ทุกครั้งที่ผมพาลูก ๆ ไปเที่ยวเมืองจีน ผมมักหยิบเรื่องของ หวง กวางอวี้ ขึ้นมาเล่าให้ฟังเสมอ เพราะเขาเป็นคนแซ่อึ้งเชื้อสายแต้จิ๋วเหมือนตระกูลเรา อายุมากกว่าผมเพียง 1 ปี และเป็นตัวอย่างที่จับต้องได้ว่าคนที่ไม่ได้เกิดมาบนกองเงินกองทองสามารถไต่เต้าจนถึงจุดสูงสุดได้จริง ก่อนที่ทุกอย่างจะพังทลายลงต่อหน้าต่อตาคนทั้งประเทศ ไม่ใช่พล็อตหนัง แต่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงในยุคเดียวกับที่เราหายใจอยู่
หวง กวางอวี้ (Huang Guangyu : 黄光裕) หรือที่คนแต้จิ๋วออกเสียงว่า อึ้งกวงยู่ คือชาวจีนแต้จิ๋วแซ่อึ้งจากเฉาโจว (Chaozhou : 潮州) ผู้ก่อตั้งกั๋วเหม่ย (GOME : 国美电器) อาณาจักรค้าปลีกเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดของจีน และเคยครองตำแหน่งมหาเศรษฐีอันดับ 1 ของจีนแผ่นดินใหญ่ถึง 3 ครั้งในปี 2004, 2005 และ 2008 ก่อนจะถูกจำคุก 14 ปีในคดีอินไซเดอร์เทรดดิ้งและติดสินบน แล้วสูญเสียอำนาจควบคุมกิจการที่ตัวเองสร้างมาเกือบ 40 ปีไปในที่สุด
ประเด็นสำคัญ
- เกิดปี 1969 ที่หมู่บ้านในเฉาหยาง เมืองซัวเถา มณฑลกวางตุ้ง ครอบครัวยากจนถึงขั้นต้องเก็บเศษเหล็กขาย
- เริ่มต้นด้วยเงินเพียง 400 หยวนที่แม่เย็บซ่อนไว้ในกางเกงใน ก่อนเปิดร้านกั๋วเหม่ยแห่งแรกปี 1987
- ขึ้นเป็นมหาเศรษฐีอันดับ 1 ของจีน 3 สมัย ปี 2004, 2005 และ 2008 ด้วยทรัพย์สินสูงสุดราว 43,000 ล้านหยวน
- ถูกจับกุมปี 2008 ด้วยคดีอินไซเดอร์เทรดดิ้ง ประกอบธุรกิจการเงินผิดกฎหมาย และติดสินบนเจ้าหน้าที่รัฐ
- ถูกตัดสินจำคุก 14 ปี รับโทษจริง 12 ปี 3 เดือน ก่อนพ้นโทษปี 2021
- หลังพ้นโทษพยายามฟื้นฟูกั๋วเหม่ยแต่ล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนขาดทุนสะสมกว่า 523,000 ล้านหยวนในเวลา 5 ปี
เด็กเก็บขยะแต้จิ๋วจากเฉาโจว สู่ร้านค้าปลีกในปักกิ่ง
ผมชอบเล่าจุดเริ่มต้นของหวง กวางอวี้ ให้ลูกฟังเป็นพิเศษ เพราะมันตรงกับสิ่งที่ผู้ใหญ่ในบ้านผมมักพูดว่า "คนแต้จิ๋วไม่กลัวจน กลัวแต่ไม่สู้" เขาเกิดวันที่ 9 พฤษภาคม ค.ศ. 1969 ที่หมู่บ้านเฟิ่งหู ตำบลถงยวี่ อำเภอเฉาหยาง เมืองซัวเถา ซึ่งอยู่ในเขตวัฒนธรรมแต้จิ๋ว (Teochew : 潮州) ที่คนไทยเชื้อสายจีนจำนวนมากรวมถึงตระกูลผมเองก็มีรากมาจากดินแดนแถบนี้ ที่น่าสนใจคือบรรพบุรุษของเขาเคยเป็นคหบดีชาวแต้จิ๋วโพ้นทะเลในไทยและนับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก แต่ความผันผวนทางการเมืองในยุคปฏิวัติวัฒนธรรมทำให้ครอบครัวถูกจัดเข้ากลุ่มชนชั้นที่ถูกกีดกันจนต้องเก็บเศษเหล็กและขยะรีไซเคิลขายประทังชีวิต
