พระศรีอริยเมตไตรย คือพระโพธิสัตว์ที่จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าองค์ถัดจากพระศากยมุนี ภาษาจีนเรียกว่า 弥勒菩萨 (แต้จิ๋ว นี้เล็กผ่อสัก / จีนกลาง หมีเล่อผู่ซ่า — พระโพธิสัตว์ผู้มีเมตตา) พระสูตรจีนเล่าว่าปัจจุบันท่านประทับบนสวรรค์ชั้นดุสิต และวันหนึ่งจะลงมาเกิด ออกบวช และตรัสรู้ในโลกมนุษย์[1][2] พระไตรปิฎกบาลีของไทยก็พยากรณ์ถึงพระองค์เดียวกันนี้[3] ส่วนหลวงจีนอ้วนยิ้มที่นั่งหน้าวัดจีน คือรูปพระเมตไตรยที่คนจีนสร้างตามหลวงจีนเร่ร่อนสะพายถุงผ้าสมัยปลายราชวงศ์ถัง ไม่ใช่พระสังกัจจายน์[4][5]
คนไทยรู้จักพระองค์นี้ในชื่อพระศรีอาริย์ หรือเขียนว่า "พระศรีอารย์" และนึกถึง "ยุคพระศรีอาริย์" ที่บ้านเมืองสงบสุขอุดมสมบูรณ์[6] แต่พอเดินเข้าวัดจีน หลายคนสงสัยว่าทำไมองค์ที่นั่งรับคนตรงประตูจึงเป็นหลวงจีนพุงพลุ้ยหัวเราะ และทำไมบางแห่งเรียกท่านว่าพระสังกัจจายน์
บทความนี้เรียบเรียงจากพระสูตรจีนฉบับ CBETA ประวัติพระสมัยซ่ง ข้อมูลของพิพิธภัณฑ์ในจีน และงานวิชาการไทย เพื่อแยกว่าส่วนไหนเป็นคำสอนในพระสูตร ส่วนไหนมีหลักฐาน และส่วนไหนเป็นความเชื่อที่เล่าต่อกันมา ภาพปกเลือกโฉมหน้าที่เก่าที่สุดของท่านในจีน คือพระโพธิสัตว์ทรงมงกุฎนั่งไขว่ข้อเท้า มีสิงห์หมอบที่ฐาน[7] (อยู่ในหมวดเทพเจ้าจีนและตำนาน)
ห้าข้อที่ควรรู้ก่อนอ่านต่อ
- ไทยกับจีนรอพระองค์เดียวกัน ชื่อบาลี Metteyya กับชื่อจีน 弥勒 มาจากรากคำเดียวกันที่แปลว่าเมตตา จีนยังแปลชื่อท่านตรงตัวว่า 慈氏 (แต้จิ๋ว เช้ซี๋ / จีนกลาง ฉือซื่อ — ผู้มีเมตตา)[8][3]
- พระสูตรจีนเล่าเป็นสองช่วง ช่วงแรกท่านขึ้นไปเกิดบนสวรรค์ดุสิต ช่วงหลังท่านลงมาตรัสรู้และแสดงธรรมครั้งใหญ่สามครั้ง[1][2]
- ภาพแรกในจีนไม่ใช่พระอ้วน หลักฐานลายลักษณ์เก่าที่ผูกชื่อ 弥勒 เข้ากับรูปเคารพ คือจารึกปี 495 ที่ถ้ำหลงเหมิน ใต้รูปพระโพธิสัตว์ทรงมงกุฎนั่งไขว่ข้อเท้า[7]
- พระอ้วนมาจากหลวงจีนที่มีตัวตน ประวัติพระสมัยซ่งบันทึกหลวงจีนถุงผ้าที่คนเชื่อว่าเป็นร่างแปลงของพระเมตไตรย และคนสมัยซ่งใต้ก็ปั้นรูปเขาแทนพระเมตไตรย[9][4]
- พระอ้วนจีนกับพระสังกัจจายน์ไทยเป็นคนละองค์ตามหลักฐาน พระสังกัจจายน์คือพระมหากัจจายนะ พระสาวกในพุทธกาล งานวิชาการไทยสองชิ้นอธิบายจุดที่คนสับสนไว้ชัดเจน[5][10]
ข้อมูลด่วน: พระศรีอริยเมตไตรย (弥勒菩萨)
| หัวข้อ | ข้อมูล |
|---|---|
| อักษรจีน | 弥勒菩萨 (ตัวเต็ม 彌勒菩薩) · 弥勒佛 · ชื่อแปลความ 慈氏[8] |
| แต้จิ๋ว (สำเนียงเท่งไฮ้) | ni2 lêg8 pu5 sag4 — นี้เล็กผ่อสัก · 弥勒佛 ni2 lêg8 hug8 — นี้เล็กฮุก[11] |
| จีนกลาง | Mílè Púsà — หมีเล่อผู่ซ่า · Mílè Fó — หมีเล่อฝอ[6] |
| สันสกฤต / บาลี | Maitreya / Metteyya รากคำ maitrī แปลว่าความเมตตา[8] |
| ชื่อไทยที่พบ | พระศรีอริยเมตไตรย พระเมตไตรย พระศรีอาริย์[6] · พระอ้วนจีนมักถูกเรียกผิดว่าพระสังกัจจายน์[5] |
| ฐานะ | พระโพธิสัตว์ที่เหลือชาติเดียวจะเป็นพระพุทธเจ้า ปัจจุบันประทับสวรรค์ดุสิต[1] จะตรัสรู้ใต้ต้น 龙华 ในอนาคต[2] |
| รูปลักษณ์ / ของถือ | สามแบบ: พระโพธิสัตว์ทรงมงกุฎนั่งไขว่ข้อเท้า (เว่ยเหนือ)[7] · พระพุทธรูปนั่งห้อยพระบาท (ถัง)[12] · หลวงจีนอ้วนถือถุงผ้าและประคำ (ซ่งเป็นต้นมา)[13] |
| ตำแหน่งในวัดจีน | กลางวิหารแรก 天王殿 หันออกประตู มีท้าวจตุโลกบาลสองข้างและพระเวทโพธิสัตว์ด้านหลัง[14] |
| วันสำคัญ | เดือน 1 วันที่ 1 ตามปฏิทินพุทธจีนยุคใหม่ (ไม่พบในพระสูตร)[15] · งานวัดหลงหัว เซี่ยงไฮ้ ในเดือน 3[16] |
| ศาสนสถานสำคัญ | ถ้ำหยุนกัง ถ้ำ 17[17] · ถ้ำโม่เกา ถ้ำ 96[12] · หลวงพ่อใหญ่เล่อซาน[18] · วัดหลงหัว[16] |
1. ชื่อพระศรีอริยเมตไตรย 弥勒 และ 慈氏 หมายความว่าอะไร
ชื่อสันสกฤต Maitreya และบาลี Metteyya เดิมเป็นชื่อตระกูลพราหมณ์ที่พบได้ทั่วไปในอินเดีย รากคำคือ maitrī แปลว่าความรักความเมตตา[8] คำไทย "เมตไตรย" มาจากรากเดียวกันนี้ ส่วนคำว่า "ศรี" และ "อริย" ที่อยู่ข้างหน้าเป็นคำยกย่องแบบไทย ไม่มีอยู่ในชื่อจีน ชื่อที่คนไทยใช้จึงมีหลายรูป ทั้งพระศรีอริยเมตไตรย พระเมตไตรย และพระศรีอาริย์[6]
ภาษาจีนเรียกท่านสองแบบ แบบแรกคือ 弥勒 (แต้จิ๋ว นี้เล็ก / จีนกลาง หมีเล่อ — ชื่อถอดเสียงของ Maitreya) แบบที่สองคือ 慈氏 ซึ่งแปลความหมายออกมาตรง ๆ ว่าผู้มีเมตตา ต่อมาเมื่อพระถังซำจั๋งไปเห็นคัมภีร์สันสกฤตที่อินเดีย ท่านถอดเสียงชื่อนี้ใหม่ให้ใกล้เสียงเดิมกว่า แต่คนจีนก็ยังเรียก 弥勒 ตามเดิมจนทุกวันนี้[8]
ชื่ออชิตะ 阿逸多
พระสูตรมหายานบางเล่มเรียกท่านอีกชื่อว่า 阿逸多 (แต้จิ๋ว อาอิกโต / จีนกลาง อาอี้ตัว — อชิตะ แปลว่าผู้ที่ไม่มีใครชนะได้) เช่นในพระสูตรว่าด้วยการขึ้นไปเกิดบนสวรรค์ดุสิต พระอุบาลีทูลพระพุทธเจ้าว่า พระองค์เคยตรัสไว้ว่า "阿逸多次当作佛" คืออชิตะจะเป็นพระพุทธเจ้าองค์ถัดไป[1]
ที่น่าสนใจคือ ในพระสูตรชั้นเก่าที่จีนแปลไว้ คือมัชฌิมาคมฉบับจีน (中阿含经) ภิกษุอชิตะกับภิกษุเมตไตรยเป็นคนละรูปกัน พระพุทธเจ้าพยากรณ์ว่าอชิตะจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ส่วนเมตไตรยจะได้เป็นพระพุทธเจ้า[19]
弥勒菩萨 กับ 弥勒佛 ต่างกันอย่างไร
