ในนิยาย: ระหว่างยกทัพไปตีเตียวสิ้ว ม้าของโจโฉ (曹操 เฉาเชา) ตื่นตกใจวิ่งเหยียบนาข้าวสาลีที่เขาสั่งห้ามเหยียบ โจโฉจึงเอากระบี่ตัดผมแทนการตัดหัวตัวเอง และในศึกเดียวกัน เขาหลอกทหารที่กระหายน้ำว่าข้างหน้ามีป่าบ๊วย จนทหารน้ำลายไหลและเดินต่อไปได้
ในพงศาวดาร: ทั้งสองเรื่องมีบันทึกเก่าจริง แต่ไม่ได้อยู่ในตัวบทหลักของ《三国志》 เรื่องตัดผมแทนหัวอยู่ใน《曹瞒传》 หนังสือของชาวแคว้นง่อก๊กที่เผยซงจือยกไว้ใต้ชีวประวัติโจโฉ ส่วนเรื่องมองบ๊วยแก้กระหายอยู่ใน《世说新语》หมวดกลลวง ทั้งสองเล่มไม่ได้ระบุว่าเกิดในศึกกับเตียวสิ้ว
ถอดหน้ากากสามก๊ก ฉบับ MingPaPa (黄炳明 - หวงปิ่งหมิง): ผมกับสามก๊ก
ผม MingPaPa ชื่อจีน หวงปิ่งหมิง - 黄炳明 ชื่อไทย ธนินพงษ์ ศุภพิทักษ์พงษ์ คนไทยเชื้อสายจีนที่รักและผูกพันกับเรื่องราวของจีนมาตั้งแต่เด็กครับ
ตอนเล็ก ๆ ผมได้ยินพ่อกับผู้ใหญ่ในบ้านคุยกันว่า "ใครอ่านสามก๊กครบสามจบ คบไม่ได้" ทั้งที่พ่อผมเองก็อ่านมาหลายจบ พี่ชายผมก็อ่านหลายจบ ส่วนผม ก่อนอายุ 18 ปี อ่านเฉพาะสองฉบับ คือสามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) กับสามก๊กฉบับวณิพกของยาขอบ รวมกันไปแล้ว 10 รอบ ยังไม่นับหนังสือวิเคราะห์กลยุทธ์และหนังสืออรรถาธิบายสามก๊กอีกหลายสิบเล่ม ยิ่งอ่านก็ยิ่งรัก และยิ่งเข้าใจว่าทำไมผู้ใหญ่ถึงพูดอย่างนั้น
อ่านสามก๊กครบสามจบ คบไม่ได้ เพราะอะไร
ถ้ามองให้ลึก คำนี้ไม่ได้อยู่ที่จำนวนรอบที่อ่าน แต่อยู่ที่ "สันดานเดิมของคนอ่าน" ซึ่งเป็นตัวตั้งต้นครับ สามก๊กคือภาพสะท้อนมนุษย์จริง ๆ ไม่มีใครขาวสะอาดหรือสมบูรณ์แบบ มีทั้งคนดีแต่ซื่อจนโง่ คนเจ้าเล่ห์ที่เลวแต่รวย และคนเก่งที่หยิ่งยโส ในโลกความจริงคนเห็นแก่ตัวก็มีมากกว่าคนดีอยู่แล้ว คนอ่านมีจริตแบบไหน ลึก ๆ ชอบตัวละครแบบใด ก็จะหยิบแง่มุมนั้นมาใช้กับตัวเอง คำว่า "คบไม่ได้" จึงแยกได้เป็นสองมุม
- คบไม่ได้เพราะเลียนแบบความร้าย คนที่มีเชื้อความเห็นแก่ตัวหรือชอบเอาเปรียบคนอยู่แล้ว พออ่านจนเจนจัด ก็ซึมซับความปลิ้นปล้อน กลอุบายสกปรก และการมองคนอื่นเป็นเบี้ยมาใช้ในชีวิตจริง คนกลุ่มนี้ "คบไม่ได้" ในความหมายตรงตัว เพราะพร้อมหักหลังและทำลายมิตรภาพเพื่อประโยชน์ของตัวเอง