ปี 1985 ตอนอายุ 16 หวง กวางอวี้ ต้องหยุดเรียนกลางคันระดับมัธยมต้น แล้วยืมเงิน 4,000 หยวนจากญาติมิตรพร้อมพี่ชายหวง จวิ้นชิน (Huang Junqin : 黄俊钦) เดินทางขึ้นเหนือไปมองโกเลียในเพื่อค้าขายเก็งกำไรส่วนต่างราคา ลองผิดลองถูกกับเสื้อผ้าจนล้มเหลวเพราะไม่มีสายตาด้านแฟชั่น สุดท้ายทั้งคู่ตัดสินใจย้ายมาปักกิ่งและหันไปจับเครื่องใช้ไฟฟ้าซึ่งเป็นสินค้ามาตรฐานชัดเจนกว่า ปี 1986 สองพี่น้องเช่าตึกพาณิชย์ 100 ตารางเมตรที่ถนนจูซื่อโข่วตะวันออก ใกล้ประตูเฉียนเหมิน และวันที่ 1 มกราคม 1987 ป้ายชื่อ "กั๋วเหม่ยเตี้ยนชี่" (国美电器 - ร้านเครื่องใช้ไฟฟ้ากั๋วเหม่ย) ก็ถูกตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการ นี่คือจุดกำเนิดที่ผมมองว่าสำคัญไม่แพ้ความสำเร็จช่วงหลัง เพราะมันพิสูจน์ว่าคนแต้จิ๋วที่ไม่มีต้นทุนอะไรเลย ก็สร้างธุรกิจระดับประเทศได้ถ้ากล้าลงมือจริง
กลยุทธ์ "มือเชือดราคา" ที่พลิกโฉมค้าปลีกจีน
สิ่งที่ทำให้กั๋วเหม่ยแตกต่างจากร้านค้าอื่นในยุคนั้นคือหลักการ "薄利多销" (เผาลี่ตัวเซียว — กำไรบางแต่ขายเยอะ) ในยุคที่ตลาดจีนเป็นตลาดของผู้ขาย ห้างสรรพสินค้ารัฐบวกราคาสินค้าสูงลิ่วเพราะสินค้าขาดแคลน หวง กวางอวี้ เลือกทำตรงกันข้าม เขาตัดวงจรพ่อค้าคนกลาง เจรจาตรงกับโรงงาน การันตียอดสั่งซื้อล็อตใหญ่แลกกับต้นทุนต่ำสุด แล้วนำมาตัดราคาขายปลีกจนได้ฉายาในวงการว่า "มือเชือดราคา" (Price Butcher : 价格屠夫) ปี 1991 เขายังบุกเบิกการซื้อพื้นที่โฆษณารอยต่อกลางหน้าหนังสือพิมพ์ Beijing Evening News (北京晚报) ในราคาถูกแต่ถูกมองข้าม ตีพิมพ์ตารางราคาเปรียบเทียบรายสัปดาห์พร้อมสโลแกน "买电器,到国美" (ซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้า ต้องมาที่กั๋วเหม่ย) จนแบรนด์ฝังแน่นในใจผู้บริโภคทั่วประเทศ
กลไกที่แท้จริงเบื้องหลังความมั่งคั่งของกั๋วเหม่ยไม่ใช่แค่การขายของถูก แต่คือโมเดลเงินทุนหมุนเวียนติดลบ ผู้บริโภคจ่ายเงินสดทันทีตอนซื้อของ แต่กั๋วเหม่ยยืดเวลาจ่ายเงินคืนให้โรงงานออกไป 3 ถึง 4 เดือน ทำให้มีเงินสดลอยตัวมหาศาลไว้ขยายสาขาและซื้อกิจการ ในช่วงปี 2001-2004 สัดส่วนกำไรของกั๋วเหม่ยมากกว่าร้อยละ 100 มาจากค่าธรรมเนียมวางสินค้าและการบริหารเครดิตซัพพลายเออร์ มากกว่ากำไรจากการขายจริงเสียอีก ผมมองว่านี่คือจุดที่น่าคิดมาก เพราะมันแปลว่าธุรกิจเติบโตเร็วจนออกห่างจากแก่นแท้ของการค้าปลีกคือ "การบริการลูกค้าให้ดี" ไปเรื่อย ๆ โดยไม่มีใครในตอนนั้นมองเห็นความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่