คนจีนเรียกท่านได้ทั้ง 弥勒菩萨 เพราะตอนนี้ท่านยังเป็นพระโพธิสัตว์ และ 弥勒佛 (แต้จิ๋ว นี้เล็กฮุก / จีนกลาง หมีเล่อฝอ — พระเมตไตรยพุทธเจ้า) ในฐานะพระพุทธเจ้าในอนาคต วิกิพีเดียภาษาจีนระบุว่าพระนามยกย่องที่ใช้กันแพร่หลายคือ "พระเมตไตรยผู้จะเสด็จลงมาเกิดในภายหน้า" (ดูตัวอักษรและคำอ่านในหัวข้อวิธีไหว้)[8]
ฝั่งไทยไม่ค่อยเติมคำว่าโพธิสัตว์ต่อท้าย เพราะเถรวาทเน้นภาพพระพุทธเจ้าองค์หน้ามากกว่าภาพพระโพธิสัตว์บนสวรรค์ ชื่อ "พระเมตไตรยโพธิสัตว์" จึงเป็นสำนวนที่มาจากฝั่งมหายาน ส่วนพระอ้วนในวัดจีนมีชื่อเรียกเฉพาะว่า 布袋 (แต้จิ๋ว โป่วต่อ / จีนกลาง ปู้ไต้ — ถุงผ้า) ตามถุงที่หลวงจีนองค์ต้นแบบสะพายไปทุกที่[9]
2. คำทำนายในพระสูตร: พระศรีอริยเมตไตรยอยู่ที่ไหน จะลงมาเมื่อไร
เรื่องพระเมตไตรยในจีนมาจากพระสูตรกลุ่มหนึ่งที่เรียกรวมกันว่า "พระสูตรพระเมตไตรยสามเล่ม" หรือ "หกเล่ม"[8] เนื้อหาแบ่งเป็นสองสาย สายแรกชื่อ 上生 (ขึ้นไปเกิด) เล่าว่าตอนนี้ท่านอยู่ที่ไหน สายที่สองชื่อ 下生 (ลงมาเกิด) เล่าว่าวันหน้าท่านจะลงมาอย่างไร พิพิธภัณฑ์เซี่ยงไฮ้ซึ่งเก็บคัมภีร์ฉบับพิมพ์โบราณไว้ระบุว่า พระสูตรสาย 下生 สี่ฉบับเป็น "同本异译" คือต้นฉบับเดียวกันที่แปลซ้ำโดยผู้แปลต่างยุค[20]
| พระสูตร (เลข CBETA) | ผู้แปล / ยุค | เนื้อหาหลัก |
|---|---|---|
| 佛说观弥勒菩萨上生兜率天经 (T0452) | 沮渠京声 สมัยหลิวซ่ง | ขึ้นไปเกิดบนสวรรค์ดุสิต และวิธีตั้งใจไปเกิดใกล้ท่าน[1] |
| 佛说弥勒下生经 (T0453) | ธรรมรักษ์ (竺法护) สมัยจิ้นตะวันตก | ลงมาเกิดและตรัสรู้[20] |
| 佛说弥勒下生成佛经 (T0454) | กุมารชีพ (鸠摩罗什) สมัยเหยาฉิน | เมืองที่ท่านเกิด ต้นไม้ตรัสรู้ ธรรมสามครั้ง[2] |
| T0456 T0457 T0455 | กุมารชีพ, ไม่ทราบผู้แปล, อี้จิง (义净) สมัยถัง | ฉบับขยายความ ฉบับไม่ทราบผู้แปล และฉบับแปลซ้ำของสาย 下生[8][20] |
ตอนนี้: ประทับบนสวรรค์ชั้นดุสิต
พระสูตรสาย 上生 เล่าว่าพระพุทธเจ้าตรัสแก่พระอุบาลีว่า อีกสิบสองปีพระเมตไตรยจะละร่างนี้ แล้วไปเกิดบนสวรรค์ชั้นดุสิต 兜率天 (แต้จิ๋ว เตาจุกเทียง / จีนกลาง โตวซ่วยเทียน — สวรรค์ชั้นดุสิต)[1]
此人从今十二年后命终,必得往生兜率陀天上。
บุคคลนี้ นับจากนี้ไปอีกสิบสองปีจะสิ้นชีวิต และจะได้ไปเกิดบนสวรรค์ชั้นดุสิตเป็นแน่
พระสูตรเรียกท่านว่า "一生补处菩萨" คือพระโพธิสัตว์ที่เหลือชาติเดียวก็จะเป็นพระพุทธเจ้า เทวดาบนสวรรค์ดุสิตถอดมงกุฎของตนแล้วอธิษฐานให้กลายเป็นวังถวาย และท่านแสดงธรรมแก่เทวดาตลอด "昼夜六时" คือทั้งกลางวันและกลางคืน[1]
อนาคต: ลงมาเกิด ออกบวช และตรัสรู้ใต้ต้น 龙华
พระสูตรเล่มเดียวกันกำหนดเวลาไว้ว่า
阎浮提岁数五十六亿万岁,尔乃下生于阎浮提。
เมื่อนับปีในชมพูทวีปได้ห้าสิบหก "อี้ว่าน" ปี ท่านจึงจะลงมาเกิดในชมพูทวีป
ตัวเลขที่คนจีนพูดกันทั่วไปว่า 5,670 ล้านปี เป็นตัวเลขที่สถาบันวิจัยตุนหวงใช้อธิบายรูปพระเมตไตรยในถ้ำ 96[12] ส่วนตัวพระสูตรเขียนเพียง "五十六亿万岁" โดย 亿 และ 万 เป็นหน่วยนับจำนวนมหาศาลของจีน[1] ใจความจึงอยู่ที่ระยะเวลาอันยาวนานเกินคำนวณ มากกว่าตัวเลขที่ตรงเป๊ะ
พระสูตรสาย 下生 ฉบับกุมารชีพเล่าว่าวันนั้นแผ่นดินราบเรียบดุจกระจก มนุษย์อายุ 84,000 ปี มีเมืองใหญ่ชื่อ 翅头末 และขุมทรัพย์ใหญ่สี่แห่งผุดขึ้นมาเอง แต่ไม่มีใครอยากได้[2]
众人见之,心不贪著,弃之于地,犹如瓦石。
ผู้คนเห็นแล้วก็ไม่โลภ ทิ้งไว้บนพื้นดินราวกับเศษกระเบื้องและก้อนหิน
พระเจ้าจักรพรรดิ 蠰佉 ถวายปราสาทแก้วแก่พระเมตไตรย ท่านรับแล้วยกให้พวกพราหมณ์ ซึ่งรื้อแบ่งกันไปทันที เมื่อเห็นปราสาทงดงามพังลงในพริบตา ท่านจึงเห็นความไม่เที่ยงและออกบวช[2] แล้วตรัสรู้ใต้ต้นไม้ชื่อ 龙华 (แต้จิ๋ว เล้งฮั้ว / จีนกลาง หลงหัว — แปลตามตัวอักษรว่าดอกไม้มังกร) ในวันเดียวกับที่ออกบวช
坐于龙华菩提树下……即以出家日,得阿耨多罗三藐三菩提。
ประทับใต้ต้นโพธิ์หลงหัว ... ในวันที่ออกบวชนั้นเอง ก็บรรลุอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ
หลังตรัสรู้ ท่านแสดงธรรมครั้งใหญ่สามครั้งในสวนดอกไม้แห่งหนึ่ง[2] เหตุการณ์นี้คือที่มาของคำว่า "龙华三会" หรือการประชุมสามครั้งแห่งหลงหัว
初会说法,九十六亿人得阿罗汉;第二大会说法,九十四亿人得阿罗汉;第三大会说法,九十二亿人得阿罗汉。
การแสดงธรรมครั้งแรก มีผู้บรรลุอรหันต์เก้าสิบหกอี้คน ครั้งที่สองเก้าสิบสี่อี้คน ครั้งที่สามเก้าสิบสองอี้คน
ตอนท้าย พระเมตไตรยพุทธเจ้าจะขึ้นเขาคิชฌกูฏไปพบพระมหากัสสปะ แล้วตรัสยกย่องว่าเป็นศิษย์ผู้ยิ่งใหญ่ของพระศากยมุนีพุทธเจ้า[2] ศาสนาเก่าจึงไม่ได้ถูกลืม แต่ส่งไม้ต่อให้ศาสนาใหม่
พระไตรปิฎกบาลีของไทยว่าอย่างไร
ฝั่งเถรวาท คำพยากรณ์หลักอยู่ในจักกวัตติสูตร ทีฆนิกาย พระสูตรเล่าว่าเมื่อศีลธรรมเสื่อม อายุมนุษย์จะลดลง แล้วเมื่อคนหันกลับมาทำดี อายุมนุษย์จะเพิ่มขึ้นจนถึง 80,000 ปี ในยุคนั้นพระเมตไตรยจะตรัสรู้ และพระเจ้าสังขะ กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ของยุค จะออกบวชจนบรรลุอรหันต์ในสำนักของท่าน[3] พระไตรปิฎกฉบับภาษาไทยแปลตอนสำคัญไว้ว่า "ในเมื่อมนุษย์มีอายุ ๘๐,๐๐๐ ปี พระผู้มีพระภาคทรงพระนามว่าเมตไตรย์ จักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก"[6]
มัชฌิมาคมฉบับจีนก็ใช้ตัวเลขเดียวกับบาลี คือ "人寿八万岁" (มนุษย์อายุแปดหมื่นปี) และเรียกกษัตริย์องค์นั้นว่า 螺 ซึ่งแปลว่าหอยสังข์[19] ตรงกับความหมายของชื่อ "สังขะ" พอดี ส่วนพระสูตรสาย 下生 ฉบับกุมารชีพถอดเสียงชื่อเดียวกันเป็น 蠰佉 และให้อายุมนุษย์เป็น 84,000 ปี[2]