- คบไม่ได้เพราะ "คบยาก" เกินไป คนกลุ่มนี้อ่านเพื่อเข้าใจจิตวิทยามนุษย์ วิธีเอาตัวรอด และเกมอำนาจที่ซ่อนอยู่ จนกลายเป็นคนคมกริบที่รู้เท่าทันคนจนไม่มีใครตบตาได้ คนทั่วไปจึงเข้าไม่ถึงหรือระแวงว่าจะถูกเอาเปรียบ ส่วนคนเก่งด้วยกันก็อยู่ด้วยลำบาก เพราะต่างฝ่ายต่างรู้ทันกัน ต้องตั้งการ์ดระวังตัวอยู่ตลอดเวลา
ถอดหน้ากากสามก๊ก ฉบับ MingPaPa (黄炳明 - หวงปิ่งหมิง) คือการอ่านสามก๊กอีกรอบด้วยสายตาของคนที่โตมากับนิยาย ผมหยิบฉากที่คนไทยจำได้ขึ้นใจมาวางเทียบกับพงศาวดาร《三国志》 (ซานกั๋วจื้อ — จดหมายเหตุสามก๊ก) ทีละประโยค ว่าตรงไหนเป็นประวัติศาสตร์ ตรงไหนเป็นฝีมือนักเล่านิทานและนักประพันธ์รุ่นหลัง ทุกบทยกต้นฉบับภาษาจีนพร้อมคำแปล และบอกว่าข้อความนั้นอยู่ในบทไหน ผู้อ่านจะได้ตรวจเองได้ครับ
ชื่อบุคคลและสถานที่ในบทความนี้
ชื่อในสามก๊กฉบับไทยตามฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) อ่านตามสำเนียงฮกเกี้ยน ซึ่งต่างจากชื่อที่ใช้กันในระดับสากล บทความนี้จึงกำกับชื่อเฉพาะด้วยอักษรจีนตัวย่อและคำอ่านแบบจีนกลางเมื่อปรากฏครั้งแรก เช่น โจโฉ (曹操 เฉาเชา) ส่วนเลข "ตอนที่" ของนิยายในบทความนี้เป็นเลขตอน (回) ของนิยายฉบับภาษาจีน ซึ่งฉบับเจ้าพระยาพระคลังแบ่งตอนไม่ตรงกัน ฉากในบทความนี้อยู่ในตอนที่ ๑๖ และ ๑๙ ของฉบับไทย
| อักษรจีน (ตัวย่อ) | พินอิน | อ่านแบบจีนกลาง | ชื่อในสามก๊กฉบับไทย / หมายเหตุ |
|---|---|---|---|
| 曹操 | Cáo Cāo | เฉาเชา | โจโฉ |
| 刘备 | Liú Bèi | หลิวเป้ย | เล่าปี่ |
| 张绣 | Zhāng Xiù | จางซิ่ว | เตียวสิ้ว |
| 郭嘉 | Guō Jiā | กัวเจีย | กุยแก |
| 主簿 | zhǔbù | จู่ปู้ | ตำแหน่งเสมียนใหญ่ประจำทัพ ฉบับไทยเรียก "จูเภาที่ปรึกษา" |
| 王垕 | Wáng Hòu | หวังโฮ่ว | อองเฮา (คนคุมเสบียงในนิยาย) |
| 陈寿 | Chén Shòu | เฉินโซ่ว | ผู้เรียบเรียง《三国志》 (ไม่ปรากฏในฉบับไทย) |
| 裴松之 | Péi Sōngzhī | เผยซงจือ | ผู้ทำอรรถาธิบาย《三国志》 (ไม่ปรากฏในฉบับไทย) |
| 刘义庆 | Liú Yìqìng | หลิวอี้ชิ่ง | ผู้เรียบเรียง《世说新语》 (ไม่ปรากฏในฉบับไทย) |
| 马谡 | Mǎ Sù | หม่าซู่ | ม้าเจ๊ก |