ถึงปี 1999 กั๋วเหม่ยขยายสาขาครอบคลุม 88 เมือง รวม 330 สาขา ยอดขายทะลุ 3,000 ล้านหยวน และเมื่อถึงปี 2004 หวง กวางอวี้ ใช้บริษัท China Pengrun (中国鹏润) ในตลาดหุ้นฮ่องกงทำการจดทะเบียนทางอ้อม (Backdoor Listing) นำสินทรัพย์กั๋วเหม่ย 65% เข้าตลาดด้วยมูลค่า 8,800 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง ทำให้ทรัพย์สินส่วนตัวพุ่งเป็น 10,500 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง และในวัย 35 ปีเขาก็ขึ้นเป็นมหาเศรษฐีอันดับ 1 ของจีนแผ่นดินใหญ่ตามการจัดอันดับของ Hurun Rich List เป็นครั้งแรก ก่อนจะทำซ้ำอีกในปี 2005 และ 2008 จนถึงจุดสูงสุดที่ทรัพย์สิน 43,000 ล้านหยวน สาขากั๋วเหม่ยทั่วประเทศเกิน 1,300 แห่ง ครองส่วนแบ่งตลาดค้าปลีกเครื่องใช้ไฟฟ้าจีนกว่าร้อยละ 15
กับดักที่เขาเขียนขึ้นเอง: "ดาบสามเล่ม" ของกั๋วเหม่ย
ตรงนี้คือส่วนที่ผมคิดว่าเป็นบทเรียนที่ลึกที่สุดของทั้งเรื่อง ปี 2006 ตอนที่ถือหุ้นกั๋วเหม่ยอยู่ร้อยละ 75.67 หวง กวางอวี้ ผลักดันแก้ไขข้อบังคับบริษัทที่ภายหลังถูกเรียกว่า "国美章程三刀" (กั๋วเหม่ยจางเฉิงซานเตา — ดาบสามเล่มของกั๋วเหม่ย) ให้บอร์ดบริหารมีอำนาจแต่งตั้งถอดถอนกรรมการเองได้โดยไม่ต้องผ่านผู้ถือหุ้น มีอำนาจออกหุ้นเพิ่มทุนสูงสุดร้อยละ 20 โดยไม่ต้องขออนุมัติ และมีอำนาจทำสัญญาผูกพันกับกรรมการเองได้ ตอนนั้นเขามั่นใจว่าตัวเองคุมหุ้นข้างมากอยู่แล้ว ข้อบังคับนี้จะเป็นแค่เครื่องมือความคล่องตัวของตัวเอง แต่เขาคาดไม่ถึงเลยว่าวันหนึ่งกฎเกณฑ์ที่ตัวเองร่างขึ้นจะกลายเป็นอาวุธที่คนอื่นใช้แย่งอำนาจจากเขา
เดือนพฤศจิกายน 2008 เพียง 40 วันหลังขึ้นแท่นมหาเศรษฐีอันดับ 1 จีนครั้งที่ 3 ตำรวจปักกิ่งบุกจับตัวเขาที่ตึก Pengrun Tower คดีหลักคือการซื้อขายหุ้นโดยใช้ข้อมูลภายในของบริษัท Beijing Centergate Technologies (中关村科技) โดยใช้บัตรประชาชนของพนักงานรักษาความปลอดภัยและคนขับรถเปิดบัญชีนอมินีถึง 79 บัญชี กว้านซื้อหุ้นมูลค่ารวม 1,415 ล้านหยวน ทำกำไรผิดกฎหมายกว่า 309 ล้านหยวน นอกจากนี้ยังมีข้อหาลักลอบโอนเงินกว่า 800 ล้านหยวนผ่านธนาคารใต้ดินไปใช้หนี้พนันในมาเก๊า และข้อหาติดสินบนเจ้าหน้าที่รัฐกว่า 4.56 ล้านหยวน วันที่ 18 พฤษภาคม 2010 ศาลปักกิ่งตัดสินจำคุก 14 ปี ปรับ 600 ล้านหยวน และริบทรัพย์อีก 200 ล้านหยวน ภรรยาของเขาคือตู้ เจวียน (Du Juan : 杜鹃) ก็ถูกตัดสินจำคุกในคดีเดียวกันแต่ภายหลังศาลสูงลดโทษให้รอลงอาญาและปล่อยตัว
ตารางสรุปช่วงเวลาสำคัญ
| ปี ค.ศ. | เหตุการณ์สำคัญ | ผลกระทบ |