3. พระศรีอริยเมตไตรยของไทยกับ 弥勒 ของจีน ซ้อนกันตรงไหน
วางเรื่องเล่าสองฝั่งเทียบกัน จะเห็นพระองค์เดียวกันที่ถูกเล่าผ่านคัมภีร์คนละสาย
| ประเด็น | ฝั่งบาลีและไทย | ฝั่งจีน |
|---|---|---|
| ชื่อ | Metteyya → เมตไตรย, พระศรีอาริย์[6] | 弥勒 (ถอดเสียง), 慈氏 (แปลความ)[8] |
| ที่ประทับตอนนี้ | สวรรค์ชั้นดุสิต[6] | 兜率天[1] |
| อายุมนุษย์ยุคนั้น | 80,000 ปี[3] | 80,000 ปีในมัชฌิมาคมฉบับจีน[19] แต่ 84,000 ปีในสาย 下生[2] |
| กษัตริย์ร่วมยุค | พระเจ้าสังขะ[3] | 螺 (แปลความว่าหอยสังข์)[19] / 蠰佉 (ถอดเสียง)[2] |
| บิดามารดา | สุพรหมพราหมณ์กับนางพรมวดี (ตามเรื่องเล่าในอนาคตวงศ์)[6] | 妙梵 กับ 梵摩波提[2] |
| เมือง | เกตุมดีนคร[6] | 翅头末[2] |
| ต้นไม้ที่ตรัสรู้ | ต้นกากะทิง[6] | 龙华树[2] (ยังไม่พบหลักฐานว่าเป็นพืชชนิดเดียวกัน) |
ต่างกันที่จุดเน้น
ฝั่งไทยเน้น "พระพุทธเจ้าองค์หน้า" และ "ยุคพระศรีอาริย์" วิกิพีเดียภาษาไทยเล่าภาพยุคนั้นว่าผู้คนไม่ต้องปิดประตูบ้าน ไม่มีโจร และมีต้นกัลปพฤกษ์ให้ขอสิ่งที่ต้องการ (บทความเองหมายเหตุว่าบางส่วนยังขาดแหล่งอ้างอิง)[6] ภาพนี้ใกล้กับพระสูตรจีนที่คนทิ้งทรัพย์สมบัติไว้บนพื้นโดยไม่มีใครโลภ[2] คือทั้งสองฝั่งฝันถึงโลกที่ความโลภหมดพลัง มากกว่าโลกที่ทุกคนรวย
ฝั่งจีนมีอีกสายที่ไทยแทบไม่พูดถึง คือสาย 上生 ซึ่งชวนให้ผู้ศรัทธาตั้งใจไปเกิดบนสวรรค์ดุสิตใกล้ท่านตั้งแต่ชาตินี้[1] วิกิพีเดียภาษาจีนเล่าว่าความเชื่อเรื่องแดนสุขของพระเมตไตรยแพร่หลายในจีนตั้งแต่สมัยจิ้น และพระภิกษุชื่อดังหลายรูป รวมทั้งพระถังซำจั๋ง ตั้งความปรารถนาจะไปเกิดที่นั่น[8] คำว่า 弥勒菩萨 ในภาษาจีนจึงไม่ได้หมายถึงพระที่ต้องรออีกนาน แต่หมายถึงพระโพธิสัตว์ที่ผู้คนผูกใจไว้ได้ตั้งแต่ตอนนี้
4. รูปพระศรีอริยเมตไตรยในจีน 3 แบบ ดูอย่างไรให้รู้
พระเมตไตรยในจีนมีอย่างน้อยสามหน้าตา เรียงตามยุคได้ชัดเจน วิกิพีเดียภาษาจีนสรุปหลักไว้ว่า รูปแบบพระโพธิสัตว์ทรงเครื่องหมายถึงตอนที่ท่านยังอยู่บนสวรรค์ ส่วนรูปแบบพระพุทธเจ้าหมายถึงตอนที่ท่านลงมาตรัสรู้แล้ว[8]
แบบที่ 1: พระโพธิสัตว์ทรงมงกุฎนั่งไขว่ข้อเท้า (สมัยเว่ยเหนือ)
หลักฐานที่ชัดที่สุดอยู่ที่ถ้ำกู่หยาง ในหมู่ถ้ำหลงเหมิน เมืองลั่วหยาง ซุ้มหนึ่งมีจารึกปี 495 ที่มารดาผู้สูญเสียบุตรชายสลักไว้ว่า[7]
太和十九年十一月……为亡息牛橛请工镂石,造此弥勒像一区
เดือนสิบเอ็ด ปีไท่เหอที่สิบเก้า ... ให้ช่างสลักหิน สร้างรูปพระเมตไตรยองค์นี้ อุทิศแก่บุตรชายผู้ล่วงลับ
จารึกเดียวกันขอให้บุตรชายได้ไปเกิดบนสวรรค์ในที่อยู่ของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย องค์ประธานในซุ้มเป็นพระเมตไตรยทรงมงกุฎ นั่งไขว่ข้อเท้า มีสิงห์สองตัวหมอบใต้เข่า และมีรูปผู้มีกำลังคอยประคองเท้าทั้งสองไว้[7] จารึกแบบนี้มีค่ามาก เพราะยืนยันด้วยตัวอักษรว่าผู้สร้างตั้งใจให้รูปไขว่ข้อเท้าเป็นพระเมตไตรย
ที่ถ้ำหยุนกัง เมืองต้าถง ถ้ำ 17 เป็นหนึ่งในห้าถ้ำใหญ่ที่สร้างตามคำทูลขอของพระภิกษุถานเย่า องค์ประธานเป็นพระโพธิสัตว์นั่งไขว่ข้อเท้าสูงราว 15.5 เมตร[17] นักวิชาการจีนอธิบายว่าถ้ำนี้น่าจะสร้างอุทิศแด่องค์รัชทายาทที่สิ้นพระชนม์ก่อนได้ครองราชย์ จึงใช้รูปพระพุทธเจ้าในอนาคตเป็นสัญลักษณ์ของผู้ที่ "รอขึ้นครองราชย์" ข้อนี้เป็นการตีความของนักวิชาการ ไม่ใช่ข้อความจากจารึก ส่วนถ้ำ 13 มีพระเมตไตรยนั่งไขว่ข้อเท้าสูงกว่า 12 เมตร[17]

รูปหินทรายสมัยเว่ยเหนือ ราว ค.ศ. 470–480 ในพิพิธภัณฑ์เมโทรโพลิแทน ซึ่งพิพิธภัณฑ์ตั้งชื่อว่า "Bodhisattva (Maitreya) with crossed ankles"[21] แสดงจุดสังเกตของแบบที่ 1 ได้ครบ คือมงกุฎทรงสูง ผมยาวพาดไหล่ และข้อเท้าไขว่กันโดยเท้าวางบนพื้น ไม่ใช่นั่งขัดสมาธิ
แบบที่ 2: พระพุทธรูปนั่งห้อยพระบาท (สมัยถัง)
พอถึงสมัยถัง รูปที่นิยมเปลี่ยนเป็นพระพุทธเจ้านั่งบนแท่นแบบเก้าอี้ ห้อยพระบาททั้งสองข้างลงพื้น ครองจีวรแบบพระพุทธเจ้า ไม่มีมงกุฎ ตัวอย่างใหญ่ที่สุดในตุนหวงคือถ้ำโม่เกา ถ้ำ 96 ที่คนสมัยถังเรียกว่า "พระใหญ่ทิศเหนือ" สูง 35.5 เมตร สถาบันวิจัยตุนหวงระบุว่าพระหัตถ์ขวายกขึ้นในท่าประทานอภัย พระหัตถ์ซ้ายวางในท่าประทานพร และอ้างจารึกในถ้ำ 156 ว่าถ้ำนี้สร้างครั้งแรกในปี 695[12]
อีกองค์ที่มีชื่อเสียงคือหลวงพ่อใหญ่เล่อซาน มณฑลเสฉวน ซึ่งเป็นพระเมตไตรยนั่งห้อยพระบาทสลักจากหน้าผา เริ่มสร้างปี 713 เสร็จปี 803 พระภิกษุไห่ทงผู้ริเริ่มเลือกแบบจากพระพุทธรูปนั่งห้อยพระบาทสูงราวหนึ่งจั้งบนผาหินของวัดหนึ่งในเมืองเดียวกัน[18]
แบบที่ 3: พระอ้วน 布袋 (สมัยซ่งเป็นต้นมา)
แบบที่คุ้นตาที่สุดคือหลวงจีนศีรษะโล้น หน้ากลม ยิ้มกว้าง จีวรเปิดให้เห็นอกและพุง เท้าเปล่า ถือถุงผ้าใบใหญ่และสายประคำ ตัวอย่างเก่าที่มีชื่อเสียงคือรูปสลักหินที่เขาเฟยไหลเฟิง เมืองหางโจว สมัยซ่งใต้ ซึ่งนั่งพิงหินอยู่กลางกลุ่มพระอรหันต์[13] วิกิพีเดียภาษาจีนสรุปว่าคนจีนค่อย ๆ ปั้นพระเมตไตรยเป็นหลวงจีนอ้วนหัวโตหูใหญ่ หัวเราะกว้าง เปิดอกเปิดพุง นั่งขัดขา[14]

5. พระอ้วน 布袋 มาจากหลวงจีน 契此 ได้อย่างไร