| 诸葛亮 | Zhūgě Liàng | จูเก่อเลี่ยง | ขงเบ้ง |
| 梅 | méi | เหมย | ลูกบ๊วย ฉบับไทยแปลเป็น "มะเฟือง" |
| 麦 | mài | ม่าย | ข้าวสาลี ฉบับไทยเรียก "เข้าโภชน์สาลี" |
| 曹瞒传 | Cáo Mán zhuàn | เฉาหมานจ้วน | หนังสือชีวประวัติโจโฉที่ชาวแคว้นง่อก๊กเขียน |
| 世说新语 | Shìshuō xīnyǔ | ซื่อซัวซินอวี่ | หนังสือรวมเกร็ดบุคคลสมัยราชวงศ์ซ่งใต้ (南朝宋) |
1. สองกลของโจโฉในนิยาย ศึกเดียวกันกับเตียวสิ้ว
นิยายสามก๊กเล่าสองเรื่องนี้ห่างกันสี่ตอน แต่ผูกไว้กับศึกเดียวกัน คือการยกทัพไปตีเตียวสิ้ว (张绣 จางซิ่ว)
ตัดผมแทนหัว อยู่ในตอนที่ 17 (第十七回) นิยายระบุเวลาชัดเจนว่า 「时建安三年夏四月也」 "เวลานั้นคือเดือนสี่ ฤดูร้อน ปีเจี้ยนอันที่ 3" (ค.ศ. 198) ทัพเดินผ่านนาข้าวสาลีที่กำลังสุก ชาวบ้านทิ้งนาหนีไปหมด โจโฉประกาศว่าผู้ใดเหยียบข้าวจะถูกตัดหัว ทหารม้าทั้งหลายจึงลงจากม้า ใช้มือแหวกต้นข้าวเดินผ่านไป แต่นกเขาตัวหนึ่งบินขึ้นจากนา ม้าของโจโฉตกใจวิ่งเข้าไปเหยียบข้าวเสียหายไปแปลงใหญ่ โจโฉเรียกเสมียนใหญ่ประจำทัพ (主簿) มาให้ตัดสินโทษตัวเอง
「吾自制法,吾自犯之,何以服众?」
"เราตั้งกฎเอง แล้วเราทำผิดเอง จะให้คนทั้งหลายยอมรับได้อย่างไร"
โจโฉชักกระบี่จะเชือดคอตัวเอง คนทั้งหลายเข้าห้าม กุยแก (郭嘉 กัวเจีย) ยกหลักในคัมภีร์ชุนชิวว่ากฎหมายไม่ลงโทษผู้สูงศักดิ์ โจโฉนิ่งคิดอยู่นาน แล้ว
「乃以剑割自己之发,掷于地曰:『割发权代首。』」
"จึงเอากระบี่ตัดผมของตัวเอง โยนลงพื้นแล้วว่า ตัดผมแทนหัวไปก่อน"
แล้วให้คนถือผมไปแสดงให้ทั้งกองทัพเห็น นิยายปิดฉากด้วยกลอนที่บอกท่าทีของผู้แต่งตรง ๆ ว่า 「拔刀割发权为首,方见曹瞒诈术深」 "ชักดาบตัดผมแทนหัว จึงเห็นว่าเล่ห์ของโจโฉนั้นลึกนัก"
มองบ๊วยแก้กระหาย อยู่ในตอนที่ 21 (第二十一回) ฉากดังที่โจโฉชวนเล่าปี่ (刘备 หลิวเป้ย) มาดื่มสุราในฉากต้มสุราคุยเรื่องวีรบุรุษ โจโฉเห็นลูกบ๊วยเขียวบนกิ่งแล้วเล่าย้อนว่า
「适见枝头梅子青青,忽感去年征张绣时,道上缺水,将士皆渴。吾心生一计,以鞭虚指曰:『前面有梅林。』军士闻之,口皆生唾,由是不渴。」
"เมื่อครู่เห็นลูกบ๊วยเขียวบนกิ่ง นึกขึ้นได้ว่าปีก่อนตอนไปตีเตียวสิ้ว ระหว่างทางขาดน้ำ ทหารกระหายกันทั้งทัพ เราคิดกลขึ้นได้ ชี้แส้ไปข้างหน้าแล้วบอกว่า ข้างหน้ามีป่าบ๊วย ทหารได้ยินก็น้ำลายไหล จึงหายกระหาย"
2. ฉบับไทย: บ๊วยกลายเป็นมะเฟือง
