข้อมูลจากเอกสารสายตระกูลที่ลูกหลานรวบรวมไว้ระบุว่าตระกูลปึงถือ 河南堂 (จีนกลาง เหอหนานถัง / เตี่ยเอี๊ย โห่น่ำทั้ง — ศาลบรรพบุรุษตระกูลที่อ้างอิงถึงถิ่นกำเนิดเดิมในเหอหนาน) เป็นชื่อศาลบรรพบุรุษหลักทั่วโลก รวมถึงศาลใหญ่ของสมาคมแซ่ปึงในไทยด้วย

สิ่งที่ผมสนใจเป็นพิเศษคือการที่ตระกูลปึงเข้าสู่แต้จิ๋วเป็นสี่ระลอกใหญ่ เรียกรวมกันว่า "四方拓潮汕" (จีนกลาง ซื่อฟางทั่วเฉาซ่าน / เตี่ยเอี๊ย สี่ฮวงทักเตี่ยซัว — สี่สายแซ่ปึงที่บุกเบิกพื้นที่แต้จิ๋ว) โดยสายที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับฮุยไล้และซัวเล่งมากที่สุดคือสายที่เรียกว่า "四之" (จีนกลาง ซื่อจือ / เตี่ยเอี๊ย สี่จือ — สี่คนในรุ่นเดียวกันที่ชื่อลงท้ายด้วย 之) ได้แก่ จี้จือ (骥之 — เตี่ยเอี๊ย กี่จือ) หลินจือ (麟之 — เตี่ยเอี๊ย หลิ่งจือ) เฟิ่งจือ (凤之 — เตี่ยเอี๊ย ห่งจือ) และจวิ้นจือ (骏之 — เตี่ยเอี๊ย จุ่งจือ) ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน อพยพพร้อมครอบครัวจากหมู่บ้านไป๋ตู้ (白杜 — จีนกลาง ไป๋ตู้ / เตี่ยเอี๊ย แป๊ะโต่ว) ในผู่เถียนเข้าสู่พื้นที่เตี่ยเอี๊ยสมัยซ่ง (ซึ่งครอบคลุมฮุยไล้และโผวเล้ง 普宁 — จีนกลาง ผู่หนิง ในปัจจุบัน) เมื่อปี ค.ศ. 1220 ตรงกับรัชสมัยราชวงศ์ซ่งใต้ ตรงนี้ผมต้องบอกตรง ๆ ว่าเอกสารสายตระกูลเองก็ยอมรับว่ามีจุดคลาดเคลื่อนเรื่องปีและรุ่นอายุ เพราะมีผู้สืบทอดในตระกูลคนหนึ่งเคยตั้งข้อสังเกตว่า ถ้านับตามที่บางฉบับเขียนไว้ว่าปู่ของทั้งสี่ซึ่งเกิดปี ค.ศ. 1046 อพยพมาพร้อมหลาน ๆ ในปี ค.ศ. 1220 ท่านจะต้องมีอายุถึง 174 ปี ซึ่งเป็นไปไม่ได้ในทางชีวภาพ นี่เป็นตัวอย่างที่ดีว่าทำไมผมถึงย้ำเสมอว่าเรื่องสายตระกูลจีนต้องแยกให้ออกระหว่างสิ่งที่เป็นบันทึกยืนยันได้ กับสิ่งที่เป็นความเชื่อหรือคำบอกเล่าสืบต่อกันมา