ต้นแบบของพระอ้วนคือพระภิกษุชื่อ 契此 (แต้จิ๋ว ค่อยเช้ / จีนกลาง ชี่ฉื่อ — ชื่อฉายาของหลวงจีนถุงผ้า) แห่งเมืองเฟิ่งฮว่า ในเขตหนิงปัว มณฑลเจ้อเจียง ช่วงปลายราชวงศ์ถังต่อห้าราชวงศ์ บทความภาษาไทยบางชิ้นเขียนชื่อนี้ว่า "ชีฉื่อ"[5] เรื่องของท่านมีบันทึกในประวัติพระสองชุดที่รวบรวมสมัยซ่งเหนือ
บันทึกแรก: ประวัติพระภิกษุชั้นสูงฉบับซ่ง
ประวัติพระชุด 宋高僧传 (ประวัติพระภิกษุชั้นสูงที่รวบรวมสมัยซ่ง) เล่าว่าไม่มีใครรู้ตระกูลของท่าน บางคนว่าเป็นคนซื่อหมิง รูปร่างอ้วนเตี้ย คิ้วขมวด พุงโต พูดจาไม่แน่นอน นอนที่ไหนก็ได้ ใช้ไม้คานหาบถุงผ้าเข้าตลาด เห็นอะไรก็ขอ แม้แต่ผักดองหรือปลาเค็ม กินนิดหนึ่งแล้วแบ่งใส่ถุง คนจึงเรียกท่านว่า "อาจารย์ถุงผ้า"[9]
บันทึกเดียวกันว่าท่านเคยนอนกลางหิมะแต่ไม่มีหิมะเกาะตัว และใช้รองเท้าเป็นเครื่องบอกฟ้าฝน ถ้าแดดจะแรง ท่านจะใส่เกี๊ยะไม้ส้นสูงไปนอนชันเข่าบนสะพาน ถ้าฝนจะตก ท่านจะใส่รองเท้าฟางเปียก ชาวบ้านใช้ท่าทางของท่านทายอากาศ[9] ข้อความสำคัญที่สุดคือ
有偈云:"弥勒真弥勒,时人皆不识。"等句,人言慈氏垂迹也。
ท่านมีโศลกว่า "เมตไตรยคือเมตไตรยแท้ คนในยุคนี้ไม่มีใครรู้จัก" คนทั้งหลายจึงว่าท่านคือพระเมตไตรยที่มาปรากฏร่าง
ประโยคนี้บอกว่าตั้งแต่บันทึกแรก ความเชื่อว่าท่านเป็นร่างแปลงของพระเมตไตรยก็เป็น "คำที่คนพูดกัน" อยู่แล้ว ไม่ใช่ข้อสรุปของผู้รวบรวม บันทึกนี้ระบุว่าท่านสิ้นในช่วงศักราชเทียนฟู่ (ราว ค.ศ. 901–904) ชาวบ้านช่วยกันฝัง ต่อมามีคนเห็นท่านแบกถุงเดินอยู่ต่างเมือง และในแถบเจียงซู-เจ้อเจียงมีคนวาดรูปท่านไว้มาก[9]
บันทึกที่สอง: บันทึกการสืบทอดประทีปธรรมยุคจิ่งเต๋อ
บันทึกฝ่ายเซนชุด 景德传灯录 (รวบรวมราว ค.ศ. 1004–1007) เล่าเรื่องคล้ายกัน แต่เพิ่มบทสนทนาแบบเซนที่น่ารักมาก มีพระรูปหนึ่งถามว่า "ถุงผ้าคืออะไร" ท่านก็วางถุงลง ถามต่อว่า "แล้วสิ่งที่อยู่ใต้ถุงผ้าคืออะไร" ท่านก็แบกถุงขึ้นบ่าแล้วเดินจากไป[22] คำตอบที่ไม่ต้องพูดสักคำนี้ชวนให้คิดถึงการวางภาระลงให้เป็น และแบกขึ้นมาทำหน้าที่ต่อโดยไม่ยึดติด
บันทึกนี้ยังมีโศลกของท่านว่า "一钵千家饭,孤身万里游" แปลว่า "บาตรใบเดียวรับข้าวจากพันครัวเรือน ตัวคนเดียวท่องไปหมื่นลี้"[22] และเล่าวาระสุดท้ายว่า ในเดือนสาม ปีเจินหมิงที่สอง (ตรงกับ ค.ศ. 916) ท่านนั่งบนแผ่นหินใต้ระเบียงตะวันออกของวัด 岳林 (แต้จิ๋ว งักลิ้ม / จีนกลาง เยว่หลิน — ชื่อวัด) แล้วกล่าวโศลกสุดท้าย[22]
弥勒真弥勒,分身千百亿,时时示时人,时人自不识。
เมตไตรยคือเมตไตรยแท้ แบ่งกายได้นับไม่ถ้วน ปรากฏให้คนเห็นอยู่ทุกเวลา แต่คนก็ไม่รู้จักเอง
กล่าวจบท่านก็สิ้นอย่างสงบ หลังจากนั้นมีคนเห็นท่านแบกถุงเดินอยู่เมืองอื่น "于是四众竞图其像" คือพุทธบริษัทจึงแข่งกันวาดรูปท่าน และบันทึกว่าร่างทั้งร่างของท่านยังอยู่ในหอด้านตะวันออกของวัด[22]
จากหลวงจีนถุงผ้า สู่พระเมตไตรยหน้าวัด
ขั้นต่อไปปรากฏในหนังสือบันทึกเบ็ดเตล็ดสมัยซ่งใต้ชื่อ 鸡肋编 ซึ่งพิพิธภัณฑ์กู้กงยกมาว่า[4]
今世遂塑画其像为弥勒菩萨以事之。
คนในยุคนี้จึงปั้นและวาดรูปท่านเป็นพระเมตไตรยโพธิสัตว์เพื่อกราบไหว้
พิพิธภัณฑ์กู้กงสรุปว่าวัดต่าง ๆ สร้างรูปท่าน "แทนรูปพระเมตไตรยโพธิสัตว์ ตั้งไว้ที่ซุ้มประตูวัด เพื่อต้อนรับผู้ศรัทธา"[4] วิกิพีเดียภาษาจีนก็สรุปว่าหลังยุคห้าราชวงศ์ ความเชื่อว่าหลวงจีนถุงผ้าคือพระเมตไตรยมาเกิด ทำให้คนจีนเริ่มสร้างรูปพระเมตไตรยตามรูปลักษณ์ของท่าน[8]
รายละเอียดที่คนมักไม่รู้คือ บันทึกสองชุดแรกบรรยายใบหน้าท่านว่า "คิ้วขมวด" (蹙额) ไม่ได้บอกว่ายิ้ม[9][22] รอยยิ้มกว้างที่เห็นทุกวันนี้เป็นภาพที่ช่างรุ่นหลังสร้างขึ้น อย่างช้าที่สุดก็ปรากฏชัดในรูปสลักสมัยซ่งใต้ที่เฟยไหลเฟิง[13] ผู้เขียนตรวจข้อความพระสูตร 上生 และ 下生 ฉบับ CBETA แล้ว ไม่พบคำบรรยายว่าพระเมตไตรยพุงโตหรือหัวเราะเลย[1][2] รูปพระอ้วนจึงเป็นผลงานของศรัทธาจีน ไม่ใช่ของพระสูตร
6. พระอ้วนจีนไม่ใช่พระสังกัจจายน์ ต่างกันตรงไหน
เรื่องนี้ต้องพูดด้วยความเคารพทั้งสองฝ่าย บทความของ ดร.วีรชาติ นิ่มอนงค์ ในวารสารมหาจุฬาวิชาการ เริ่มจากข้อสังเกตว่าชาวพุทธไทยบางคนเชื่ออย่างสับสนว่าพระสังกัจจายน์ (พระอ้วนไทย) กับพระศรีอารยเมตไตรย (พระอ้วนจีน) เป็นองค์เดียวกัน[5]
พระสังกัจจายน์คือใคร
พระสังกัจจายน์คือพระมหากัจจายนะ พระสาวกในพุทธกาลผู้เชี่ยวชาญการอธิบายพระธรรมที่ตรัสโดยย่อให้พิสดาร บทความเดียวกันเล่าตำนานว่าเดิมท่านรูปงามมาก และมี "เรื่องแทรกเข้ามา" ว่าท่านเนรมิตกายให้อ้วนพุงพลุ้ยเพื่อตัดปัญหาที่รูปงามทำให้คนหลงใหล[5] ส่วนบทความในวารสารวลัยลักษณ์ตั้งข้อสังเกตว่าไม่มีเรื่องในคัมภีร์ที่ระบุว่าพระมหากัจจายนะมีรูปร่างอ้วน[10] ดร.วีรชาติยังเสนอข้อสันนิษฐานว่าชื่อ "สังกัจจายน์" อาจกร่อนมาจากชื่อวัดสังข์กระจายในฝั่งธนบุรี ซึ่งพบรูปพระมหากัจจายนะกับหอยสังข์ตอนขุดฐานโบสถ์ในสมัยรัชกาลที่ 1[5]
ทำไมสองพระอ้วนจึงปนกัน
ทั้งสององค์อ้วน ใบหน้าอิ่มเอิบ และถูกบูชาด้วยความหวังเรื่องความสุข งานภาคสนามที่วัดมัชฌิมภูมิ จังหวัดตรัง พบพระอ้วนองค์หนึ่งที่ฐานเขียนชัดว่า "พระศรีอริยเมตไตร" สร้างปี พ.ศ. 2532 โดยคนจีนในตลาดทับเที่ยง ส่วนองค์ใหม่หน้าวัดที่มีรูปแบบเดียวกัน คนในพื้นที่เรียกว่าพระสังกัจจายน์[10] ตัวอย่างนี้แสดงให้เห็นว่าชื่อเรียกเปลี่ยนไปตามผู้ดูแล ทั้งที่รูปทรงยังเป็นแบบจีน
ดูอย่างไรว่าเป็นองค์ไหน