คนไทยที่โตมากับสามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) อาจไม่เคยได้ยินเรื่อง "มองบ๊วย" ในฉบับนั้นเลย เพราะตอนที่ ๑๙ ของฉบับไทย แปลลูกบ๊วยเป็นมะเฟือง
"โจโฉนั่งพูดอยู่กับเล่าปี่แลเห็นต้นมะเฟือง โจโฉจึงชี้ให้เล่าปี่ดูแล้วว่า เมื่อครั้งเราไปรบกับเตียวสิ้ว ทหารทั้งปวงอยากน้ำนัก เราจึงคิดกลอุบายลวงว่า ให้อุตส่าห์เดิรไปอีกหน่อยหนึ่งเถิด จะพบดงมะเฟืองมีผลสุกเปนอันมาก ทหารทั้งปวงได้ยินออกชื่อของเปรี้ยว ก็ให้บังเกิดเขฬะมีมาทุกคน ซึ่งหยากน้ำนั้นก็ค่อยคลายลง"
ฉากดื่มสุราในฉบับไทยก็ใช้มะเฟืองต่อไปอีก โจโฉ "ชวนกินโต๊ะเสพย์สุรากับมะเฟือง" ทั้งที่ฉบับจีนเขียนว่าบนโต๊ะมี 「盘置青梅,一樽煮酒」 "จานใส่บ๊วยเขียว กับสุราอุ่นหนึ่งไห" ผู้แปลรุ่นรัชกาลที่ 1 คงเลือกผลไม้เปรี้ยวที่คนไทยสมัยนั้นนึกภาพออก คำอธิบายในฉบับไทยว่าทหาร "ได้ยินออกชื่อของเปรี้ยว" ก็จับใจความของกลนี้ได้ตรง กลไม่ได้อยู่ที่ชนิดของผลไม้ แต่อยู่ที่ "ของเปรี้ยว"
ฉากตัดผมในตอนที่ ๑๖ ของฉบับไทยเล่าครบตามฉบับจีน ข้าวสาลีในฉบับไทยเรียกว่า "เข้าโภชน์สาลี" นกที่บินขึ้นทำให้ม้าตื่น "เหยียบต้นเข้าโภชน์สาลีหักเสียเปนอันมาก" ผู้ที่โจโฉถามโทษคือ "จูเภาที่ปรึกษา" ซึ่งตรงกับตำแหน่ง 主簿 ในฉบับจีน และคนที่ยุดกระบี่ไว้คือกุยแก ประโยคที่น่าสนใจที่สุดคือฉบับไทยบอกเจตนาของโจโฉไว้ตั้งแต่ต้นว่า "โจโฉจึงคิดอุบายหวังจะให้คนทั้งปวงนับถือว่าเปนสัตย์ธรรม" แล้วจบว่า
"แล้วโจโฉจึงเอากระบี่ตัดผมที่สีสะส่งให้ทหารเอาไปร้องประกาศทุกหน้าบ้านว่า มหาอุปราชกระทำผิดแล้ว มิได้คิดแก่ชีวิตจะฆ่าตัวเสีย นายทัพนายกองทั้งปวงห้ามไว้ มหาอุปราชจึงตัดผมออกแทนสีสะ"
3. ตัดผมแทนหัว: บันทึกใน《曹瞒传》
เรื่องนี้ไม่ได้อยู่ในตัวบทของ《三国志》ที่เฉินโซ่ว (陈寿) เขียน แต่อยู่ในอรรถาธิบายของเผยซงจือ (裴松之) ท้ายชีวประวัติโจโฉ ซึ่งยกข้อความยาวจากหนังสือชื่อ《曹瞒传》มาไว้ หนังสือเล่มนี้เผยซงจือเองระบุว่า 「吴人作《曹瞒传》」 คือชาวแคว้นง่อก๊กเป็นผู้เขียน ต้นฉบับสูญไปแล้ว เหลือแต่ข้อความที่หนังสือรุ่นหลังยกไว้
「尝出军,行经麦中,令『士卒无败麦,犯者死』。」
"ครั้งหนึ่งยกทัพผ่านนาข้าวสาลี สั่งว่า ทหารผู้ใดทำข้าวเสียหาย ต้องตาย"