ฮุยไล้และซัวเล่ง: สองพื้นที่หลักของสายแซ่ปึง

ฮุยไล้ 惠来 ในปัจจุบันเป็นอำเภอหนึ่งในมณฑลกวางตุ้ง ซึ่งแยกออกมาจากเตี่ยเอี๊ยและไห่เฟิง (海丰 — จีนกลาง ไห่เฟิง / เตี่ยเอี๊ย ไฮ้ฮง) ในสมัยราชวงศ์หมิง ปี ค.ศ. 1524 สิ่งที่ผมเห็นว่าสำคัญมากคือฮุยไล้เป็นอำเภอที่มีประชากรแซ่ปึงมากที่สุดในบรรดาพื้นที่แต้จิ๋วทั้งหมด จากสถิติในทศวรรษ 1990 มีผู้ถือแซ่ปึงในฮุยไล้ราว 174,000 คน และตระกูลปึงในฮุยไล้แบ่งออกเป็นสองสายใหญ่ที่เรียกกันว่า "ปึงเล่งเถ่า" (陇头方 — จีนกลาง หลงโถวฟาง สืบจากจี้จือ) กับ "ปึงตังเล่ง" (东陇方 — จีนกลาง ตงหลงฟาง สืบจากหลินจือ) ซึ่งตั้งถิ่นฐานกระจายอยู่ในฮุยเสี้ย (惠城 — จีนกลาง ฮุ่ยเฉิง) ตังเล่ง (东陇 — จีนกลาง ตงหลง) เล่งเถ่า (陇头 — จีนกลาง หลงโถว) ตังฮก (东福 — จีนกลาง ตงฝู) และอีกหลายตำบล และยังมีข้อมูลยืนยันจากเอกสารท้องถิ่นว่า แซ่ปึง ร่วมกับแซ่หลิม (林 — จีนกลาง หลิน) แซ่อึ๊ง (黄 — จีนกลาง หวง) และแซ่ตั้ง (陈 — จีนกลาง เฉิน) ถูกจัดเป็นสี่แซ่สกุลใหญ่ของฮุยไล้ ซึ่งส่วนใหญ่สืบเชื้อสายมาจากผู้อพยพจากผู่เถียนในสมัยราชวงศ์หมิง

ส่วนซัวเล่ง 沙陇 ซึ่งปัจจุบันเป็นตำบลหนึ่งในเขตเตี่ยน่ำ (潮南 — จีนกลาง เฉาหนาน) เมืองซัวเถา (汕头 — จีนกลาง ซ่านโถว) มีความเชื่อมโยงกับแซ่ปึงผ่านหมู่บ้านจี๊ะแก (石坑 — จีนกลาง สือเคิง) ซึ่งเอกสารจีนระบุว่าในสมัยราชวงศ์หมิง ลูกหลานของจี้จือชื่อ ปึงเปี๊ยเอี้ย (方平野 — จีนกลาง ฟางผิงเหย่) ได้อพยพจากฮุยไล้มาสร้างหมู่บ้านนี้ขึ้นที่เขตหล่งแจ้ตูโคยบ้วย (隆井都溪尾 — จีนกลาง หลงจิ่งตูซีเหว่ย) ซึ่งก็คือตำบลซัวเล่งในปัจจุบัน จุดที่ทำให้ผมรู้สึกใกล้ชิดกับเรื่องนี้มากขึ้นคือการที่หมู่บ้านจี๊ะแกมีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับแซ่หลิมมาหลายชั่วอายุคน แม้ไม่ได้นับเป็นแซ่เดียวกันแต่ก็ถือกันเหมือนพี่น้องต่างแซ่ และในช่วงที่ศาลบรรพบุรุษแซ่หลิมที่จี๊ะแกบูรณะเสร็จ คณะลูกหลานแซ่ปึงจากไทยก็เคยจัดคณะเดินทางกลับไปร่วมแสดงความยินดีด้วย ร่วมกับสมาคมลูกหลานชาวจี๊ะแกในไทยอีกด้วย