|---|---|---|
| 1987 | เปิดร้านกั๋วเหม่ยแห่งแรกที่จูซื่อโข่ว ปักกิ่ง | วางรากฐานโมเดลขายตรงตัดราคา |
| 1999 | ขยายสาขาครอบคลุม 88 เมือง 330 สาขา | ก้าวสู่ผู้นำค้าปลีกเครื่องใช้ไฟฟ้าระดับประเทศ |
| 2004 | จดทะเบียนทางอ้อมในตลาดหุ้นฮ่องกง | ขึ้นมหาเศรษฐีอันดับ 1 จีนครั้งแรก |
| 2008 | ถูกจับกุมคดีอินไซเดอร์เทรดดิ้ง | สิ้นสุดยุคทองของกั๋วเหม่ยภายใต้เขา |
| 2010 | ศาลตัดสินจำคุก 14 ปี | สูญเสียอิสรภาพ 12 ปี 3 เดือน |
| 2021 | พ้นโทษ ประกาศฟื้นฟูใน 18 เดือน |
แต่สุดท้ายกลับล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่า |
ยี่สิบเดือนหลังกำแพงคุก: ความฝันที่ชนกำแพงยุคสมัย
ผมตามข่าวช่วงที่หวง กวางอวี้ พ้นโทษด้วยความรู้สึกผสมปนเปกันจริง ๆ ครับ ส่วนหนึ่งอยากให้เขาลุกขึ้นมาได้อีกครั้งเพราะยังนับถือในความกล้าของคนแต้จิ๋วรุ่นบุกเบิก แต่อีกส่วนก็รู้สึกไม่ค่อยมั่นใจนัก เพราะโลกธุรกิจที่เขาจากไปกับโลกที่เขากลับมาเจอนั้นต่างกันคนละยุค วันที่ออกจากเรือนจำในเทศกาลตรุษจีนปี 2021 เขายืนต่อหน้าทีมผู้บริหารกั๋วเหม่ยและกล้องสื่อ ประกาศคำมั่นที่สั่นสะเทือนวงการว่าจะ "ใช้เวลา 18 เดือน พากั๋วเหม่ยกลับไปยืนในตำแหน่งผู้นำตลาดดังเดิม" ฟังแล้วยิ่งใหญ่มาก แต่ผมอดคิดไม่ได้ว่าตลอด 12 ปีในคุก โลกค้าปลีกจีนได้พลิกโฉมไปสิ้นเชิงแล้ว
เขาทุ่มเงินกว่า 5,000 ล้านหยวนสร้างแพลตฟอร์มไลฟ์สตรีมมิงค้าขายออนไลน์ชื่อ "เจินไคว่เล่อ" (真快乐 — ความสุขแท้จริง) หวังเลียนแบบความสำเร็จของโต่วอิน (Douyin : 抖音) แต่ล้มเหลวเพราะประสบการณ์ผู้ใช้แย่และระบบซัพพลายเชนตามไม่ทัน จากนั้นก็กระโดดเข้าสู่ธุรกิจเมตาเวิร์ส (Metaverse) ตกแต่งบ้าน ซูเปอร์มาร์เก็ตชุมชน ไปจนถึงรถยนต์พลังงานใหม่ ประกาศเป้าหมายเปิดซูเปอร์มาร์เก็ตหมื่นสาขาใน 3 ปี แต่กลับติดขัดเรื่องเงินทุนหมุนเวียนจนไม่มีอะไรลงหลักปักฐานได้จริง ผมมองว่านี่คือตัวอย่างชัดเจนของคนที่เก่งเรื่องความกล้าตัดสินใจ แต่ขาดการปรับตัวให้ทันโลกดิจิทัลที่เปลี่ยนเร็วเกินกว่าประสบการณ์เก่าจะตามทัน
ถึงปี 2024 กั๋วเหม่ยมีรายได้เหลือเพียง 474 ล้านหยวน แต่ขาดทุนสูงถึง 11,600 ล้านหยวนในปีเดียว รวมขาดทุนสะสม 5 ปีกว่า 52,300 ล้านหยวน จากที่เคยมีสาขากว่า 4,000 แห่งทั่วประเทศ ปลายปี 2025 เหลือสาขาที่เปิดดำเนินการจริงไม่ถึง 200 แห่ง พนักงานทั้งกลุ่มลดเหลือเพียง 364 คน เงินสดในบัญชีเหลือเพียง 5.35 ล้านหยวน ต้นปี 2026 กลุ่มทุนจากมณฑลซานตงอย่างจินป๋อติ่ง (金铂鼎) เข้าแปลงหนี้เป็นทุนจนถือหุ้น 29.61% กลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 1 แทนที่ ในขณะที่สัดส่วนของหวง กวางอวี้ ถูกเจือจางเหลือเพียง 6.74% เท่ากับสูญเสียอำนาจควบคุมกิจการที่เขาสร้างมากับมือเกือบ 40 ปีอย่างเป็นทางการ