| จุดสังเกต | พระสังกัจจายน์ (พระมหากัจจายนะ) | พระเมตไตรยแบบ 布袋 |
|---|---|---|
| เป็นใคร | พระสาวกในพุทธกาล[5] | พระโพธิสัตว์ผู้จะเป็นพระพุทธเจ้าองค์หน้า ในรูปหลวงจีนถุงผ้า[4] |
| ศีรษะ | มีผมสั้นแบบรูปพระสาวกทั่วไป[10] | ศีรษะโล้นเรียบ[10] |
| การครองจีวร | ห่มเฉียง มีสังฆาฏิพาดไหล่แบบพระพุทธรูปเถรวาท[5] | ครองจีวรเปิดด้านหน้า เห็นอกและพุง[5] |
| ของถือ | ไม่มีถุงผ้าเป็นเครื่องหมายประจำ | ถุงผ้าและสายประคำ[10][13] |
| ที่มาของเรื่อง | พระไตรปิฎกบาลีและอรรถกถา | ประวัติพระจีนสมัยซ่ง[9] |
แถว "ของถือ" ฝั่งพระสังกัจจายน์เป็นการสรุปจากการที่แหล่งข้างต้นไม่ได้กล่าวถึงถุงผ้า ถ้าเจอรูปที่ผสมลักษณะกัน ให้ดูศีรษะกับการครองจีวรเป็นหลัก
ข้อสรุปของงานวิชาการ ไม่ได้มีไว้ตำหนิใคร
ข้อสรุปของ ดร.วีรชาติมีความละเอียดอ่อนกว่าคำว่า "ถูก" หรือ "ผิด" บทความระบุว่าตามหลักฐานในพระไตรปิฎกและประวัติพระพุทธศาสนามหายานในจีน พระสังกัจจายน์กับพระศรีอารยเมตไตรยน่าจะเป็นคนละองค์กันจริง แต่ถ้ามองด้วยการตีความที่ยึดศรัทธาเป็นหลัก จะถือว่าเป็นคนละองค์หรือองค์เดียวกันก็ได้ โดยให้ความสำคัญกับจิตที่เป็นกุศลจากการบูชา[5]
ในแง่ข้อเท็จจริง พระอ้วนในวัดจีนคือพระเมตไตรย ไม่ใช่พระมหากัจจายนะ แต่คนที่ไหว้ด้วยใจดีงามไม่ได้ทำสิ่งที่น่าละอาย สิ่งที่ควรทำคือเรียกชื่อให้ถูกเมื่อไปวัดจีน
7. พระศรีอริยเมตไตรยในวิหาร 天王殿 ของวัดจีน
วัดจีนฝ่ายมหายานส่วนใหญ่มีวิหารหลังแรกถัดจากประตูวัด เรียกว่า 天王殿 (แต้จิ๋ว เทียงอ๊วงโต่ย / จีนกลาง เทียนหวังเตี้ยน — วิหารท้าวจตุโลกบาล) หรือเรียกอีกชื่อว่าวิหารพระเมตไตรย ตรงกลางเป็นรูปพระเมตไตรยหันหน้าออกประตู สองข้างเป็นท้าวจตุโลกบาลทั้งสี่ และด้านหลังพระเมตไตรยเป็นรูปพระเวทโพธิสัตว์ 韦驮 (แต้จิ๋ว อุ๊ยท้อ / จีนกลาง เหวยถัว — พระเวทโพธิสัตว์ ผู้พิทักษ์พระธรรม) หันหน้าเข้าหาวิหารใหญ่[14] วิหารนี้มีประตูหน้าและประตูหลัง คนจึงเดินผ่านเข้าไปสู่ลานด้านใน[14]
ทำไมพระเมตไตรยจึงนั่งหน้าสุด
วิกิพีเดียภาษาจีนอธิบายว่าวิหารแบบนี้พบในวัดสายสุขาวดีก่อน ซึ่งเป็นสายที่บูชาพระอมิตาภพุทธเจ้า ส่วนวัดฝ่ายเซนเดิมไม่ได้ประดิษฐานพระเมตไตรย จนหลังสมัยซ่งเหนือและซ่งใต้ ซึ่งพุทธศาสนาจีนนิยมปฏิบัติเซนควบคู่กับสุขาวดี วิหารแบบนี้จึงแพร่ไปเกือบทุกวัด[14] คำอธิบายนี้เป็นข้อสรุปจากหนังสือสถาปัตยกรรมพุทธจีน ยังไม่พบเอกสารชั้นต้นที่บอกปีที่เริ่มวางพระอ้วนไว้ตรงนี้
ส่วนความหมายที่เล่ากันในหมู่ผู้ศรัทธาคือ พระเมตไตรยยิ้มต้อนรับทุกคนที่มาถึงประตู ส่วนพระเวทโพธิสัตว์ยืนเฝ้าพระธรรมด้านใน ซึ่งสอดคล้องกับที่พิพิธภัณฑ์กู้กงบอกว่ารูปพระเมตไตรยถูกวางไว้ที่ประตูวัดเพื่อต้อนรับผู้ศรัทธา[4] อ่านเรื่องผู้พิทักษ์ด้านหลังเพิ่มได้ในบทความพระเวทโพธิสัตว์ เหวยถัว
ท้าวจตุโลกบาลรอบตัว
วิกิพีเดียภาษาจีนสรุปของถือแบบจีนของท้าวจตุโลกบาลไว้ว่า ทิศตะวันออกถือพิณผีผา ทิศใต้ถือดาบ ทิศตะวันตกถืองูหรือมังกร และทิศเหนือถือฉัตร[14] องค์ทิศเหนือคือท้าวเวสสุวรรณแบบจีน ส่วนฝ่ายเต๋าก็มีผู้พิทักษ์ประตูของตัวเอง เช่นหวังหลิงกวน เทพธรรมบาลเฝ้าประตูวัด
บางวัดที่ชูพระเมตไตรยเป็นพิเศษสร้างวิหารแยกอีกหลัง เช่นวัดบนเขา 雪窦 (แต้จิ๋ว เสาะโต๋ว / จีนกลาง เสวี่ยโต้ว — ชื่อภูเขาในเมืองหนิงปัว)[23] ส่วนวัดจีนในไทย ผู้เขียนยังไม่พบเอกสารที่สำรวจวิหารหน้าโดยตรง จึงไม่ขอระบุชื่อวัด
8. ความเชื่อและการขอพร: พระศรีอริยเมตไตรยช่วยเรื่องอะไร
ตามพระสูตร พระเมตไตรยไม่ใช่เทพประจำเรื่องโชคลาภหรือคู่ครอง แต่เป็นที่พึ่งทางใจในสามความหมาย คือครูที่ผู้ศรัทธาอยากไปเกิดใกล้ ความหวังถึงโลกที่ดีกว่า และในรูปพระอ้วน คือตัวอย่างของใจกว้างที่ปล่อยวางได้
สาย 上生: ตั้งใจไปเกิดใกล้พระเมตไตรย
พระสูตร 上生 สอนว่าผู้ที่อยากเป็นศิษย์ของพระเมตไตรยควรถือศีลห้า ถือศีลแปด ทำกุศลกรรมบถสิบ และระลึกถึงสวรรค์ดุสิต[1] พระสูตรยังกล่าวถึงอานิสงส์ของการเอ่ยพระนาม
若一念顷称弥勒名,此人除却千二百劫生死之罪。
หากผู้ใดเอ่ยนามพระเมตไตรยแม้ชั่วขณะจิตเดียว ผู้นั้นจะพ้นจากบาปแห่งการเวียนว่ายตลอดหนึ่งพันสองร้อยกัป
ข้อความนี้เป็นคำสอนทางศาสนาที่ให้กำลังใจผู้ปฏิบัติ พระสูตรเดียวกันยังบอกว่าแม้ไม่ได้ไปเกิดบนสวรรค์ ก็จะได้พบท่านใต้ต้นหลงหัวในอนาคต[1] หัวใจของสายนี้จึงอยู่ที่ศีลและการทำดี ไม่ใช่การท่องชื่อแทนการปฏิบัติ
สาย 下生: ความหวังถึงโลกที่ไม่มีความโลภ
โลกในพระสูตรสาย 下生 คือโลกที่ทรัพย์สมบัติวางอยู่บนพื้นโดยไม่มีใครแย่งชิง[2] การรอพระเมตไตรยจึงหมายถึงความหวังว่าความเบียดเบียนจะหมดไป ตรงกับภาพยุคพระศรีอาริย์ที่คนไทยคุ้นเคย[6]
พระอ้วน: ความสุข ใจกว้าง และความเป็นมงคล
ดร.วีรชาติเล่าว่าตั้งแต่สมัยซ่ง รูปพระเมตไตรยแบบพระอ้วนถูกใช้ในศิลปะและประเพณีจีนเป็นสัญลักษณ์ของความสุขสมหวัง ใช้เป็นภาพอวยพรให้กัน[5] แต่ถ้าพูดถึงการขอโชคลาภทางการค้าโดยตรง ธรรมเนียมจีนมีเทพเฉพาะอยู่แล้ว คือไฉ่ซิงเอี๊ย เทพเจ้าโชคลาภ
ศรัทธาเป็นกำลังใจ ไม่ใช่ทางลัดแทนความรับผิดชอบ ไหว้พระเมตไตรยแล้วยังต้องทำงานและดูแลคนรอบตัวเหมือนเดิม
เมื่อชื่อพระเมตไตรยถูกใช้ในการเมือง