ทหารม้าทั้งหลายลงจากม้าเดินแหวกข้าวไป แต่ม้าของโจโฉวิ่งเข้าไปในนา 「敕主簿议罪;主簿对以春秋之义,罚不加于尊」 "โจโฉสั่งเสมียนใหญ่ให้พิจารณาโทษ เสมียนใหญ่ตอบด้วยหลักแห่งคัมภีร์ชุนชิวว่า โทษไม่ลงถึงผู้สูงศักดิ์"
「制法而自犯之,何以帅下?然孤为军帅,不可自杀,请自刑。」因援剑割发以置地。
"ตั้งกฎแล้วตัวเองทำผิด จะนำคนข้างล่างได้อย่างไร แต่ข้าเป็นแม่ทัพ จะฆ่าตัวเองก็ไม่ได้ ขอลงโทษตัวเองเถิด แล้วจึงชักกระบี่ตัดผมวางลงบนพื้น"
เทียบกับนิยายแล้ว แก่นเรื่องตรงกันเกือบทุกจุด ต่างกันตรงที่《曹瞒传》ไม่ได้บอกว่าเกิดเมื่อไร ที่ไหน ใช้คำว่า 「尝」 แปลว่า "ครั้งหนึ่ง" เท่านั้น ไม่มีนกบินขึ้น ไม่มีการชักกระบี่จะเชือดคอ คนที่ยกหลักคัมภีร์ชุนชิวคือเสมียนใหญ่ ไม่ใช่กุยแก และไม่มีคำว่า 「割发权代首」 ซึ่งเป็นถ้อยคำของนิยาย
ที่สำคัญกว่านั้นคือ《曹瞒传》ไม่ได้เล่าเรื่องนี้เพื่อชม ข้อความต่อจากนั้นคือเรื่องนางสนมคนโปรดที่โจโฉตีจนตายเพราะไม่ปลุกเขาตามสั่ง และเรื่องคนคุมเสบียงที่โจโฉสั่งให้แจกข้าวด้วยถังเล็ก แล้วเมื่อทหารบ่นก็ตัดหัวคนนั้นไปปลอบทหาร 「特当借君死以厌众」 "ต้องขอยืมความตายของท่านมาระงับใจคนทั้งหลาย" (ในนิยาย คนคุมเสบียงคนนี้ชื่ออองเฮา) จากนั้นจึงสรุปว่า 「其酷虐变诈,皆此之类也」 "ความโหดร้ายและเล่ห์กลของเขา ล้วนเป็นแบบนี้ทั้งสิ้น" ผู้เขียนชาวง่อก๊กจัดเรื่องตัดผมไว้ในหมวดเดียวกับการฆ่าคน คือเป็นตัวอย่างของเล่ห์กล ไม่ใช่ความซื่อตรง
4. ทำไมตัดผมจึงนับเป็นการลงโทษ
คนอ่านสมัยนี้อาจสงสัยว่าตัดผมแค่กำเดียวจะแทนหัวได้อย่างไร คำตอบอยู่ที่ความหมายของผมในสังคมจีนโบราณ
《孝经》 คัมภีร์ว่าด้วยความกตัญญู เปิดบทแรกด้วยประโยคที่คนจีนท่องกันมาสองพันปี
「身体发肤,受之父母,不敢毁伤,孝之始也」
"ร่างกาย ผม และผิวหนัง ได้รับมาจากพ่อแม่ ไม่กล้าทำให้เสียหาย นี่คือจุดเริ่มของความกตัญญู"
คนจีนโบราณจึงให้ความสำคัญกับผมมาก ไม่ตัดผมถ้าไม่จำเป็น และการถูกโกนผมเป็นบทลงโทษที่มีชื่อเรียกว่า 髡刑 (คุนสิง) เป็นโทษที่มุ่งให้อับอาย ตัวอย่างที่ใกล้ตัวที่สุดของผู้อ่านสามก๊กคือบิดาของเฉินโซ่วเอง 《晋书·陈寿传》บันทึกว่า
「寿父为马谡参军,谡为诸葛亮所诛,寿父亦坐被髡」
"บิดาของเฉินโซ่วเป็นที่ปรึกษาในกองทัพของม้าเจ๊ก เมื่อขงเบ้งประหารม้าเจ๊ก บิดาของเฉินโซ่วก็ต้องโทษถูกโกนผมด้วย"