ความแตกต่างระหว่างสองสาขาสำคัญของแซ่ปึง

ประเด็น ปึงเล่งเถ่า (陇头方) ปึงตังเล่ง (东陇方)
บรรพบุรุษต้นสาย จี้จือ (骥之) หลินจือ (麟之)
พื้นที่ตั้งถิ่นฐานหลัก เล่งเถ่า ตังฮก ในฮุยไล้ ตังเล่ง ฮุยเสี้ย
ศาลบรรพบุรุษ สืบทอดในพื้นที่เล่งเถ่า 敦厚堂 (จีนกลาง ตุนโฮ่วถัง / เตี่ยเอี๊ย ตุงก่าวทั้ง) ศาลบรรพบุรุษสายตังเล่งที่เริ่มสร้างใหม่ปี ค.ศ. 2010 และเสร็จราวปี ค.ศ. 2016
ความเชื่อมโยงกับไทย ผ่านสมาคมแซ่ปึงรวม ร่วมพิธีเปิดศาลกับผู้แทนสมาคมจากไทยโดยตรง

สำเนียงเตี่ยเอี๊ยกับสำเนียงเท่งไฮ้: ความต่างที่ผมเรียนรู้จากครอบครัวภรรยา

ผมเติบโตมากับสำเนียงเท่งไฮ้ แม่ยายของผมก็เป็นคนจีนสายเท่งไฮ้เช่นกัน พอคุยกับท่านจึงรู้สึกคุ้นหูทันที แต่พ่อตาผม คุณแสง สมศักดิ์รักสันติ หรือชื่อจีนที่คนในครอบครัวเรียกว่า ปึงเท่งกวง เป็นคนเตี่ยเอี๊ย สำเนียงของท่านหนักแน่นและมีพลังมาก ผมต้องไปเยี่ยมบ้านอีกสองสามครั้งถึงเริ่มจับทางฟังออก เรื่องเล็ก ๆ แบบนี้สอนผมว่าคำว่า "คนแต้จิ๋ว" ที่เรามักเหมารวมกันนั้น แท้จริงมีสำเนียงท้องถิ่นย่อยอยู่หลายแบบ อยู่ใกล้กันทางภูมิศาสตร์แต่ฟังไม่เหมือนกันเลย

เรื่องนี้ไม่ใช่ความเห็นส่วนตัวของผมเพียงอย่างเดียว เพราะเอกสารด้านประวัติศาสตร์ท้องถิ่นก็ยืนยันตรงกันว่า ฮุยไล้เคยเป็นส่วนหนึ่งของเตี่ยเอี๊ยมาก่อน พื้นที่ที่ปัจจุบันคือโผวเล้ง ฮุยไล้ฝั่งตะวันออก และเตี่ยเอี๊ยฝั่งตะวันตก ล้วนเคยอยู่ในเขตปกครองเตี่ยเอี๊ยสมัยราชวงศ์ซ่งมาก่อนทั้งสิ้น การแยกเขตปกครองออกจากกันในภายหลังทำให้ตระกูลเดียวกันกลายเป็นคนละอำเภอ แต่ยังพูดสำเนียงใกล้เคียงกันในรากฐาน เพียงแต่กาลเวลาและระยะทางทำให้สำเนียงย่อยค่อย ๆ แตกต่างออกไป ลูก ๆ ของผม โตมากับภาษาจีนสองทาง ได้ยินสำเนียงเตี่ยเอี๊ยจากก๋ง แต่เพราะอยู่ใกล้ชิดแม่ของพวกเขา (Patty)มากกว่า สำเนียงเท่งไฮ้จึงติดตัวมาเต็ม ๆ นี่คือภาพสะท้อนเล็ก ๆ ของความหลากหลายภายในชุมชนจีนแต้จิ๋วที่คนนอกอาจไม่ทันสังเกต