เพราะพระเมตไตรยคือ "ผู้ที่จะมาเปลี่ยนโลก" ชื่อของท่านจึงถูกหยิบไปอ้างในการเมืองจีนหลายครั้ง ตารางนี้รวมเฉพาะเหตุการณ์ที่ตรวจข้อความในพงศาวดารได้
| ปี ค.ศ. | เหตุการณ์ | หลักฐาน |
|---|---|---|
| 610 | วันขึ้นปีใหม่ คนหลายสิบคนแต่งชุดขาว ถือธูปและดอกไม้ อ้างตนเป็นพระเมตไตรย บุกประตูเจี้ยนกั๋ว ถูกปราบ | พงศาวดารสุย[24] |
| 613 | ซ่งจื่อเสียน และต่อมาพระภิกษุเซี่ยงไห่หมิง ต่างอ้างว่าพระเมตไตรยมาเกิดแล้วก่อการ | พงศาวดารสุย[25] |
| 690 | กลุ่มของเซวียหวยอี้อ้างว่าพระนางอู่เจ๋อเทียนคือพระเมตไตรยลงมาเกิด | พงศาวดารถังฉบับเก่า[26] |
| 715 | ราชโองการสมัยถังเสวียนจงห้ามผู้ "แต่งขาวไว้ผมยาว อ้างว่าพระเมตไตรยลงมาเกิด" | ตัวราชโองการ[27] และงานศึกษา[28] |
| 1351 | หานซานถงประกาศว่า "ใต้หล้าจะวุ่นวาย พระเมตไตรยจะลงมาเกิด" จุดชนวนกบฏโพกผ้าแดง | พงศาวดารหยวน[29] |
กรณีพระนางอู่เจ๋อเทียนยังมีข้อถกเถียง นักประวัติศาสตร์จีน ซุนอิงกัง ชี้ว่าพระนางใช้ฐานันดร "จักรพรรดิกงล้อทอง" ซึ่งสื่อถึงพระเจ้าจักรพรรดิราชตามคติพุทธนานถึงเจ็ดปี ขณะที่ฐานันดรที่มีคำว่า 慈氏 ใช้อยู่ไม่นานก็ถูกตัดออก จึงเห็นว่าพระนางเน้นภาพจักรพรรดิราชมากกว่าภาพพระเมตไตรย[30]
ข้อควรจำคือทุกเหตุการณ์ในตารางเป็นการ "อ้างชื่อ" พระเมตไตรย ราชโองการปี 715 เองก็เปิดด้วยการแยกพุทธธรรมที่ถูกต้องออกจากลัทธินอกทาง และตำหนิผู้ที่ทำนายภัยและโชคลางอย่างเลื่อนลอย[27] ฝั่งไทยก็มีประวัติคล้ายกัน งานวิชาการระบุว่ากบฏผีบุญในภาคอีสานและภาคเหนือช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ใช้แนวคิดโลกพระศรีอาริย์ในการลุกฮือ[10] ถ้าเจอ "คำทำนาย" ว่าใครคือพระศรีอริยเมตไตรยมาเกิด จึงควรฟังด้วยความระมัดระวัง
9. วันสำคัญของพระศรีอริยเมตไตรย 2026–2028
พระสูตรไม่ได้ระบุวันเกิดของพระเมตไตรยเป็นวันตามปฏิทินจันทรคติจีน วันที่คนจีนยุคปัจจุบันเรียกว่า "วันประสูติพระเมตไตรย" คือวันที่ 1 เดือน 1 ซึ่งตรงกับวันตรุษจีนพอดี วันนี้พบในปฏิทินของสื่อพุทธจีน[15] และในเว็บไซต์ร้านพระพุทธรูปที่ไม่ได้บอกที่มา[31] จึงควรถือเป็นธรรมเนียมของยุคหลัง ไม่ใช่วันที่พระสูตรกำหนด
| วัน | จันทรคติจีน | 2026 | 2027 | 2028 | ที่มา |
|---|---|---|---|---|---|
| วันประสูติพระเมตไตรย ตามปฏิทินพุทธจีนยุคใหม่ | เดือน 1 วันที่ 1 (正月初一) | 17 ก.พ. 2026 | 6 ก.พ. 2027 | 26 ม.ค. 2028 | ปฏิทินสื่อพุทธจีน ไม่พบในพระสูตร[15] |
| งานระลึกหลวงจีนถุงผ้าที่วัดหลงหัว (วันเดิม) | เดือน 3 วันที่ 3 (三月初三) | 19 เม.ย. 2026 | 9 เม.ย. 2027 | 28 มี.ค. 2028 | ข้อมูลมรดกภูมิปัญญาของจีน[16] |
| งานวัดหลงหัว (วันหลักตั้งแต่สมัยชิง) | เดือน 3 วันที่ 15 (三月十五) | 1 พ.ค. 2026 | 21 เม.ย. 2027 | 9 เม.ย. 2028 | ข้อมูลมรดกภูมิปัญญาของจีน[16] |
งานวัดหลงหัวที่เซี่ยงไฮ้เกิดจากพิธีระลึกถึงหลวงจีนถุงผ้า เพราะวัดหลงหัวถือว่าเป็นสถานที่ของพระเมตไตรย ต่อมาในสมัยหมิงกลายเป็นงานใหญ่ที่รวมพิธีกรรม การค้า และมหรสพ และได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาระดับชาติของจีนในปี 2008[16] เดือนสามยังตรงกับเดือนที่บันทึกการสืบทอดประทีปธรรมระบุว่าท่านมรณภาพ[22]
พระสูตร 上生 ยังเอ่ยถึง "二月十五日" ว่าเป็นวันที่ท่านละร่างไปสวรรค์ดุสิต[1] แต่เป็นการนับเดือนแบบอินเดีย และไม่พบว่าวัดจีนถือเป็นวันฉลอง จึงไม่ใส่ไว้ในตาราง
10. วิธีไหว้พระศรีอริยเมตไตรยและพระนามที่ใช้
ผู้เขียนไม่พบเอกสารของวัดหรือสถาบันพุทธศาสนาที่กำหนดของไหว้หรือจำนวนธูปสำหรับพระเมตไตรยโดยเฉพาะ สิ่งที่มีหลักฐานคือคำแนะนำในพระสูตร ส่วนจำนวนธูปเป็นธรรมเนียมทั่วไปที่แต่ละบ้านและแต่ละวัดถือต่างกัน อ่านแนวคิดเรื่องนี้เพิ่มได้ในคู่มือไหว้พระไหว้เจ้าใช้ธูปกี่ดอก
สิ่งที่พระสูตรแนะนำ
พระสูตร 上生 กล่าวถึงผู้ที่สร้างรูปพระเมตไตรยและบูชาด้วยเครื่องสักการะไว้ว่า[1]
造立形像,香花、衣服、缯盖、幢幡,礼拜系念。
สร้างรูปเคารพ บูชาด้วยธูปและดอกไม้ ผ้า ฉัตร และธงประดับ กราบไหว้และตั้งจิตระลึกถึง
พระสูตรเดียวกันให้ความสำคัญกับการรักษาศีลห้า ศีลแปด และกุศลกรรมบถสิบ มากกว่าเครื่องบูชา[1] ถ้าจะสรุปเป็นวิธีปฏิบัติ ก็คือสำรวมกายใจ กราบด้วยความเคารพ ระลึกถึงความเมตตาของท่าน และตั้งใจทำความดีต่อ
พระนามที่ใช้กันทั่วไป
พระนามยกย่องที่ใช้กันแพร่หลายในจีนคือ[8]
| อักษรจีน | พินอิน | อ่านแบบจีนกลาง | ความหมาย |
|---|---|---|---|
| 当来下生弥勒尊佛 | dāng lái xià shēng Mílè zūn fó | ตังไหลเซี่ยเซิงหมีเล่อจุนฝอ | พระเมตไตรยผู้ประเสริฐ ผู้จะเสด็จลงมาเกิดในภายหน้า |
พระนามนี้เป็นคำเรียกยกย่อง ไม่ใช่บทสวดที่พระสูตรกำหนด ผู้เขียนยังไม่พบตำราสวดของวัดที่ระบุบทสวดเฉพาะของพระเมตไตรย จึงไม่ขอเขียนคาถาหรือบทสวดอื่นที่ไม่มีแหล่งยืนยัน สิ่งที่พระสูตรพูดถึงคือ "การเอ่ยพระนาม" ด้วยใจที่ระลึกถึงท่าน[1]
ประเพณีของผู้ศรัทธาในจีน
ในวันระลึกถึงหลวงจีนถุงผ้าที่วัดหลงหัว ชาวบ้านนิยมไปจุดธูปดอกแรกของวัน ปล่อยสัตว์ และถวายของ[16] ส่วนการลูบพุงพระอ้วนวนตามเข็มนาฬิกาสามรอบเป็นวิธีบูชาพระสังกัจจายน์ที่เล่ากันในไทย[5] ไม่พบว่าเป็นธรรมเนียมของวัดจีน ถ้าไปไหว้ในวิหารของวัดจีน จึงควรไหว้ตามที่วัดนั้นจัดไว้ และไม่สัมผัสรูปเคารพโดยไม่ได้รับอนุญาต