ในบริบทนี้ คำพูดของโจโฉใน《曹瞒传》ว่า 「请自刑」 "ขอลงโทษตัวเอง" จึงมีความหมายจริง การตัดผมเป็นโทษชนิดหนึ่งในระบบกฎหมาย ไม่ใช่ท่าทางลอย ๆ แต่ก็เป็นโทษที่เบากว่าความตายอยู่มาก คนจึงมองได้ทั้งสองทาง ทางหนึ่งคือผู้นำที่ยอมรับโทษตามกฎของตัวเอง อีกทางคือละครที่ทำให้ทหารกลัวกฎมากขึ้นโดยตัวเองไม่ต้องเสียอะไรมาก
5. มองบ๊วยแก้กระหาย: บันทึกใน《世说新语》
เรื่องมองบ๊วยแก้กระหายไม่มีใน《三国志》และไม่มีในอรรถาธิบายของเผยซงจือ บันทึกที่เก่าที่สุดอยู่ใน《世说新语》หมวดกลลวง (假谲)
「魏武行役,失汲道,军皆渴,乃令曰:『前有大梅林,饶子,甘酸,可以解渴。』士卒闻之,口皆出水,乘此得及前源。」
"จักรพรรดิอู่แห่งวุยก๊ก (โจโฉ) เดินทัพ หลงทางที่จะไปหาน้ำ ทหารกระหายกันทั้งทัพ จึงประกาศว่า ข้างหน้ามีป่าบ๊วยใหญ่ ลูกดก รสหวานอมเปรี้ยว แก้กระหายได้ ทหารได้ยินก็น้ำลายไหล อาศัยแรงนั้นเดินไปจนถึงแหล่งน้ำข้างหน้า"
《世说新语》เป็นหนังสือรวมเกร็ดที่หลิวอี้ชิ่ง (刘义庆) แห่งราชวงศ์ซ่งใต้ให้คนในสังกัดเรียบเรียง ราวสองร้อยปีหลังโจโฉตาย เรื่องนี้เป็นเกร็ดโจโฉเรื่องที่สองของหมวดกลลวง ถัดไปไม่กี่บรรทัดคือเรื่องที่โจโฉแกล้งหลับแล้วฆ่าคน ซึ่งผมเล่าไว้ในบทเรื่องโจโฉฆ่าคนในฝัน
เทียบต้นฉบับกับนิยายอีกครั้ง《世说新语》ไม่ได้บอกว่าเกิดในศึกไหน ไม่มีเตียวสิ้ว ไม่มีการชี้แส้ และไม่ได้เล่าผ่านปากโจโฉ แต่มีรายละเอียดหนึ่งที่นิยายตัดทิ้ง คือตอนจบ 「乘此得及前源」 ทหารเดินไปถึงแหล่งน้ำจริงได้ กลนี้จึงไม่ได้ทำให้หายกระหาย มันแค่ซื้อเวลาให้ทัพเดินต่อไปจนถึงน้ำ ส่วนนิยายจบว่า 「由是不渴」 "จึงหายกระหาย" ซึ่งฟังเหมือนเวทมนตร์มากกว่า
ภายหลัง เรื่องนี้กลายเป็นสำนวน 望梅止渴 (ว่างเหมยจื่อเข่อ) ซึ่งปัจจุบันมักใช้กับการปลอบใจตัวเองด้วยสิ่งที่ยังไม่มีอยู่จริง ซึ่งความหมายนั้นห่างจากเรื่องเดิมไปพอสมควร ในเรื่องเดิม กลของโจโฉได้ผลจริง เพราะพาทหารไปถึงน้ำได้
6. ฟังเหมือนแต่ง แต่มีบันทึก: เชื่อได้แค่ไหน
สองเรื่องนี้ต่างจากหลายฉากในซีรีส์นี้ที่นิยายแต่งขึ้นใหม่ทั้งฉาก อย่างสามพี่น้องรบลิโป้ ทั้งสองเรื่องมีบันทึกเก่าที่ระบุชื่อหนังสือได้ และนิยายรักษาแก่นเรื่องไว้ครบ แต่ระดับของหลักฐานต่างกัน