มีคนพบเขาเดินเล่นพาสุนัขพันธุ์ชิบะอินุแถวที่พักในกวางโจวด้วยท่าทีสงบนิ่ง ไม่เหลือเงาความดุดันของ "มือเชือดราคา" ในอดีตอีกแล้ว แต่ก็ยังไม่ยอมแพ้เสียทีเดียว ปี 2025 เขาเริ่มหันไปจับธุรกิจพลังงานไฮโดรเจนและระบบกักเก็บพลังงาน และต้นปี 2026 ได้รับเชิญเป็นที่ปรึกษาผู้ประกอบการรุ่นใหม่ในสมาคมนักธุรกิจแต้จิ๋วที่เซินเจิ้น ราวกับพยายามส่งต่อบทเรียนที่ตัวเองแลกมาด้วยราคาแพงที่สุดในชีวิต
บทเรียนที่ผมอยากส่งต่อให้ลูกหลานแต้จิ๋ว
ทุกครั้งที่เล่าเรื่องนี้จบ ผมมักสรุปให้ลูก ๆ ฟังว่าความสำเร็จของหวง กวางอวี้ ในยุคแรกนั้นเกิดจากช่วงเวลาที่เหมาะสมพอดี เป็นยุคที่กติกาตลาดยังไม่นิ่ง อุปทานสินค้าขาดแคลน ใครกล้าคิดนอกกรอบก็ยึดพื้นที่ได้ก่อน แต่จุดที่ทำให้เขาล้มคือความเชื่อว่าวิธีคิดแบบเดิมจะใช้ได้ตลอดไป เขาแก้ไขข้อบังคับบริษัทให้ตัวเองมีอำนาจเบ็ดเสร็จโดยไม่คาดคิดว่าวันหนึ่งมันจะกลายเป็นดาบที่ทิ่มแทงตัวเอง และเมื่อกลับมาหลังพ้นโทษ เขาก็ยังพยายามใช้สูตรสำเร็จเดิมในสนามที่เปลี่ยนกฎไปหมดแล้ว ผมมองว่านี่คือแก่นสำคัญที่สุด ไม่ใช่แค่เรื่องกฎหมายหรือคดีความ แต่คือบทเรียนว่าความกล้าเพียงอย่างเดียวไม่พอสำหรับการอยู่รอดในระยะยาว ต้องมีความอ่อนน้อมที่จะเรียนรู้โลกใหม่อยู่เสมอ คนแต้จิ๋วเราขึ้นชื่อเรื่องความอดทนสู้ชีวิต แต่ความอดทนต้องมาพร้อมกับสติที่รู้จักหยุดและปรับตัว ไม่ใช่ดันทุรังไปตามสัญชาตญาณเดิมตลอดเวลา
คำถามที่พบบ่อย
หวง กวางอวี้ คือใคร ทำไมถึงมีชื่อเสียงในจีน
หวง กวางอวี้ หรือที่คนแต้จิ๋วเรียกว่า อึ้งกวงยู่ เป็นผู้ก่อตั้งกั๋วเหม่ย เครือข่ายค้าปลีกเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดของจีน และเคยครองตำแหน่งมหาเศรษฐีอันดับ 1 ของจีนแผ่นดินใหญ่ถึง 3 สมัยจากความสำเร็จในการปฏิวัติวงการค้าปลีกด้วยกลยุทธ์ตัดราคา
หวง กวางอวี้ ติดคุกกี่ปี ด้วยคดีอะไร
เขาถูกศาลปักกิ่งตัดสินจำคุก 14 ปีในปี 2010 จากความผิดฐานอินไซเดอร์เทรดดิ้งในหุ้น Beijing Centergate Technologies ประกอบธุรกิจการเงินผิดกฎหมายและติดสินบนเจ้าหน้าที่รัฐ รวมโทษจำคุกจริง 12 ปี 3 เดือน ก่อนได้รับการปล่อยตัวในปี 2021
ทำไมกั๋วเหม่ยถึงเกือบล้มละลายทั้งที่เคยเป็นเบอร์ 1 ของตลาด