11. พระศรีอริยเมตไตรยในไทยและชุมชนจีน
ในสังคมไทย ความเชื่อเรื่องพระศรีอาริย์มีบทบาทกว้างกว่าการไหว้รูปเคารพมาก มีวิทยานิพนธ์ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่ศึกษาตำนานพระศรีอาริย์ในสังคมไทยโดยตรง ทั้งการสร้างสรรค์ตำนานและบทบาทของตำนานในสังคม[32] และบทความในวารสารวลัยลักษณ์ชี้ว่าพุทธศาสนาทุกนิกายต่างพูดถึงพระศรีอาริย์ในฐานะพระพุทธเจ้าองค์ถัดไป[10]
อนุตตรธรรมกับพระศรีอาริย์
อีกกลุ่มที่ผูกกับพระเมตไตรยในไทยโดยตรงคืออนุตตรธรรม ซึ่งมูลนิธิในไทยเขียนชื่อจีนว่า "อี๋ก้วนเต้า" งานของขวัญตา หนูปล้อง และเจษฎา บัวบาน ระบุว่าแนวคิดเรื่องพระศรีอริยเมตไตรยเป็นตัวขับเคลื่อนองค์กรนี้ บทสวดสำคัญของกลุ่มคือ "หมีเล่อเจินจิง" และกลุ่มน่าจะเข้าสู่ไทยหลังปี ค.ศ. 1950[10] ศูนย์กลางในไทยแห่งหนึ่งคือมูลนิธิศูนย์กลางอี๋ก้วนเต้า-อนุตตรธรรมไทย ย่านบางแค[10]
ผู้เขียนบทความนั้นย้ำว่าอนุตตรธรรมเป็นขบวนการทางศาสนาใหม่ ซึ่งเป็นคนละกระแสกับความเชื่อเรื่องโลกพระศรีอาริย์ที่มีมานานในพุทธศาสนากระแสหลัก[10] สถานธรรมที่มีพระอ้วนจึงไม่จำเป็นต้องเป็นวัดจีนฝ่ายมหายานเสมอไป
ส่วนกรณีวัดมัชฌิมภูมิ จังหวัดตรัง ที่เล่าไว้ในหัวข้อ 6 งานชิ้นเดียวกันยังบันทึกว่าข้างวัดมีศาลเจ้าตั้งอยู่คู่กัน สะท้อนการปรับตัวของคนจีนที่รับพุทธศาสนาแบบไทยโดยไม่ทิ้งความเชื่อเดิม[10]
ชาวแต้จิ๋วเรียกท่านว่าอะไร
ในสำเนียงแต้จิ๋วแบบเท่งไฮ้ 弥勒佛 อ่านว่า "นี้เล็กฮุก" และ 弥勒菩萨 อ่านว่า "นี้เล็กผ่อสัก"[11] ส่วนบทความภาษาไทยหลายชิ้นใช้เสียงจีนกลางว่า "หมีเล่อฝอ"[5] ผู้เขียนยังไม่พบแหล่งที่ระบุวัดแต้จิ๋วในไทยที่มีพิธีเฉพาะของพระเมตไตรย จึงไม่ขอยกตัวอย่างวัดใด
12. ศาสนสถานสำคัญของพระศรีอริยเมตไตรยในจีน
ตารางนี้เลือกสถานที่ที่มีหลักฐานผูกกับพระเมตไตรยชัดเจน ลิงก์แผนที่ใช้พิกัดระบบ GCJ-02 ของ AMAP ซึ่งแผนที่ในจีนใช้ จึงอาจคลาดจากแผนที่สากลเล็กน้อย
| สถานที่ | เมือง | ทำไมสำคัญ | แผนที่ |
|---|---|---|---|
| ถ้ำหยุนกัง ถ้ำ 17 (云冈石窟第17窟) | ต้าถง มณฑลซานซี | พระโพธิสัตว์นั่งไขว่ข้อเท้าองค์ใหญ่สมัยเว่ยเหนือ[17] | เปิดแผนที่ AMAP |
| ถ้ำโม่เกา ถ้ำ 96 (莫高窟第96窟) | ตุนหวง มณฑลกานซู่ | พระเมตไตรยนั่งห้อยพระบาทสูง 35.5 เมตร ใหญ่ที่สุดในตุนหวง[12] | เปิดแผนที่ AMAP |
| ถ้ำกู่หยาง หลงเหมิน (龙门石窟古阳洞) | ลั่วหยาง มณฑลเหอหนาน | จารึกปี 495 ที่ระบุว่าสร้างรูปพระเมตไตรย[7] | เปิดแผนที่ AMAP |
| หลวงพ่อใหญ่เล่อซาน (乐山大佛) | เล่อซาน มณฑลเสฉวน | พระเมตไตรยนั่งห้อยพระบาทสลักหน้าผา สร้างปี 713–803[18] | เปิดแผนที่ AMAP |
| วัดหลงหัว (龙华寺) | เซี่ยงไฮ้ | ถือกันว่าเป็นสถานที่ของพระเมตไตรย งานวัดเป็นมรดกภูมิปัญญาระดับชาติ[16] | เปิดแผนที่ AMAP |
| พระอ้วนแกะหินที่เฟยไหลเฟิง (飞来峰) | หางโจว มณฑลเจ้อเจียง | พระเมตไตรยแบบ 布袋 สลักหินสมัยซ่งใต้[13] | เปิดแผนที่ AMAP |
| วัดเยว่หลิน (岳林禅寺) | เฟิ่งฮว่า เมืองหนิงปัว | วัดที่บันทึกเซนระบุว่าหลวงจีนถุงผ้ามรณภาพ[22] วัดปัจจุบันสร้างใหม่ ไม่ใช่ที่ตั้งเดิม[33] | เปิดแผนที่ AMAP |
| วัดเสวี่ยโต้วซานจือเซิ่ง (雪窦山资圣禅寺) | เฟิ่งฮว่า เมืองหนิงปัว | ถูกเสนอเป็นแหล่งแสวงบุญพระเมตไตรยตั้งแต่ปี 1932 มีพระอ้วนกลางแจ้งสูง 56.74 เมตร[23] | เปิดแผนที่ AMAP |
การเรียกเขาเสวี่ยโต้วว่า "ภูเขาศักดิ์สิทธิ์แห่งที่ห้า" เป็นข้อเสนอยุคใหม่ของพระไท่ซวีในปี 1932 ที่ได้รับการสนับสนุนในปี 1987 พระอ้วนสำริดองค์ใหญ่เปิดเมื่อปี 2008[23] จึงไม่ใช่ประเพณีเก่าแก่
13. ความเชื่อกับหลักฐาน: เรื่องไหนจริง เรื่องไหนเล่าต่อกันมา
เรื่องพระเมตไตรยมีทั้งพระสูตร ประวัติศาสตร์ และความเชื่อพื้นบ้านปนกัน ตารางนี้แยกให้เห็นว่าแต่ละเรื่องอยู่ในระดับใด แนวเดียวกับที่บทความเรื่องกวนอิมประทานบุตร มีจริงในพระสูตรหรือแค่นิทาน ใช้ตรวจความเชื่อเรื่องพระโพธิสัตว์อีกองค์
| เรื่องที่ได้ยิน | สถานะ | คำอธิบาย |
|---|---|---|
| พระอ้วนในวัดจีนคือพระสังกัจจายน์ | ไม่ตรงหลักฐาน | พระอ้วนจีนคือพระเมตไตรย พระสังกัจจายน์คือพระมหากัจจายนะ[5][10] |
| พระอ้วนคือรูปดั้งเดิมของพระเมตไตรย | ไม่ใช่ | รูปเก่าสุดเป็นพระโพธิสัตว์ทรงมงกุฎ[7] พระอ้วนเกิดหลังห้าราชวงศ์[4] |
| หลวงจีนถุงผ้ามีตัวตนจริง | มีบันทึก | ปรากฏในประวัติพระสองชุดที่รวบรวมสมัยซ่งเหนือ[9][22] |
| หลวงจีนถุงผ้าคือร่างแปลงของพระเมตไตรย | ความเชื่อทางศาสนา | บันทึกแรกเขียนว่า "คนทั้งหลายว่า" ไม่ได้ยืนยันเอง[9] |
| พระอ้วนยิ้มมาตั้งแต่แรก | ไม่ตรงบันทึก | บันทึกสองชุดแรกบรรยายว่าคิ้วขมวด[9][22] |
| หลวงจีนถุงผ้าสิ้นปี 917 | บันทึกขัดกัน | ฉบับแรกว่าช่วงศักราชเทียนฟู่ (901–904)[9] บันทึกเซนในพระไตรปิฎกฉบับไทโชเขียนปีเจินหมิงที่สอง ซึ่งเป็นปีปิ่งจื่อ (916) ส่วนฉบับสมัยหมิงพิมพ์เป็นปีที่สาม (917)[22] เว็บจีนส่วนใหญ่ใช้ปี 917[33] |
| โศลก "化身千百亿" | ถ้อยคำเพี้ยน | บันทึกเซนเขียน "分身千百亿"[22] รูป "化身" พบในแหล่งยุคหลัง เช่นวิกิพีเดียภาษาจีน[8] |
| วันเกิดคือวันตรุษจีน | ไม่พบในพระสูตร | พบในปฏิทินสื่อพุทธและเว็บร้านพระ[15][31] |