ตัดผมแทนหัว หลักฐานแข็งกว่า《曹瞒传》เขียนโดยชาวแคว้นง่อก๊กในยุคสามก๊กเอง ไม่ห่างจากเหตุการณ์นัก และเผยซงจือเลือกยกมาไว้ใต้ชีวประวัติโจโฉ จุดอ่อนคือผู้เขียนเป็นฝ่ายศัตรูและตั้งใจประณาม แต่ข้อนี้กลับทำให้เรื่องน่าเชื่อขึ้นในแง่หนึ่ง เพราะผู้เขียนไม่ได้แต่งเรื่องเพื่อชมโจโฉ เขาเล่าเรื่องที่คนรู้กันอยู่ แล้วตีความไปในทางร้าย
มองบ๊วยแก้กระหาย หลักฐานอ่อนกว่า บันทึกเก่าที่สุดเขียนหลังเหตุการณ์ราวสองร้อยปี ในหนังสือรวมเกร็ดที่ไม่ได้บอกที่มา และอยู่ในหมวดเดียวกับเกร็ดที่ผู้ทำอรรถาธิบายของหนังสือเองยังค้านว่าไม่น่าเป็นไปได้ อย่างไรก็ดี ตัวเรื่องไม่มีอะไรขัดกับความเป็นจริง ทัพหลงทางหาน้ำไม่เจอเป็นเรื่องปกติ และการนึกถึงของเปรี้ยวทำให้น้ำลายไหลจริง
ส่วนที่นิยายเติมเข้าไปทั้งสองเรื่องเหมือนกัน คือการผูกเข้ากับศึกเตียวสิ้วปี ค.ศ. 198 บันทึกเดิมไม่มีวันเวลาเลย นิยายต้องการวางเกร็ดลอย ๆ ให้มีที่อยู่ในเส้นเรื่อง และใช้ทั้งสองเรื่องเป็นหลักฐานของ "เล่ห์ของโจโฉ" ตามกลอนที่ปิดตอนที่ 17 ทั้งที่เรื่องมองบ๊วยเป็นกลที่ช่วยชีวิตทหารมากกว่าหลอกใช้
คำถามที่พบบ่อย
โจโฉตัดผมแทนหัวจริงไหม?
มีบันทึก เรื่องนี้อยู่ใน《曹瞒传》 หนังสือที่ชาวแคว้นง่อก๊กเขียนในสมัยสามก๊ก เผยซงจือยกไว้ในอรรถาธิบายใต้ชีวประวัติโจโฉใน《三国志》 บันทึกว่าโจโฉ 「援剑割发以置地」 คือชักกระบี่ตัดผมวางลงบนพื้น แต่ไม่อยู่ในตัวบทที่เฉินโซ่วเขียน และไม่ได้บอกว่าเกิดเมื่อไรที่ไหน
เรื่องมองบ๊วยแก้กระหายมาจากไหน?
บันทึกที่เก่าที่สุดอยู่ใน《世说新语》หมวดกลลวง ที่หลิวอี้ชิ่งแห่งราชวงศ์ซ่งใต้ให้คนเรียบเรียงราวสองร้อยปีหลังโจโฉตาย ไม่มีใน《三国志》 นิยายสามก๊กตอนที่ 21 ให้โจโฉเล่าเรื่องนี้ให้เล่าปี่ฟัง และผูกไว้กับศึกเตียวสิ้ว
ทำไมสามก๊กฉบับไทยเป็นมะเฟือง ไม่ใช่บ๊วย?
ฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ตอนที่ ๑๙ แปลลูกบ๊วย (梅) เป็นมะเฟือง ทั้งในเรื่องที่โจโฉหลอกทหารและในฉากดื่มสุรากับเล่าปี่ ฉบับไทยอธิบายว่าทหาร "ได้ยินออกชื่อของเปรี้ยว" จึงน้ำลายไหล ซึ่งจับใจความของกลได้ตรง เพราะกลอยู่ที่ของเปรี้ยว ไม่ใช่ชนิดของผลไม้
การตัดผมสมัยฮั่นเป็นการลงโทษจริงหรือ?