สมาคมปลื้มสัมพันธ์: จุดรวมของลูกหลานแซ่ปึงในไทย

พ่อตาผม คุณแสง สมศักดิ์รักสันติ (ปึงเท่งกวง) ทำธุรกิจหลายอย่าง แต่ธุรกิจหลักที่ทำให้ท่านร่ำรวยและเป็นที่รู้จักคือการค้าขายเมล็ดพันธุ์ โดยเฉพาะเมล็ดแตงโมหรือกวยจี๊ (瓜子 — จีนกลาง กวาจื่อ / เตี่ยเอี๊ย กวยจี๊) และการจำหน่ายลูกโป่ง ท่านยังมีส่วนร่วมกับสมาคมปลื้มสัมพันธ์ ซึ่งเป็นองค์กรของลูกหลานตระกูลปึงหรือแซ่ปึงในประเทศไทยมาตลอด ท่านเคยดำรงตำแหน่งรองประธานสมาคม และกรรมการอีกหลายสมัย เอกสารจีนเรียกองค์กรนี้ว่า 泰国方氏宗亲总会 (สมาคมรวมญาติตระกูลแซ่ปึงแห่งประเทศไทย) และตามประวัติที่บันทึกไว้ สมาคมเริ่มก่อตั้งโดยคุณปึงเต็กถ่วง (方德传 — จีนกลาง ฟางเต๋อฉวน) และคุณปึงเสี่ยวเซีย (方少声 — จีนกลาง ฟางเส่าเซิง) ในปี ค.ศ. 1988 โดยช่วงแรกยังต้องยืมชั้นสองของบริษัทแห่งหนึ่งเป็นที่ทำการ จากนั้นได้รับอนุญาตจดทะเบียนในปี ค.ศ. 1991 และจัดพิธีก่อตั้งอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 ตุลาคม ค.ศ. 1992 โดยมีคุณปึงเต็กถ่วงเป็นประธานคนแรก ปัจจุบันสมาคมมีศาลบรรพบุรุษใหญ่ชื่อ 河南堂 ตั้งอยู่ที่ซอยเทียนทะเล 24 กรุงเทพฯ และจัดพิธีไหว้บรรพบุรุษสองครั้งต่อปีคือฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วง ตามพิธีถวายเครื่องบูชาสามวาระแบบโบราณ (三献礼 — จีนกลาง ซานเซี่ยนหลี่ / เตี่ยเอี๊ย ซาเฮี่ยงลี้) พร้อมอ่านบทบวงสรวงทั้งภาษาจีนและภาษาไทย

สิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกว่าสมาคมแบบนี้มีความหมายมากกว่าการพบปะสังสรรค์ธรรมดา คือการที่พ่อตาผมเล่าให้ฟังด้วยแววตาจริงจังทุกครั้งว่า สมาคมไม่ได้มีไว้เพื่อโชว์ฐานะหรือจัดงานเลี้ยงใหญ่โตเท่านั้น แต่เป็นที่ที่คนแซ่ปึงจากหลายรุ่นจะได้มารู้จักกัน ช่วยเหลือกันยามลำบาก ท่านได้ร่วมกับเพื่อนในสมาคมช่วยกันสร้างโรงเรียน 育侨小学 (จีนกลาง อวี้เฉียวเสี่ยวเสวีย / เตี่ยเอี๊ย อิกเกี๊ยวเสี่ยวฮัก — โรงเรียนประถมที่ชาวจีนโพ้นทะเลช่วยกันสร้าง), ช่วยสร้างระบบน้ำประปา, ซ่อมแซมศาลเจ้าแม่หม่าโจ้ว (妈祖 — จีนกลาง หมาจู่ / เตี่ยเอี๊ย หม่าโจ้ว) ในหมู่บ้าน และอีกหลายกิจกรรม ท่านส่งต่อความทรงจำเรื่องรากเหง้าให้ลูกหลานที่เกิดและโตในเมืองไทยไม่ลืมว่าต้นตระกูลมาจากไหน ท่านไม่ค่อยจะพลาดที่จะไปร่วมพิธีไหว้บรรพบุรุษที่ศาล 河南堂 ท่านกล่าวว่าความรู้สึกตอนนั้นต่างจากการไหว้เจ้าที่บ้านอย่างสิ้นเชิง เพราะในห้องนั้นเต็มไปด้วยคนแซ่เดียวกันที่ไม่เคยรู้จักกันเป็นส่วนใหญ่และรุ่นลูกหลานที่อาจจะจำไม่ได้ทุกคน แต่ทุกคนยืนเรียงแถวไหว้ด้วยความเคารพต่อบรรพบุรุษร่วมกัน นั่นเป็นภาพที่ไม่มีวันลืม และเป็นเหตุผลหนึ่งที่เป็นแรงบันดาลใจให้ผมอยากถ่ายทอดเรื่องราวที่ท่านเล่าต่อให้คนรุ่นหลังได้เข้าใจ