สาเหตุหลักมาจากการที่หวง กวางอวี้ ขาดหายไปจากสนามธุรกิจนานถึง 12 ปี ในช่วงเวลาที่วงการค้าปลีกจีนเปลี่ยนผ่านสู่ยุคอีคอมเมิร์ซอย่างรวดเร็ว เมื่อกลับมาบริหารอีกครั้งเขายังใช้แนวคิดแบบเดิมที่เคยได้ผลในยุคก่อน แต่ไม่สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปแล้ว ทำให้ขาดทุนสะสมมหาศาลจนต้องเสียอำนาจควบคุมกิจการในที่สุด
หวง กวางอวี้ ตอนนี้ทำอะไรอยู่
หลังสูญเสียอำนาจบริหารกั๋วเหม่ย เขาหันไปพักผ่อนที่กวางโจว ก่อนกลับมาลองธุรกิจใหม่ด้านพลังงานไฮโดรเจนและระบบกักเก็บพลังงานในปี 2025 พร้อมรับบทที่ปรึกษาให้ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ในสมาคมนักธุรกิจแต้จิ๋วที่เซินเจิ้น
เศรษฐีแต้จิ๋วแซ่อึ้งในจีนแผ่นดินใหญ่มีใครที่โดดเด่นแบบนี้อีกไหม
หวง กวางอวี้ ถือเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่โดดเด่นที่สุดของคนแต้จิ๋วแซ่อึ้งที่สร้างตัวจากศูนย์จนถึงจุดสูงสุดของประเทศจีน แม้จะมีนักธุรกิจเชื้อสายแต้จิ๋วอีกหลายคนที่ประสบความสำเร็จในแผ่นดินใหญ่และในต่างประเทศ แต่เส้นทางที่ขึ้นสุดแล้วลงสุดของเขาเป็นกรณีศึกษาที่ถูกพูดถึงมากเป็นพิเศษ เพราะสะท้อนทั้งด้านบวกและด้านลบของความกล้าแบบคนแต้จิ๋วรุ่นบุกเบิกได้อย่างครบถ้วน
บทสรุป
เรื่องราวของหวง กวางอวี้ ไม่ใช่แค่ประวัติศาสตร์ธุรกิจของคนคนหนึ่งที่ผมชอบเล่าให้ลูก ๆ ฟังระหว่างเดินทาง แต่เป็นกระจกสะท้อนที่ผมมองว่ามีคุณค่าสำหรับคนแต้จิ๋วทุกรุ่น ทั้งรุ่นที่บุกเบิกจากความยากจนเหมือนบรรพบุรุษเรา และรุ่นลูกหลานอย่างพวกเราที่เกิดมาสบายกว่ามาก เขาพิสูจน์ให้เห็นว่าความกล้าคิดนอกกรอบ ความอดทนสู้ชีวิต และไหวพริบทางการค้าแบบแต้จิ๋วนั้นสามารถพาคนจากหมู่บ้านยากจนในเฉาโจวไปสู่จุดสูงสุดของความมั่งคั่งระดับประเทศได้จริง แต่ในขณะเดียวกันก็เตือนใจเราว่าความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่เพียงใดก็ต้องมาพร้อมกับความเคารพต่อกฎเกณฑ์ และความอ่อนน้อมที่จะเรียนรู้โลกใหม่อยู่เสมอ เพราะสูตรสำเร็จของเมื่อวานอาจไม่ใช่คำตอบของวันพรุ่งนี้อีกต่อไป
ทุกครั้งที่ผมเล่าเรื่องนี้ให้ลูกฟังจบ ผมไม่ได้อยากให้พวกเขาจดจำแค่ตัวเลขความมั่งคั่งหรือปีที่ติดคุก แต่อยากให้เห็นภาพรวมทั้งหมดของชีวิตคนคนหนึ่งที่ลุกขึ้นมาจากความว่างเปล่าด้วยสองมือของตัวเอง แล้วก็เรียนรู้ว่าแม้แต่คนที่เก่งที่สุดก็ยังพลาดได้ถ้าหยุดปรับตัว สำหรับผมแล้ว นี่คือบทเรียนที่มีค่ามากกว่าความสำเร็จหรือความล้มเหลวของหวง กวางอวี้ เสียอีก และเป็นสิ่งที่ผมตั้งใจจะส่งต่อให้ลูกหลานแซ่อึ้งของเราต่อไปในทุกชั่วอายุคน