| พระศรีอาริย์จะมาในอีก 5,670 ล้านปี | ไม่ตรงตัวอักษรพระสูตร | พระสูตรเขียน "五十六亿万岁"[1] ตัวเลข 5,670 ล้านปีเป็นตัวเลขที่ใช้อธิบายกันในปัจจุบัน เช่นในเว็บสถาบันวิจัยตุนหวง[12] |
| ต้นกากะทิงคือต้นหลงหัวในพระสูตรจีน | ยังไม่พบหลักฐาน | แหล่งทั้งสองฝั่งไม่ได้บอกว่าเป็นพืชชนิดเดียวกัน[6][2] |
เรื่องที่คนไทยมักเข้าใจผิด
นอกจากเรื่องพระสังกัจจายน์ หลายคนคิดว่าพระศรีอาริย์ของไทยกับพระเมตไตรยของจีนเป็นคนละองค์เพราะหน้าตาไม่เหมือนกัน ความจริงคือเป็นองค์เดียวกันที่ศิลปะแต่ละถิ่นตีความต่างกัน[3][2] และพระสูตรที่ตรวจแล้วก็ไม่ได้สอนให้ไหว้ท่านเพื่อขอโชคลาภ แต่เน้นศีล การทำดี และการระลึกถึงท่าน[1]
คำถามที่พบบ่อยเรื่องพระศรีอริยเมตไตรย
พระศรีอริยเมตไตรยคือใคร
พระศรีอริยเมตไตรยคือพระโพธิสัตว์ที่จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าองค์ถัดจากพระศากยมุนี ภาษาจีนเรียก 弥勒菩萨 พระสูตรจีนว่าปัจจุบันท่านประทับบนสวรรค์ชั้นดุสิต[1] และพระไตรปิฎกบาลีพยากรณ์ว่าท่านจะตรัสรู้เมื่อมนุษย์มีอายุ 80,000 ปี[3]
พระอ้วนในวัดจีนคือพระสังกัจจายน์ใช่ไหม
ไม่ใช่ พระอ้วนในวัดจีนคือพระเมตไตรยในรูปหลวงจีนถุงผ้า 布袋 ส่วนพระสังกัจจายน์คือพระมหากัจจายนะ พระสาวกในพุทธกาล จุดสังเกตคือพระอ้วนจีนศีรษะโล้นและเปิดพุง ส่วนพระสังกัจจายน์ห่มจีวรเฉียงแบบพระเถรวาท[5][10]
พระศรีอริยเมตไตรยช่วยเรื่องอะไร
ตามพระสูตร ท่านเป็นที่พึ่งทางใจของผู้ที่อยากไปเกิดใกล้ท่านและอยากพบโลกที่ไม่มีความโลภ ไม่ได้เป็นเทพประจำเรื่องโชคลาภ[1][2] ส่วนรูปพระอ้วนเป็นสัญลักษณ์ของความสุขและความใจกว้างในวัฒนธรรมจีน[5]
ไหว้พระศรีอริยเมตไตรยอย่างไร ใช้ธูปกี่ดอก
ไม่พบเอกสารของวัดที่กำหนดจำนวนธูปสำหรับพระเมตไตรยโดยเฉพาะ พระสูตรกล่าวถึงการบูชาด้วยธูป ดอกไม้ ผ้า ฉัตร ธง การกราบ และการระลึกถึงท่าน และเน้นการรักษาศีลมากกว่าเครื่องบูชา[1]
วันเกิดพระศรีอริยเมตไตรยคือวันไหน
คนจีนยุคปัจจุบันถือวันที่ 1 เดือน 1 ตามจันทรคติ ตรงกับวันตรุษจีน คือ 17 ก.พ. 2026, 6 ก.พ. 2027 และ 26 ม.ค. 2028 แต่วันนี้มาจากปฏิทินยุคหลัง ไม่พบในพระสูตร[15]
พระศรีอริยเมตไตรยมีบทสวดไหม
พระนามยกย่องที่ใช้กันแพร่หลายคือ 当来下生弥勒尊佛 อ่านแบบจีนกลางว่า ตังไหลเซี่ยเซิงหมีเล่อจุนฝอ[8] พระสูตรสอนให้เอ่ยพระนาม แต่ยังไม่พบตำราสวดของวัดที่กำหนดบทสวดเฉพาะ[1]
คำทำนายเรื่องพระศรีอริยเมตไตรยว่าอย่างไร
พระสูตรจีนทำนายว่าท่านจะลงมาเกิด ออกบวช ตรัสรู้ใต้ต้นหลงหัว แล้วแสดงธรรมสามครั้งใหญ่[2] ฝั่งบาลีว่าท่านจะตรัสรู้เมื่อมนุษย์อายุ 80,000 ปี และพระเจ้าสังขะจะออกบวชกับท่าน[3]
ทำไมพระศรีอริยเมตไตรยบางองค์ทรงมงกุฎ บางองค์เป็นพระอ้วน
รูปทรงมงกุฎนั่งไขว่ข้อเท้าเป็นแบบเก่าสุดในจีน หมายถึงท่านขณะเป็นพระโพธิสัตว์บนสวรรค์ดุสิต[7] ส่วนพระอ้วนเป็นแบบที่เกิดหลังยุคห้าราชวงศ์ จากความเชื่อว่าหลวงจีนถุงผ้าคือร่างแปลงของท่าน[4]
แหล่งอ้างอิง
- 佛说观弥勒菩萨上生兜率天经 (T0452, 沮渠京声译) — CBETA ผ่าน Tripitaka Zensoul 禅心学苑
- 佛说弥勒下生成佛经 (T0454, 鸠摩罗什译) — CBETA ผ่าน Tripitaka Zensoul 禅心学苑
- Cakkavatti Sutta: The Wheel-turning Emperor (DN 26), tr. Thanissaro Bhikkhu — Access to Insight
- 契此 — 故宫博物院 (พิพิธภัณฑ์พระราชวังกู้กง)
- วีรชาติ นิ่มอนงค์, พุทธญาณวิทยากับภูมิปัญญาไทยเรื่องพระสังกัจจายน์กับพระศรีอารยเมตไตรยอนาคตพุทธเจ้า — วารสารมหาจุฬาวิชาการ ปีที่ 5 ฉบับที่ 1 (2561)
- พระศรีอริยเมตไตรย — วิกิพีเดียภาษาไทย
- 太和十九年十一月长乐王丘穆陵亮夫人尉迟为亡息牛橛造弥勒像记 (牛橛造像记, ถ้ำกู่หยาง หลงเหมิน) — 网易 จาก 中国书法网
- 彌勒菩薩 — วิกิพีเดียภาษาจีน
- 宋高僧传 卷21 唐明州奉化县契此传 (T2061) — CBETA ผ่าน Tripitaka Zensoul 禅心学苑
- ขวัญตา หนูปล้อง และ เจษฎา บัวบาน, อนุตตรธรรม: ขบวนการเคลื่อนไหวทางศาสนาใหม่ที่ไม่ต้องอ้างวิทยาศาสตร์ — Walailak Abode of Culture Journal ปีที่ 20 ฉบับที่ 2 (2020)
- 弥 (และคำอ่านแต้จิ๋วอื่นในบทความ) — 潮州母语 Mogher.com พจนานุกรมสำเนียงแต้จิ๋ว
- 莫高窟第96窟 — 敦煌研究院 (สถาบันวิจัยตุนหวง)
- 司开国, 杭州飞来峰第68号龛造像的人间意蕴 (阅江学刊 2009) — 道客巴巴
- 天王殿 — วิกิพีเดียภาษาจีน (อ้างหนังสือ 张驭寰 2012 และ 梓岩 2012)
- 正月初一・弥勒圣诞 — 中华网佛学
- 庙会(上海龙华庙会)— 中国非物质文化遗产网
- 雲岡石窟 — วิกิพีเดียภาษาจีน
- 乐山大佛(组图)— 沈阳日报 ผ่าน 搜狐新闻
- 中阿含经 卷13 说本经 (T0026, 瞿昙僧伽提婆译) — CBETA ผ่าน Tripitaka Zensoul 禅心学苑
- 佛说弥勒下生成佛经 佛说弥勒来时经(赵城金藏零卷)— 上海博物馆
- Bodhisattva (Maitreya) with crossed ankles, Northern Wei, ca. 470–80 (22.134) — The Metropolitan Museum of Art
- 景德传灯录 卷27 (T2076) — CBETA ผ่าน Tripitaka Zensoul 禅心学苑
- 露天弥勒大佛——布袋弥勒容天下 — 搜狐
- 隋书 卷3 炀帝纪上 — วิกิซอร์ซภาษาจีน
- 隋书 卷23 五行志下 — วิกิซอร์ซภาษาจีน
- 旧唐书 卷183 外戚传 (薛怀义) — วิกิซอร์ซภาษาจีน
- 禁断妖讹等敕 (苏颋, จาก 全唐文 卷254) — วิกิซอร์ซภาษาจีน
- 姚潇鸫, 唐玄宗《禁断妖讹等敕》研究 — 道客巴巴
- 元史 卷42 顺帝纪 — วิกิซอร์ซภาษาจีน
- 孙英刚:武则天是宣扬自己弥勒下生吗 — 网易
- 哪一天是弥勒佛圣诞日 — 大庄严佛像厂 (เว็บไซต์ร้านพระพุทธรูป)
- อภิลักษณ์ เกษมผลกูล, ตำนานพระศรีอาริย์ในสังคมไทย: การสร้างสรรค์และบทบาท — คลังข้อมูลดิจิทัล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
- 岳林寺 — 搜狗百科