สิ่งที่ผมอยากย้ำในฐานะคนที่ศึกษาเรื่องรากเหง้าจีนไทยมานาน คือองค์กรตระกูลแบบนี้ไม่ได้มีเฉพาะแซ่ปึงเท่านั้น แต่แทบทุกแซ่ใหญ่ในไทยล้วนมีสมาคมลักษณะคล้ายกัน เป็นมรดกทางสังคมที่คนจีนโพ้นทะเลสร้างขึ้นเพื่อรักษาความเป็นปึกแผ่นในต่างแดน และแซ่ปึงเองก็ถือเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการที่ตระกูลหนึ่งสามารถรักษาความทรงจำเรื่องถิ่นฐานเดิมอย่างฮุยไล้และซัวเล่งไว้ได้อย่างเป็นระบบ ผ่านเอกสาร ศาลบรรพบุรุษ และการเดินทางไปมาหาสู่กันระหว่างไทยกับจีนอย่างต่อเนื่องหลายทศวรรษ

แนวทางสืบรากตระกูลจีนด้วยตัวเอง

สำหรับคนที่อยากเริ่มต้นสืบรากตระกูลจีนของตัวเองแบบที่ผมเคยทำมา ผมอยากแนะนำจากประสบการณ์ตรงว่าควรเริ่มจากสิ่งใกล้ตัวที่สุดก่อน นั่นคือถามผู้ใหญ่ในบ้านที่ยังมีชีวิตอยู่ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะความทรงจำเหล่านี้หายไปเร็วกว่าที่คิด ผมเองเสียดายที่ไม่ได้บันทึกเสียงพ่อตาไว้ตั้งแต่ตอนที่ท่านยังแข็งแรง ขั้นต่อมาคือตรวจสอบชื่อจีนของบรรพบุรุษในเอกสารครอบครัว เช่น ป้ายบรรพบุรุษ หนังสือสวดมนต์ หรือใบมรณบัตรเก่า เพราะชื่อจีนมักมีอักษรที่บ่งบอกรุ่นอายุหรือสายตระกูลซ่อนอยู่ ขั้นที่สามคือติดต่อสมาคมตระกูลที่เกี่ยวข้องในไทย เพราะสมาคมเหล่านี้มักมีเอกสารสายตระกูลและศาลบรรพบุรุษที่เก็บประวัติไว้อย่างเป็นระบบ และขั้นสุดท้ายคือหากมีโอกาส ควรเดินทางกลับไปยังถิ่นฐานเดิมในจีนสักครั้ง เพราะคนในพื้นที่มักจดจำครอบครัวที่เคยอพยพออกไปได้ดีกว่าที่เราคาดคิด โดยเฉพาะหากบรรพบุรุษเคยทำประโยชน์ให้หมู่บ้านไว้ อย่างกรณีพ่อตาผมที่เคยช่วยสร้างโรงเรียนและศาลเจ้าในบ้านเกิด

คำถามที่พบบ่อย

แซ่ปึงมาจากไหน

แซ่ปึงหรือ 方氏 มีต้นทางจากมณฑลเหอหนาน ย้ายผ่านลั่วหยางและฝูเจี้ยนมาตั้งถิ่นฐานที่ผู่เถียน ก่อนขยายเข้าสู่แต้จิ๋วในสมัยราชวงศ์ซ่งใต้ โดยสายที่เกี่ยวข้องกับฮุยไล้และซัวเล่งสืบมาจากสี่ลูกพี่ลูกน้องตระกูลปึงรุ่นบุกเบิกที่อพยพเข้ามาเมื่อปี ค.ศ. 1220