จริง《孝经》สอนว่าร่างกายและผมได้รับมาจากพ่อแม่ ห้ามทำให้เสียหาย และมีโทษโกนผมที่เรียกว่า 髡刑 ซึ่งเป็นโทษให้อับอาย《晋书》บันทึกว่าบิดาของเฉินโซ่วผู้เขียน《三国志》เองก็เคยต้องโทษนี้หลังม้าเจ๊กถูกประหาร
สองเรื่องนี้เกิดในศึกกับเตียวสิ้วจริงไหม?
ไม่มีบันทึกยืนยัน《曹瞒传》เขียนเพียงว่า "ครั้งหนึ่งยกทัพ" และ《世说新语》เขียนเพียงว่า "เดินทัพ" ไม่ระบุศึก นิยายเป็นผู้ผูกทั้งสองเรื่องเข้ากับศึกเตียวสิ้วในปี ค.ศ. 198
สรุป
มองบ๊วยแก้กระหายกับตัดผมแทนหัวฟังดูเหมือนนิทานที่นักเล่าเรื่องแต่งขึ้น แต่ทั้งสองเรื่องมีบันทึกเก่าจริง เรื่องตัดผมอยู่ใน《曹瞒传》 หนังสือของฝ่ายศัตรูที่เผยซงจือยกไว้ใต้ชีวประวัติโจโฉ และเล่าเรื่องนี้ในฐานะเล่ห์กล ไม่ใช่ความซื่อตรง เรื่องมองบ๊วยอยู่ใน《世说新语》ซึ่งเขียนหลังจากนั้นราวสองร้อยปี หลักฐานจึงอ่อนกว่า นิยายรักษาแก่นของทั้งสองเรื่องไว้ เติมวันเวลาให้เป็นศึกเตียวสิ้ว เติมนกที่ทำให้ม้าตื่น และให้กุยแกเป็นผู้ทัดทาน ส่วนฉบับไทยเปลี่ยนบ๊วยเป็นมะเฟือง แต่ยังรักษาหัวใจของกลไว้ว่าอยู่ที่ "ของเปรี้ยว"
แหล่งข้อมูล
- 《三国志·魏书·武帝纪》 พร้อมอรรถาธิบายของเผยซงจือที่อ้าง《曹瞒传》เรื่องตัดผม — ต้นฉบับภาษาจีนบนวิกิซอร์ซ
- 《曹瞒传》ฉบับรวบรวมจากหนังสือที่ยกอ้าง พร้อมบอกแหล่งของแต่ละตอน — วิกิซอร์ซภาษาจีน
- 《世说新语·假谲》 ต้นฉบับเรื่องมองบ๊วยแก้กระหาย — ต้นฉบับภาษาจีนบนวิกิซอร์ซ
- นิยาย《三国演义》ตอนที่ 17 袁公路大起七军 曹孟德会合三将 — ต้นฉบับภาษาจีนบนวิกิซอร์ซ
- นิยาย《三国演义》ตอนที่ 21 曹操煮酒论英雄 关公赚城斩车胄 — ต้นฉบับภาษาจีนบนวิกิซอร์ซ
- สามก๊ก ฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ตอนที่ ๑๖ — ห้องสมุดดิจิทัลวชิรญาณ
- สามก๊ก ฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ตอนที่ ๑๙ — ห้องสมุดดิจิทัลวชิรญาณ
- 《孝经·开宗明义章》 身体发肤 受之父母 — ต้นฉบับภาษาจีนบนวิกิซอร์ซ
- 《晋书·陈寿传》 บิดาของเฉินโซ่วต้องโทษโกนผม — ต้นฉบับภาษาจีนบนวิกิซอร์ซ
- 髡刑 โทษโกนผมในจีนโบราณ — วิกิพีเดียภาษาจีน
- 曹瞒传 หนังสือที่สูญไปแล้ว — วิกิพีเดียภาษาจีน