ตระกูลปึงสืบเชื้อสายจากจีนที่ไหน

ส่วนใหญ่สืบจากอำเภอฮุยไล้ 惠来 และพื้นที่ใกล้เคียงอย่างซัวเล่ง 沙陇 ในมณฑลกวางตุ้ง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีประชากรแซ่ปึงมากที่สุดในแถบแต้จิ๋ว

คนแซ่ปึงในไทยมาจากมณฑลไหนของจีน

ส่วนใหญ่มาจากมณฑลกวางตุ้ง โดยเฉพาะพื้นที่แต้จิ๋วแถบฮุยไล้ ซัวเล่ง และโผวเล้ง ซึ่งอพยพเข้ามาในไทยหลายระลอก

ทำไมคนจีนแต้จิ๋วย้ายมาอยู่เมืองไทย

ส่วนหนึ่งเกิดจากสภาพเศรษฐกิจที่ยากลำบากในบ้านเกิด ภัยธรรมชาติ ความวุ่นวายทางการเมือง และการเปิดท่าเรือซัวเถาในปี ค.ศ. 1860 ซึ่งทำให้การเดินทางออกนอกประเทศสะดวกขึ้นมาก คนจีนแต้จิ๋วจำนวนมากจึงเลือกมาตั้งรกรากในไทยเพื่อหาโอกาสทางเศรษฐกิจที่ดีกว่า

จะสืบรากตระกูลจีนของตัวเองได้อย่างไร

เริ่มจากสอบถามผู้ใหญ่ในครอบครัว ตรวจสอบชื่อจีนในเอกสารเก่า ติดต่อสมาคมตระกูลที่เกี่ยวข้องในไทย และหากมีโอกาสควรเดินทางกลับไปยังถิ่นฐานเดิมในจีนเพื่อยืนยันข้อมูลกับคนในพื้นที่

บทสรุป

เรื่องราวของแซ่ปึงที่ผมได้เล่ามาทั้งหมดนี้ เริ่มต้นจากเรื่องเล็ก ๆ ในบ้านพ่อตา และขยายใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายเป็นภาพของตระกูลจีนตระกูลหนึ่งที่เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาไกลจากเหอหนาน ผ่านฝูเจี้ยน ลงหลักที่ฮุยไล้ 惠来 และซัวเล่ง 沙陇 ก่อนจะข้ามทะเลมาเริ่มชีวิตใหม่ในเมืองไทย ผมเล่าเรื่องนี้ไม่ใช่เพื่อยกย่องว่าตระกูลปึงหรือแซ่ใดสำคัญกว่าแซ่อื่น แต่อยากชี้ให้เห็นว่าทุกครอบครัวจีนไทยล้วนมีเส้นทางคล้ายกันนี้ซ่อนอยู่ เพียงแต่บางบ้านยังมีคนจำได้ บางบ้านรายละเอียดเลือนไปตามกาลเวลา

สิ่งที่ผมอยากฝากไว้ในฐานะคนที่คลุกคลีกับเรื่องรากเหง้าจีนไทยมานาน คือความแตกต่างระหว่างสำเนียงเตี่ยเอี๊ยกับเท่งไฮ้ที่ผมเจอในครอบครัวตัวเอง ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยที่ควรมองข้าม เพราะมันสะท้อนว่าคำว่า "คนแต้จิ๋วในเมืองไทย" นั้นประกอบด้วยผู้คนจากหลายอำเภอ หลายสำเนียง หลายประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ที่มาบรรจบกันในแผ่นดินเดียวกัน และองค์กรอย่างสมาคมปลื้มสัมพันธ์ก็เป็นเครื่องยืนยันว่าคนจีนโพ้นทะเลไม่เคยทิ้งรากของตัวเองไปเฉย ๆ พวกเขาเลือกที่จะรักษามันไว้ผ่านศาลบรรพบุรุษ พิธีไหว้ และการเดินทางกลับไปเยี่ยมถิ่นฐานเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ผมหวังว่าบทความนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ให้ผู้อ่านที่มีเชื้อสายจีนลองกลับไปถามผู้ใหญ่ในบ้านของตัวเองดูบ้าง ก่อนที่ความทรงจำเหล่านั้นจะเลือนหายไปตามกาลเวลาเหมือนที่เกือบเกิดขึ้นกับครอบครัวผม เพราะสุดท้ายแล้ว การรู้จักรากเหง้าของตัวเองไม่ได้ทำให้เราเป็นคนไทยน้อยลงแต่อย่างใด ตรงกันข้าม มันกลับทำให้เรายืนอยู่บนแผ่นดินนี้อย่างมั่นคงขึ้น ด้วยความเข้าใจว่าตัวเราเองมาจากที่ไหน และบรรพบุรุษของเราผ่านอะไรมาบ้างกว่าจะมีลูกหลานอย่างเราในวันนี้

แหล่งข้อมูลและอ่านเพิ่มเติม

เกี่ยวกับผู้เขียน

ธนินพงษ์ ศุภพิทักษ์พงษ์ (MingPaPa)
黄炳明 - MingPaPa

เขียนโดย

ชื่อจีน 黄炳明 (แต้จิ๋ว อึ้งเป๋งเม้ง / จีนกลาง หวงปิ่งหมิง)

นักธุรกิจโรงพิมพ์ ครูศิลปะการต่อสู้ และผู้ถ่ายทอดวัฒนธรรมจีน ศาสนา และความเชื่อ

ประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้: ผู้เขียนเรียนรู้เรื่องรากเหง้าแซ่ปึงจากพ่อตาซึ่งเป็นคนเตี่ยเอี๊ยและมีส่วนร่วมกับสมาคมปลื้มสัมพันธ์มาตลอด

ประวัติการแก้ไข

  • — ตรวจกับแหล่งข้อมูลที่ผู้เขียนให้มา: เพิ่มแหล่งอ้างอิงจาก 3 เป็น 10 แหล่ง แก้ว่า 四之 คือลูกพี่ลูกน้องสี่คน ไม่ใช่สี่พี่น้อง แก้ตารางว่าสายเล่งเถ่า (陇头方) ตั้งถิ่นฐานที่เล่งเถ่าและตังฮกในฮุยไล้ ไม่ใช่โผวเล้ง ระบุว่าตัวเลข 174 ปีคืออายุที่ปู่ของทั้งสี่จะต้องมีถ้าอพยพมาด้วยในปี 1220 แก้ชื่อผู้ร่วมก่อตั้งสมาคมเป็นปึงเสี่ยวเซีย (方少声) ใช้ชื่อสมาคมปลื้มสัมพันธ์ให้ตรงกันทั้งบทความ เพิ่มที่ตั้งศาล 河南堂 ซอยเทียนทะเล 24 และธุรกิจเมล็ดพันธุ์ กวยจี๊ และลูกโป่งของคุณแสง สมศักดิ์รักสันติ ตามที่ผู้เขียนให้ข้อมูล และใส่คำอ่านจีนกลางคู่สำเนียงเตี่ยเอี๊ยให้คำจีนทุกคำ
  • — เผยแพร่ครั้งแรก

พบข้อมูลคลาดเคลื่อน แจ้งได้ที่หน้าติดต่อ และอ่านวิธีตรวจสอบกับแก้ไขข้อผิดพลาดได้ที่นโยบายบรรณาธิการ

บทความที่เกี่ยวข้อง

ดูบทความทั้งหมดในหมวดรากเหง้า ประวัติศาสตร์ และการเดินทาง